ในความเป็นจริง ประเทศไทยของเรา เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แล้ว!
ไม่ใช่เพิ่งเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ในปี พ.ศ. 2565 อย่างที่ทราบกัน!
เพราะในปี พ.ศ. 2548 ตอนนั้นเรามีผู้สูงอายุ 10.4%
ซึ่งหากนำเพียงหลักเกณฑ์ ว่าชาติใดมี “คนแก่” อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ
จะหมายถึง การเข้าสู่ “สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์” นี่คือการพิจารณาเพียง “หลักการเดียว” หรือ “เกณฑ์ที่ 1”
ทว่า จากสภาพการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยที่เกิดขึ้น อย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา
ทำให้ “ไทย” เข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” มาตั้งแต่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2543-2544 ที่ประชากรอายุ 60 ปี
คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด

แม้ว่าตัวเลข 10.4% จะไม่เข้า “เกณฑ์ที่ 1”
แต่เนื่องจากมี “ตัวชี้วัด” อีก 1 นั่นคือ “ดัชนีการสูงวัย” (Aging index) หรือ “เกณฑ์ที่ 2”
คือต้องนำ “ดัชนีสูงวัย” หรือ Aging Index มาร่วมพิจารณาด้วย
เพราะนอกจาก “สัดส่วนผู้สูงอายุ” ที่เพิ่มขึ้นแล้ว การก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย”
ซึ่งจะต้องมีการเปรียบเทียบ “โครงสร้างการทดแทนกัน” ของ “ประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ” ที่มีอายุ 60 ขึ้นไป กับกลุ่มประชากรวัยเด็ก ซึ่งอายุต่ำกว่า 15 ปี ร่วมด้วย
โดยหาก “ดัชนีสูงวัย” มีค่าต่ำกว่า 100 จะแสดงว่า จำนวน “ประชากรสูงอายุ” มี “น้อยกว่า” ปริมาณเด็ก
ในทางตรงข้าม ถ้า “ดัชนีสูงวัย” มีค่าเกินกว่า 100 นั่นหมายถึง ปริมาณ “ประชากรสูงวัย” มี “มากกว่า” จำนวนประชากรเด็ก
ซึ่ง “ดัชนีสูงวัย” มีรายละเอียดดังนี้
สังคมเยาว์วัย หรือ Young Society หมายถึง ค่า“ดัชนีสูงวัย” ต่ำกว่า 50
สังคมสูงวัย หรือ Aged Society หมายถึง ค่า “ดัชนีสูงวัย” ระหว่าง 50-119.9
สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Completed Aged Society หมายถึง ค่า “ดัชนีสูงวัย” ระหว่าง 120-199.9
สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society หมายถึง ค่า “ดัชนีสูงวัย” ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป
ซึ่งหากพิจาณาอัตราการเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรโลก ที่ได้เปลี่ยนผ่านสู่ “สังคมสูงวัย”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป หรือทวีปอเมริกาเหนือ
ที่ได้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ขณะที่บางประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ไปไกลกว่านั้น คือ ได้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ไปแล้ว
ส่วนประเทศไทยเรา จัดอยู่ในกลุ่ม “สังคมสูงวัย” โดยในหมู่ชาติ ASEAN เรามาเป็นเป็นอันดับ 2 รองจาก “สิงคโปร์”
จากสภาพการณ์ดังกล่าว ทำให้บ้านเราต้องเร่งจัดทำนโยบายส่งเสริมประชากรให้มีบุตรเพิ่มขึ้น
หวังเพิ่มอัตราการเกิดให้มากกว่าเดิม เพื่อทดแทนวัยทำงานที่ต้องขาดแคลนจากการเข้าสู่ “สังคมสูงวัย”
ผ่านแผนการเปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากให้เพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดบริการดูแลเด็กแก่พ่อแม่มือใหม่
ด้วยการโปรโมทผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค และใช้ Influencer ในการช่วยเผยแพร่แคมเปญเกี่ยวกับความสุขของชีวิตครอบครัว
จากข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการเกิดในประเทศไทย ที่ลดลงถึงเกือบ 1 ใน 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2556 ที่มีทารกเกิดใหม่เพียง 544,000 คน ซึ่งเป็นอัตราการเกิดซึ่ง “ต่ำที่สุด” ในรอบ 60 ปี!

ยิ่งผนวกกับ ยอดผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 เพิ่มขึ้นเป็น 563,000 รายอีกด้วย
แม้จำนวนประชากรที่ลดลงของบ้านเรา จะมีความคล้ายคลึงกับชาติในเอเชีย โดนเฉพาะอย่างยิ่ง “ญี่ปุ่น” และ “สิงคโปร์”
ที่ซึ่งผลกระทบของอัตราการเกิดของเด็กที่น้อยลงกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ภาครัฐจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายชะลอการลดลงของอัตราการเกิด โดยการช่วยให้ครอบครัวพร้อมที่จะมีบุตรเร็วขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนการเปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการมีครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น
แม้นโยบายดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างล่าช้า เนื่องจากประเทศอื่นๆ มีศูนย์ดูแลและนโยบายสนับสนุนทางสังคมที่ดีกว่าประเทศไทยนานหลายปี
อย่างไรก็ดี การที่ไทยกำลังจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Completed Aged Society)
และมีแนวโน้มที่จะไปถึง “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ในอนาคตอันใกล้
ทำให้หลายฝ่ายวิตกถึงจำนวนวัยแรงงานที่ลงลดอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า ประเด็นนี้ได้ส่งผลทางตรงถึงกำลังการผลิตที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก
โดยการที่อัตราการเติบโตของคนในประเทศที่ลดลง มีส่วนทำให้สถานภาพทางด้านการเงินของรัฐบาลย่ำแย่หนักลงไปอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบบริหารเงินเกษียณอายุที่ได้จากรัฐบาลนั้นยังถือว่าไม่เพียงพอ
เป็นที่ทราบกันดี ว่าการตัดสินใจมีลูกของหนุ่มสาวยุคใหม่ กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ทว่า ค่าครองชีพกลับเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราการเติบโตของรายได้กลับลดลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง ผนวกกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาก็เป็นอิทธิพลสำคัญ ที่ส่งผลต่อการตัดสินในใจในการมีบุตรเป็นอย่างมาก
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ว่า หนี้ครัวเรือนปัจจุบัน เติบโตขึ้นในอัตราส่วนเกือบ 90% ของ GDP ของประเทศ
ขณะที่ เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน หนี้สินครัวเรือนอยู่ที่อัตราส่วนเพียง 59% ของ GDP เมื่อปี พ.ศ. 2553
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนผ่าน Lifestyle คนรุ่นใหม่ ที่หลายคนตัดสินใจเลี้ยงแมว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงแมวไม่แพงเท่ากับการเลี้ยงเด็กนั่นเอง!













