หนึ่งในมาตรการที่ภาครัฐได้วางไว้ และคาดหวังว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูการค้า-การลงทุนในประเทศให้กลับมาตื่นตัวอีกครั้ง นั่นคือ การดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและการลงทุนเข้าประเทศให้ได้หนึ่งล้านคน ในรูปแบบของผู้พำนักระยะยาว โดยให้ ‘วีซ่าระยะยาว’ เป็นสิ่งจูงใจ
โมเดลการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างรายได้ทดแทนเม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยวที่หายไปเพราะวิกฤตโควิด เมื่อนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางเข้ามาในบ้านเรากว่า 404 ล้านคน หายไป
เพราะแน่นอนว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าประเทศไทยอาจไม่สามารถคาดหวังรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวในเชิงปริมาณได้เหมือนเดิมอีก ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับกลุ่มเป้าหมายที่จะมาสร้างรายได้ให้ประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ให้เข้ามาอยู่อาศัย มาลงทุน มาทำงานในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น เป็นผลดีกับเศรษฐกิจในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเปิดรับชาวต่างชาติผู้มีศักยภาพดังที่กล่าวมายังเป็นการช่วยเสริมให้ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญ หรือกำลังคนที่จะมาถ่ายทอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับประเทศ รวมทั้งยังเป็นการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่หรือ New S-curve เพราะคนกลุ่มนี้จะเข้ามาพร้อมกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินลงทุนและเครือข่ายทางธุรกิจ ช่วยให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะมาเสริมขีดความสามารถในการพัฒนาภคอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยนั่นเอง
เปิดตัว 4 กลุ่มชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้สิทธิ วีซ่าระยะยาว อยู่ไทย ช่วยเป็นอีกหนึ่งกำลัง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
มาตรการดึงดูชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศไทยในลักษณะ “ผู้พำนักระยะยาว” มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ การออก ‘วีซ่าระยะยาว’ หรือ วีซ่า LTR (Long-term resident visa) ให้กับ 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ
กลุ่มที่ 1 ผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง ใช้ชีวิตในหลายประเทศ และมีทรัพย์สินอยู่ทั่วโลก
ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 17 ล้านบาท
มีรายได้ส่วนบุคคลไม่ต่ำกว่าปีละ 8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.7 ล้านบาท ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
มีทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (34 ล้านบาท)

กลุ่มที่ 2 ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ เป็นผู้มีรายได้ในการเกษียณอายุที่มั่นคงเป็นประจำจากต่างประเทศ
ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.5 ล้านบาท
มีรายได้ปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ ราว 1.3 ล้านบาท หรือ
มีรายได้เงินบำนาญไม่ต่ำกว่าปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.7 ล้านบาท

กลุ่มที่ 3 ผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย เป็นกลุ่มที่ทำงานให้กับนายจ้างในต่างประเทศ แต่สามารถทำงานทางไกลได้ เหมาะกับยุคโควิด-19 ที่บุคลากรสามารถทำงานแบบ Work from anywhere คือ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก
มีรายได้ส่วนบุคคลไม่ต่ำกว่าปีละ 8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.7 ล้านบาท ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
มีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1.3 ล้านบาท) หากจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป
กลุ่มที่ 4 กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ และต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยให้บริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือหน่วยงานภาครัฐของไทยหรือมหาวิทยาลัย
มีรายได้ส่วนบุคคลไม่ต่ำกว่าปีละ 8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.7 ล้านบาท ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
มีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1.3 ล้านบาท) หากจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และมีประสบการณ์การทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปีในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะดึงดูดชาวต่างชาติจากทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อเมริกากลาง ออสเตรเลีย และเอเชีย ให้ย้ายถิ่นฐานมาพำนักในประเทศไทยจำนวน 1 ล้านคน ภายในระยะเวลา 5 ปี
ชี้ประโยชน์จากการอยู่ระยะยาวของ ชาวต่างชาติศักยภาพสูง 4 กลุ่ม
หลังออกข้อกำหนด กลุ่มชาวต่างชาติศักยภาพสูง ที่มีสิทธิพำนักระยะยาวในไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนของภาครัฐแล้ว ก็มีการคาดการณ์ว่าผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย ในระยะเวลาปี 2565-2569 ดังนี้
มีชาวต่างชาติย้ายมาพำนักในประเทศไทย 1 ล้านคน
เพิ่มอัตราเงินใช้จ่าย 1 ล้านล้านบาท (บนสมมุติฐานการใช้จ่ายเบื้องต้นที่คนละ 1 ล้านบาท)
เพิ่มการลงทุน 8 แสนล้านบาท
เพิ่มรายได้การเก็บภาษี 2.7 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี การจะเพิ่มจำนวนเงินใช้จ่ายในเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท บนสมมุติฐานการใช้จ่ายเบื้องต้นที่คนละ 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในที่นี้จะประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ยกตัวอย่าง ถ้าในชาวต่างชาติศักยภาพสูง 1 ล้านคนที่เข้ามาพำนักในประเทศไทย มี 5 แสนคนที่มีบุตร 1 คน ก็จะมีนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติของไทยเพิ่มขึ้น 5 แสนคน ทำให้เกิดรายได้ในภาคการศึกษา เกิดการจ้างงานครูและเจ้าหน้าที่ หรือ ชาวต่างชาติศักยภาพสูงเหล่านี้ ก็จะต้องมีการจ้างแม่บ้าน พนักงานขับรถ ก็จะสร้างงานสร้างรายได้ให้เพิ่มอีก
ดังนั้น แน่นอนว่า ผลประโยชน์ที่ตามมา คือ การขยายตัวของธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจค้าปลีก โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน การกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน และเกิดอาชีพต่างๆด้วย
ส่วนในมิติด้านการลงทุนก็มีการประเมินว่าจะสูงถึง 8 แสนล้านบาท ทั้ง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย และ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง นอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ในการถือครอง วีซ่าระยะยาว แล้วก็ยังได้สิทธิในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ การขยายเพดานสัดส่วนการถือครองห้องชุดหรือคอนโดมีเนียม จากร้อยละ 49 เป็นร้อยละ 70-80 มีการขยายระยะเวลาการเช่าระยะยาวให้มากถึง 30 ปี ให้สิทธิ์ชาวต่างชาติถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยไม่เกิน 1 ไร่ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการแก้ไขกฎหมาย
ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ชี้มาตรการเปิดทางชาวต่างชาติศักยภาพสูงอยู่ไทย กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
“หากข้อกำหนดให้สิทธิ์ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงตามที่กล่าวมาสำเร็จ ก็จะจูงใจให้ชาวต่างชาติเหล่านี้เลือกไทยเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยอีกด้วย”
ด้านผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย ก็ถือเป็นภาคธุรกิจหนึ่งที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงเข้ามาในไทยนี้ไม่น้อย โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ไปถึงรายย่อย ต่างตอบรับและตื่นตัวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะช่วยปลุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ สร้างเม็ดเงินให้เศรษฐกิจไทยเพื่อรอเวลาให้กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัว’

โดยสามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพเพิ่มขึ้นได้จาก ประเทศมาเลเซีย ที่ฟื้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ ผ่านโครงการ MM2H หรือ Malaysia my second home เป็นนโยบายที่เปิดช่องให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และคอนโดมีเนียมได้มากขึ้น โดยชาวต่างชาติที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ 10 ล้านบาทขึ้นไป มาเลเซียจะให้ วีซ่าระยะยาว ทันที 10 ปี ซึ่งนี่ก็เป็นหลักการที่หลายประเทศ อย่าง สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นำมาใช้เช่นกัน
นอกจากประเทศมาเลเซียแล้ว ในประเทศโปรตุเกส ก็มีโครงการดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยใช้ความน่าสนใจของเมืองอย่างลิสบอนและปอร์โต้ และยังมีอีกหลากหลายเมืองติดชายทะเลที่มีภูมิทัศน์สวยงามด้วย โดยมาตรการดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาพำนักในประเทศโปรตุเกสเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555 และจากข้อมูลการจัดอันดับ พบว่า ประเทศโปรตุเกสติดอันดับประเทศที่ได้รับความนิยม ที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจมาขอ วีซ่าระยะยาว หรือ Portugal golden visa เพื่อพำนักในประเทศ ซึ่งสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนในประเทศได้ถึง 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทีเดียว
สิ่งที่ โปรตุเกสทำ คือเปิดให้ชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าอย่างน้อย 5 แสนยูโร หรือประมาณ 18 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับสิทธิวีซ่า ที่จะนำไปสู่สิทธิการอยู่อาศัยแบบถาวร หลังจากพำนักเป็นเวลา 5 ปี นอกจากนี้ ในกรณีที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ก็จะมีสิทธิสมัครเป็นพลเมืองและถือพาสปอร์ตประเทศโปรตุเกสอีกด้วย
ที่มา : ถอดความจาก รายการ “เปิดทางต่างชาติ 4 กลุ่มถือวีซ่ายาว-อสังหาฯ รอจังหวะระบายสต็อกเก่า” (EEC Focus (27-05-65)) เผยแพร่ทาง Youtube : TNN Online
หลากหลายมาตรการสนับสนุนการลงทุน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจประเทศ
4 ปีแห่งอนาคตที่ท้าทายของ “อีอีซี” เฟส 2 กำแพงต้านมรสุมลูกใหม่
แชร์มุมมอง พร้อมต่อยอดความร่วมมือ ไทย-ญี่ปุ่น ปลดล็อกอุตสาหกรรมไทยสู่ e-F@ctory อย่างยั่งยืน













