‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รมว.กระทรวงแรงงาน กับภารกิจสานฝันนักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อ สู่เจ้าของกิจการจริง

“การพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ให้ได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำและมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ดูจะเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ยาก ทว่า หมุดหมายนี้ กลับเป็นสิ่งที่ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้วางไว้และพยายามขับเคลื่อนทุกวิถีทาง โดยล่าสุดได้มอบหมายให้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพิ่มทักษะด้าน อาชีพให้แก่นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับและไม่มีโอกาสศึกษาต่อ ได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพสู่การเป็นแรงงานที่มีทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพ และเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กได้

“ความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ เป็นการทำงานที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาความยากจน มิติการสร้างรายได้ ที่เกิดขึ้นได้นั่นคือการที่ประชาชนหรือแรงงานได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ ให้มีความรู้ ความสามารถไปประกอบอาชีพส่วนตัวหรือเข้าไปทำงานในสถานประกอบกิจการ ความร่วมมือนี้จะก่อให้เกิดความยั่งยืน การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ และรัฐบาลสามารถ ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง”

สุชาติ ชมกลิ่น อัปเดตสถานการณ์แรงงานไทย ตลอดช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนปัจจุบัน ได้อัปเดตล่าสุดว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะอาชีพในทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีเป้าหมายดำเนินการ จำนวน 1,520 คน โดยฝึกอบรมอาชีพให้เด็กสามารถเข้าฝึกได้ เช่น สาขาช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างตัดผม เสริมสวย เป็นต้น ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 สามารถทำให้เด็กมีทักษะอาชีพ จำนวนกว่า 460 คน มีงานทำหรือประกอบอาชีพอิสระ เป็นเจ้าของกิจการเอง มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวส่วนที่เหลือก็ช่วยงานในครอบครัว
โดยในช่วงต้นปี 2565 สุชาติ ชมกลิ่น ได้ถ่ายทอดแนวคิด การปฏิบัติต่อแรงงานไทยในการป้องกันโรคระบาด และการเพิ่มศักยภาพเพื่อรับกับโลกยุคใหม่ไว้ ซึ่งมีใจความสำคัญ ครอบคลุมถึงภารกิจของกระทรวงแรงงานในช่วงที่วิกฤตโรคระบาดยังไม่ผ่านพ้นไปว่า
“ถ้าเปรียบระบบแรงงานไทยเป็นเครื่องยนต์ ตลอดระยะเวลาที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เครื่องยนต์ในภาคแรงงานไทยได้รับผลกระทบ 2 ด้าน คือ ระทบต่อโครงสร้างตลาดแรงงานไทย และกระทบต่อการจ้างงาน”
“โดยเมื่อปี 2563 ต้องยอมรับว่าตลาดแรงงานค่อนข้างได้รับผลกระทบ มีคนออกมากกว่าคนเข้า ประมาณ 5 แสนราย แต่ในปี 2564 สถานการณ์กลับมาเป็นบวก มีคนเข้ามากกว่าคนออกอยู่ 2 แสนราย”

สุชาติ ชมกลิ่น

“ส่วนภาพเศรษฐกิจโดยรวม เห็นได้ว่าในปี 2563 ทุกประเทศปิดตัวหมด ส่งออกไม่ได้ นักท่องเที่ยวก็ไม่เข้า รัฐบาลไม่ได้เยียวยาชัดเจน ทำให้เครื่องยนต์ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก การลงทุน ต้องหยุดชะงักลง แต่ปี 2564 เราเริ่มเรียนรู้และบูรณาการเศรษฐศาสตร์คู่กับสาธารณสุข คือ รักษาการส่งออกไว้ด้วยโครงการแฟคตอรี่ แซนด์บ็อกซ์ (Factory Sandbox) แล้วเราก็มีการเยียวยาเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และมีโครงการการรักษาการจ้างงานของกลุ่มเอสเอ็มอี ทำให้ภาพของการจ้างงานกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง”
“ในตอนนั้นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง คือ เรามีนักศึกษาจบใหม่ ใน 1 ปีจะมีนักศึกษาจบใหม่ประมาณ 5 แสนราย แต่ว่ามีประมาณร้อยละ 30 ที่ไปเรียนต่ออยู่แล้วโดยปกติ ซึ่งแปลว่าคนที่ต้องการมีงานทำจริงเหลืออยู่ประมาณ 4 แสนราย ซึ่งในจำนวนนี้เข้าร่วมโครงการรัฐบาลที่จ้างงานเด็กจบใหม่ มีเด็กกว่าร้อยละ 20 เข้าโครงการนี้ และเข้าสู่การจ้างงานของเอกชนอีกกว่าร้อยละ 60 อีกร้อยละ 20 ประกอบอาชีพอิสระ หรือว่างงาน”

สุชาติ ชมกลิ่น
www.mol.go.th

พร้อมส่งนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงาน ติดอาวุธแรงงานไทยฝ่าวิกฤตโรคระบาด

คุณสุชาติ ได้วิเคราะห์ว่าในปี 2565 คาดว่าสถานการณ์แรงงานของประเทศไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งประเทศมาถึงจุดที่ต้องมีการปรับโครงสร้างตลาดแรงงานอันเนื่องมาจากสาเหตุประการสำคัญๆ คือ
  • กระแสของโลกยุคดิจิทัล
ปัจจุบันถือได้ว่าเกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยีและดิจิทัล มีผลกระทบต่อตลาดแรงงาน คือ เทคโนโลยีรูปแบบใหม่และระบบดิจิทัลอัตโนมัติ ที่จะเข้ามาแทนคนงานบางกลุ่ม หรือทำงานร่วมกับมนุษย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่งานบางประเภทหายไป เกิดงานรูปแบบใหม่ และต้องการทักษะแรงงานที่แตกต่างไปจากเดิม และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป เช่น ทำงานที่ไหนก็ได้ หรือที่เรียกว่า “Work from anywhere”
  • การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ในปีต่อๆ ไปจะเป็นปัจจัยเร่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานให้เร็วและชัดเจนขึ้น เช่น การ Work from home หรือ Work from anywhere เกิดการทำงานรูปแบบใหม่ การทำงานหลากหลายอาชีพ การถูกเลิกจ้าง ทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก และบางคนไม่ต้องการกลับไปทำงานในระบบอีก แรงงานบางกลุ่มต้องเปลี่ยนอาชีพ คนที่ไม่สามารถหางานทำ หรือทำงานได้เป็นเวลานานจะเกิดการสูญเสียศักยภาพ
“อีกทั้งยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของแรงงาน คือ โครงสร้างอุตสาหกรรม และรูปแบบของงานที่เปลี่ยนไปสู่กรีน จ๊อบ (green job) ที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม การเป็นสังคมสูงวัยของหลายประเทศทั่วโลก”
“รวมทั้งประเทศไทย มีแนวโน้มจำนวนคนวัยทำงาน (อายุ 15-60 ปี) ลดลง และแนวโน้มแรงงานสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อผลิตภาพการผลิต และผลิตภาพแรงงาน ผู้หญิง และเยาวชน มีบทบาทต่อการเป็นกำลังแรงงานเพิ่มขึ้น การพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน รูปแบบการผลิตและการค้า ที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการค้าส่งผลต่อคุณสมบัติและทักษะของแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องและตอบสนองต่อการผลิตและการค้า”
www.facebook.com/Suchart.chonburi1
“ทักษะหลัก (core skill) มีความจำเป็น เมื่อต้องเปลี่ยนอาชีพ หรืองานใหม่ ในช่วงที่ธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบใหม่ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเปิดเสรีการค้า ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานได้ง่ายขึ้น”
เมื่อตระหนักถึงปัญหาและสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดให้เดินหน้าภารกิจตามความรับผิดชอบ อย่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ได้กล่าวถึงในตอนต้นก็จะมีหน้าที่หลักในการพัฒนาทักษะ ยกระดับฝีมือแรงงาน สร้างงาน สร้างอาชีพให้ประชาชนไทยอย่างเท่าเทียม
“ตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ได้สั่งการณ์ให้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  • ทบทวนหลักสูตรอาชีพที่มีอยู่เดิมให้สอดคล้องกับเทรนด์ปัจจุบันและเหมาะสมกับบริบทในพื้นที่
  • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การฝึกอบรมจนถึงสอนการทำตลาด
  • ให้สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดกำหนดหลักสูตรจังหวัดละ 1 หลักสูตร
  • ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับอาชีวศึกษา และสนับสนุนให้สถานศึกษา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน
  • ร่วมกับสถาบันการศึกษาจัดทำหลักสูตรเพื่อผลิตกำลังแรงงานรองรับตลาดแรงงานในอนาคต ระยะ 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี

ส่งต่อภารกิจ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สานฝันนักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อ สู่เจ้าของกิจการ

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบนโยบายให้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เดินหน้าตอบสนองมิติทางด้านสังคม แรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงแรงงานนอกระบบ กลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงโอกาสในการเพิ่มความรู้ความสามารถให้สามารถทำงาน และได้รับการดูแลให้เข้าถึงสิทธิตามมาตรฐานแรงงานโลก และระบบการประกันสังคม และสุดท้าย รัฐบาลมีศูนย์กลางข้อมูลด้านทักษะแรงงานที่พร้อมนำไปประยุกต์ใช้ฝึกอบรม และพัฒนากำลังแรงงานให้ตรงกับความต้องการในตลาดได้อย่างแท้จริง

โดยสัมฤทธิผลได้เกิดขึ้นแล้วตามภารกิจการพัฒนาทักษะอาชีพสู่การเป็นแรงงานที่มีทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพ และเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างของนักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อ แต่ได้รับโอกาสฝึกฝนทักษะอาชีพจนเป็นเจ้าของกิจการของตนเองได้ คือ สิทธิพร สุขแจ่ม อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมเตรียมเข้าทำงาน สาขาช่างซ่อม และบำรุงรักษารถจักรยานยนต์
ในปีที่ผ่านมา มีความตั้งใจที่จะเปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ แต่มีเงินลงทุนน้อย คณะเจ้าหน้าที่ และครูผู้สอนเห็นความขยัน และมีความตั้งใจจริง จึงรวบรวมเงินทุนสนับสนุนการก่อสร้างร้านดังกล่าว และมีผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถร่วมสนับสนุนด้วย
โดย คุณสิทธิพรเล่าว่า เล่าว่า “พ่อ-แม่ไปทำงานเลี้ยงกุ้งและพักอาศัยอยู่คนละหมู่บ้าน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับยาย 2 คน จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว แต่ไม่มีเงินเรียนต่อ ครูที่โรงเรียนวัดสระจึงแนะนำและเอาใบสมัครเข้าฝึกอบรมมาให้ จึงได้รับโอกาสในวันนี้”
“และโดยส่วนตัวก็ชอบซ่อมรถจักรยานยนต์อยู่แล้ว จึงรับซ่อมรถของคนในหมู่บ้านบ้าง แต่ทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะไม่มีเครื่องมือ แต่ ณ ปัจจุบันได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 22 นครศรีธรรมราช และเจ้าของอู่ซ่อมรถหลายแห่งช่วยเหลือสร้างร้านซ่อมรถจักรยานยนต์บนพื้นที่ของยาย ทำให้วันนี้ผมมีรายได้ช่วยแบ่งเบาภาระของยายได้บ้าง ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือผมให้มีความรู้ มีทักษะ มีงาน จนมีร้านเป็นของตัวเอง”

ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง “สุชาติ ชมกลิ่น : เพิ่มศักยภาพแรงงาน รับมือ‘ยุคใหม่’” จากเว็บไซต์ มติชนออนไลน์


มุมมองดีๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริง

“เบียร์ ปรเมศวร์” เดินหน้า “Better Pattaya” ตอบโจทย์เมืองศูนย์กลางอีอีซี

อุตตม สาวนายน มองอนาคตเศรษฐกิจไทย ปี 2565 ต้องเร่งเครื่องยนต์ EEC ถ้าไม่อยากถูกโลกทิ้ง

‘ดร.ธัชพล กาญจนกูล’ เผยแผน EEC ปี 65 กับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนเป็นสำคัญ