ดัน 5 สินค้าส่งออกดาวรุ่ง ของไทย ไปทั่วโลกด้วย 5 กฎเหล็กส่งสินค้าที่ควรรู้ + แพลตฟอร์ม GoTrade

นอกจากจะมีการแนะนำแพลตฟอร์มใหม่ GoTrade เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกค้าเอสเอ็มอีไทยขยายธุรกิจไปบุกเบิกตลาดโลกได้มากขึ้นแล้ว ในงานสัมมนาหัวข้อ “GoTrade เปิดประตูเอสเอมอีไทยสู่ตลาดโลก” ยังได้เปิดเผยข้อมูลอินไซต์ สินค้าส่งออกดาวรุ่ง ของไทย ความท้าทายและโอกาสในการทำตลาดส่งออก เทรนด์การส่งออก พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และข้อควรรู้เกี่ยวกับการส่งออกสินค้าแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยที่ต้องการไปได้ไกลขึ้นในตลาดโลกด้วย

จับตาอุปสงค์-อุปทานโลก พร้อมส่ง 5 สินค้าส่งออกดาวรุ่ง ของไทยบุกตลาดโลก

ขณะที่คนไทยเตรียมตัวใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการบริโภคก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและเทรนด์การอุปโภค-บริโภครวบรวมโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) พบว่าปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การใช้ชีวิตอยู่บนรากฐานของความสุข และความยั่งยืน จนกลายเป็นโอกาสและความท้าทายของธุรกิจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยการส่งออกช่วงไตรมาสที่ 1 ปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) พบว่าไทยส่งออกรวมมูลค่า 2,401,444 ล้านบาท ขยายตัว 14.9%
โดยในกลุ่ม สินค้าส่งออกดาวรุ่ง มาแรงของไทยนั้น มีการจัดอันดับไว้ 5 ประเภท ตามอินโฟกราฟิก ดังนี้

ทั้งนี้ มี สินค้าอยู่ 2 ใน 5 กลุ่ม ที่มาแรงแบบโดดเด่น นั่นคือ นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home Improvement

นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต และ ผลิตภัณฑ์ Home Improvement  อนาคตส่งออกของประเทศไทย

ปัจจุบันผู้บริโภคตื่นตัวกับการดูแลสุขภาพ และยกระดับการใช้ชีวิตมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มแห่งอนาคตเฟื่องฟู ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ออร์แกนิกฟู้ด ฟังก์ชันฟู้ด อาหารทางการแพทย์ และอาหารนวัตกรรมใหม่ รวมถึงอาหารประเภทอาหารจากพืชหรือ Plant-based ที่มีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 5.7 ล้านล้านบาท ในปี พ.ศ.2570 โดยตลาดใหญ่ที่สุดคืออเมริกา รองลงมาคือสหราชอาณาจักร
ขณะที่เกือบครึ่งของชาวสหรัฐฯ ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ทำให้ยอดขายตลาด Plant-based food ปี 2563 พุ่งสูงกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 33,000 ล้านบาท
ช่วงปี 2562 – 2564 การบริโภคอาหารจากพืชเติบโตสูงถึง 49% ในทวีปยุโรป  11 ประเทศ มียอดขายรวม 3.6 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.39 แสนล้านบาท) ในจำนวนนี้ สินค้านมจากพืชมียอดขายสูงสุด ตามด้วยเนื้อจากพืช ตลาดใหญ่ที่สุด ได้แก่ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี
มาในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ ชาวจีนใช้จ่ายกับสินค้าอาหารเสริมคิดเป็นสัดส่วน 10% ของรายได้ ขณะที่ 9 ใน 10 ของคนอังกฤษต้องการผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่สามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน
ส่วนอาหารจากแมลง (Insect food) ก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของตลาดไทยที่ต่างชาติต้องการ ในสหรัฐฯ มูลค่าตลาดอยู่ที่ 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (465 ล้านบาท) ในปี 2563 และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากกว่า 40% ต่อปี 
ช่วงปีที่ผ่านมา เกิดเศรษฐกิจส่งเสริมการนอน หรือ economy of sleep ในประเทศจีน เพื่อแก้ปัญหาการนอนของประชากร สินค้าอุปโภคบริโภคและบริการที่เกี่ยวกับการนอนเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นชาวจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าส่งเสริมการนอนเชิงนวัตกรรมที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 5 ล้านล้านบาท ในปี 2030
ด้วยเหตุนี้ อาหารแห่งอนาคตจะเป็นอนาคตของการส่งออกของไทยในการสร้างรายได้เข้าประเทศต่อยอดจากการส่งวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว โดยตัวเลขส่งออกในกลุ่มสินค้าอาหารแห่งอนาคตของไทยไปยังตลาดโลกปี 2564 เป็นมูลค่า 93,602.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.86% มีตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา จีน กัมพูชา เมียนมา และเนเธอร์แลนด์
และสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง ได้แก่ ฟังก์ชั่นฟู้ดส์ อาหารทางการแพทย์ และกลุ่มโปรตีนทางเลือก ในปี 2565 คาดการณ์ว่าสินค้ากลุ่มนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 5% เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home Improvement ก็มีอัตราการเติบโตแบบพุ่งแรง ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยสินค้าเพื่อกิจกรรมภายในบ้านมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดจนถึงปัจจุบัน ทำให้ค้นพบว่าตลาดนี้ไม่ใช่แค่กระแสที่เข้ามาและผ่านไป แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์เกิดใหม่ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับพื้นที่หรือสถานที่ โดยใช้เวลาไปกับการปรับปรุงบ้านและสร้างบรรยากาศ Hybrid Work ในที่อยู่อาศัยมากขึ้น และหากแบรนด์แสดงออกถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ก็จะยิ่งมีผลโน้มน้าวต่อการออเดอร์สินค้าแบรนด์นั้น ๆ เพราะผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านแบรนด์ที่ตนใช้บริการ

คุณภาพของบริการขนส่งระหว่างประเทศยังคงมีผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อของ

นอกเหนือจากปัจจัยความนิยมของ สินค้าส่งออกดาวรุ่ง ที่กล่าวมา ที่จะทำให้ SME ไทยไปได้ไกลในตลาดโลกแล้ว การคำนึงถึงคุณภาพการขนส่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการสร้างความไว้วางใจระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ถูกจัดส่งข้ามประเทศ นอกจากการมีพาร์ทเนอร์ด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อระเบียบศุลกากรในแต่ละประเทศแล้ว ผู้ประกอบการควรจะหลีกเลี่ยง 4 ข้อผิดพลาดสำคัญที่ทำให้การส่งออก-นำเข้าล่าช้าหรือไม่ราบรื่น ตามอินโฟกราฟิก ต่อไปนี้


เสริมพลัง SME ไทย ด้วย GoTrade เครื่องมือขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศกำลังพัฒนา ให้เข้าถึงตลาดทั่วโลก นอกจากจะต้องรู้ทัน ข้อผิดพลาดสำคัญที่ทำให้การส่งออก-นำเข้าล่าช้าหรือไม่ราบรื่น ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้ามีตัวช่วยเป็นแพลตฟอร์มทรงประสิทธิภาพที่สามารถเชื่อมธุรกิจกับลูกค้าที่อยู่ทั่วโลกได้ ย่อมเป็นการสร้าง “ทางด่วน” ที่ทำให้ SME ประสบความสำเร็จในการบุกเบิกตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
GoTrade จึงเกิดขึ้นจากการใช้ความเชี่ยวชาญของ ดีเอชแอล ในการช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับเอสเอ็มอีเพื่อให้เข้าถึงตลาดโลกได้ เพราะความท้าทายที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่เผชิญ ได้แก่ กระบวนการนำเข้า/ส่งออกที่ไม่มีประสิทธิภาพ เอกสารที่ใช้เวลานานเพื่อการเข้าถึงตลาดทั่วโลก GoTrade เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกค้าเอสเอ็มอีของดีเอชแอลเข้าใจวิธีหลีกเลี่ยงปัญหาคอขวด ขนส่งสินค้าผ่านด่านศุลกากรได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยที่ผ่านมาดีเอชแอลทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนากระบวนการเหล่านี้ เพื่อทำให้เอสเอ็มอีสามารถเติบโต และทำให้การค้าข้ามพรมแดนราบรื่น
ฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
ฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์
ฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

“ภาพรวมส่งออกไทยในปี 2565 ยังขยายตัวได้ดี ภายหลังการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 12 เดือนจนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สินค้าส่งออกของไทยบางรายการขยายส่วนแบ่งการตลาดในตลาดหลัก เช่น จีน สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอาเซียน”

“ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับเอสเอ็มอีในการทำตลาด โดยปัจจัยที่สนับสนุนการส่งออกของไทยนอกจากการขยายตัวของภาคการผลิต แล้วยังเป็นอิทธิพลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าเข้าไปกักตุนไว้ รวมถึงการส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ ก็มีบทบาทสำคัญในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ”
“อีกทั้งการมีบริษัทที่มีเครือข่ายระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าอย่าง ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ก็ช่วยทำให้เรามั่นใจว่าโครงการต่างๆ ของเราดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จ เอสเอ็มอีสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตของการค้าข้ามพรมแดนโดยไม่มีอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ และทำให้การรับ-ส่งสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกทางหนึ่ง”
ด้าน เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาพพื้นอินโดจีน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า 
เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย
เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาพพื้นอินโดจีน
“หลายประเทศให้ความสำคัญกับการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเพื่อเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในตลาดการค้าโลก ในโลกของการค้า โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการลดอุปสรรคคอขวดทางการค้า การค้าข้ามพรมแดนสร้างความเจริญรุ่งเรืองและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ยังคงมีอุปสรรคในหลายภูมิภาค”
“และเพื่อขจัดอุปสรรคเหล่านี้ GoTrade จึงเกิดขึ้น ด้วยความร่วมมือกับ DITP ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถขายสินค้าระหว่างประเทศได้ผ่านอีคอมเมิร์ซและเครือข่ายที่แข็งแกร่งของเรา เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุม GoTrade ยังได้ออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจในการดำเนินการด้านศุลกากร เพิ่มปริมาณการส่งออกและนำเข้า และลดอุปสรรคทางการค้าข้ามพรมแดน”

ที่มา : บทความเรื่อง DITP และ DHL Express สร้างแต้มต่อการแข่งขัน SME ไทยในตลาดส่งออกผ่าน GoTrade” จากเว็บไซต์ dhltoyou.com


สร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทย ด้วยหลากหลายเทคนิค

ชี้แนวทางติดอาวุธ ธุรกิจท่องเที่ยวไทย ก่อนเปิดประเทศ ถ้าอยากเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของ Wellness tourism

‘กินอาหารเป็นยา’ เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ สร้างธุรกิจมาแรง ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อได้ในเวทีโลก

Upskill-Reskill บุคลากรท่องเที่ยว ภารกิจหนักหลังโควิด เงื่อนไขที่อาจทำให้หลายบริษัทไปไม่รอด