จีนตั้งใจที่จะปลูกและอนุรักษ์ต้นไม้ 70,000 ล้านต้น ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นความพยายามที่จะต่อสู้กับการตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Xie Zhenhua ผู้แทนพิเศษด้านสภาพอากาศของจีนกล่าวในงานประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหวังรีแบรนด์ตัวเองเป็นแชมป์ด้านสิ่งแวดล้อมโลก แต่คำถามคาใจผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อคือ จีนจะทำได้หรือไม่
คำมั่นสัญญานี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Trillion Trees ซึ่งเป็นแผนการปลูกป่าทั่วโลกของ WEF ที่เปิดตัวเมื่อสองปีที่แล้ว
โดยในการปราศรัยในเมืองดาวอสที่ผ่านมา Xie กล่าวว่า “การปลูกต้นไม้ 70,000 ล้านต้น คือพันธกิจของจีนที่มุ่งมั่นที่จะทำให้โลกของเราเป็นสีเขียว ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ เพื่อให้จีนปล่อยคาร์บอนถึงระดับสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางของคาร์บอนภายในปี 2060”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ที่สำคัญอื่นๆ แม้ว่าจะไม่มีใครตั้งเป้าได้ใกล้เคียงกับใกล้จีนก็ตาม ตัวอย่างเช่น ตามเว็บไซต์ของ One TrillionTree Initiative ระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้ให้คำมั่นที่จะอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกต้นไม้มากกว่า 955 ล้านต้น ภายในปี 2030 และภายใต้ European Green Deal สหภาพยุโรปได้ให้คำมั่นที่จะปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3,000 ล้านต้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น
Klaus Schwab ประธาน World Economic Forum กล่าวยกย่องจีนว่าเป็นการประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่และกล้าหาญ พร้อมขอบคุณในความพยายามของจีนในการสนับสนุนแนวทางในการรักษ์โลกนี้
“เราซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่แนวทางปฏิบัติของจีนที่สนับสนุนความมุ่งมั่นระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ข้อตกลงปารีสและเป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพผ่านโซลูชั่นที่เป็นธรรมชาติ เช่น การปลูกต้นไม้”


อย่างไรก็ตาม นักสิ่งแวดล้อมได้แสดงความกังวลว่าการปลูกป่าอาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทำให้การปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้น โดย Tom Crowther นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส ซูริค (ETH Zurich) กล่าวว่า “การส่งเสริมและสนับสนุนโครงการเช่นนี้ อาจเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ หากดำเนินการในลักษณะที่รับผิดชอบต่อระบบนิเวศ แต่ก็ไม่ควรหันเหความสนใจไปจากความพยายามในการขจัดคาร์บอน”
นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่าจีนมีส่วนร่วมในงานปลูกป่าขนาดใหญ่ในอดีตที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น ในปี 1978 จีนได้เปิดตัวโครงการ “กำแพงสีเขียวอันยิ่งใหญ่” เพื่อต่อสู้กับการรุกคืบของทะเลทรายโกบี โดยจะมีกำแพงสีเขียวที่เกิดจากการปลูกป่ากินระยะทางยาวถึง 4,500 กิโลเมตร ได้ ตามแผนได้ภายในปี 2050 และจะกลายเป็นพื้นที่ป่าผืนใหญ่แห่งใหม่ในโลกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์
แม้จีนจะมีความมุ่งมั่นในการปลูกต้นไม้จำนวนมหาศาล แต่นักสิ่งแวดล้อมรายนี้เห็นว่า จีนยังคงมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ต้องรับมืออีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการพังทลายของที่ดิน และการทำฟาร์มเกินกำลัง ในขณะที่มลพิษทางน้ำเรื้อรังทำให้ดินบางส่วนไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้คน
นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากความพยายามในการปลูกป่าส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่พันธุ์พืชเฉพาะ ทำให้ป่าไม้ไม่น่าสนใจสำหรับการดำรงชีวิตของนกหลากสายพันธุ์และป่าไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะยืนหยัดอย่างยั่งยืนได้ เช่น ในปี 2020 ต้นหยาง (ชื่อที่เรียกกันทั่วไปในภาษาอังกฤษคือ Poplar เป็นต้นไม้ที่ปลูกกันแพร่หลายในหลายมณฑลของประเทศจีน โดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง) กว่า 1,000 ล้านต้น ในมณฑลหนิงเซี่ยทางตะวันตกของจีนได้ล้มตายลงเพราะโรคเพียงโรคเดียว สิ้นสุดความพยายามในการปลูกที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษ

“การปลูกต้นไม้ใดๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพด้วย” Li Shuo เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบายสภาพอากาศและพลังงานของกรีนพีซเอเชียตะวันออกกล่าวกับ TIME “เราทุกคนทราบดีว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวส่งผลเสียต่อโลกของเราอย่างไร ควรหลีกเลี่ยงการปล้นความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อจ่ายให้กับการต่อสู้กับปัญหาสภาพภูมิอากาศ”
ทั้งนี้ จีนได้ปรับปรุงงานปลูกป่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติและกองทุนส่วนบุคคล โดยจีนอ้างว่าได้ปลูกป่าไปแล้วมากกว่า 437.5 ล้านไร่ ขณะที่ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ ในปี 2021 ระบุว่าพื้นที่ป่าไม้ของจีนเพิ่มขึ้นจาก 157 ล้านไร่ ในปี 1990 เป็น 1,375 ล้านไร่ ในปี 2020
แผน “5 ปี” ฉบับที่ 14 ของจีน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2021 มีเป้าหมายที่ระบุไว้ในการเพิ่มพื้นที่ป่าเป็น 24.1 % ภายในปี 2025
กระนั้นก็ไม่ชัดเจนว่าความมุ่งมั่นที่จะปลูกต้นไม้ 70,000 ล้านต้น ของจีนนั้นจะเป็นการปลูกต้นไม้ใหม่ทั้งหมดหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ถ้อยคำที่ชัดเจนจากคำปฏิญาณของ Xie คือ “การดำเนินการเพื่อปลูก อนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการ” ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับการรวมต้นไม้หรือป่าที่มีอยู่ดั้งเดิมเข้าไปในจำนวนนี้ด้วย ซึ่งอันที่จริงองค์กรและรัฐบาลทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา มักนับว่าป่าไม้ที่ได้รับการคุ้มครองแล้วเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งกักเก็บคาร์บอน
แน่นอนว่าจีนกำลังเพิ่มความพยายามในการมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อสภาพอากาศ เนื่องจากต้องเผชิญกับการตำหนิจากนานาชาติในประเด็นอื่นๆ มากมาย รวมถึงการกดขี่ข่มเหงชาวมุสลิมอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ตามที่สื่อตะวันตกมักจะรายงานด้วยการให้ข้อมูลด้านเดียวอยู่เป็นประจำ และล่าสุดท่าทีของจีนที่ให้การสนับสนุนหรืออย่างน้อยก็ไม่ตำหนิรัสเซียในกรณีปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน ซึ่งทำให้จีนตกเป็นเป้าหมายโจมตี โทษฐานที่ไม่ยอมทำตัวว่านอนสอนง่ายเหมือนชาติตะวันตกในสหภาพยุโรปและพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา
คำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญของจีนล่าสุดที่ประกาศ ณ เมืองดาวอส อาจจะฟังดูมีความหวัง แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยังสงสัยถึงความเป็นไปได้ แต่สุดท้ายแล้วต้องรอดูว่าเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ จีนจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ และจะมีแผนการที่ชัดเจนอย่างไร
ที่มา :
- China’s Big Climate Pledge At Davos Sounds Promising, But Experts Are Skeptica
- China to plant 70 billion trees by 2030 to combat climate change













