ส่อง ‘วิถีชีวิตชาวจีน’ กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ หลังวิกฤตโรคระบาดคลี่คลาย

วิถีชีวิตปกติใหม่ หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า New normal นั้น ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตผู้คนแค่ต้องใส่หน้ากากอนามัยหรือเว้นระยะห่างระหว่างกันเท่านั้น หากแต่การปรับตัวเพื่อรับกับวิกฤตโรคระบาดนี้ยังเกี่ยวข้องกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคไปแบบโดยสิ้นเชิงอีกด้วย โดยประเทศที่เป็นตัวอย่างได้อย่างดีถึงฉากทัศน์ที่กล่าวมา นั่นคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะ วิถีชีวิตชาวจีน เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยจากผลของการระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา

ขณะที่ ก็มีการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นจำนวนมาก เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงจับจ่ายใช้สอยอย่างเสรี ลดความเสี่ยงจากการสัมผัสและการติดต่อในระยะใกล้ชิด ตอบสนองและสนับสนุนนโยบาย “Zero-COVID” ของรัฐบาลจีน และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19


การบริโภคและ วิถีชีวิตชาวจีน ที่เปลี่ยนไปหลังเกิดการระบาดของโควิด

จากงานวิจัยในหัวข้อ “พัฒนาการของผู้บริโภคชาวจีนในปี 2564 : รายงานหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด” ของ Accenture บริษัทที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยีและธุรกิจระดับโลกระบุว่า
“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ วีชีวิตชาวจีน และตลาดการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งคิดค้นและทดลองใช้มาตรการใหม่ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตลาดผู้บริโภค และตอบสนองต่อความต้องการและรสนิยมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด”
“จากผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคชาวจีนมากกว่าร้อยละ 57 เชื่อว่าการแพร่ระบาด ได้กระตุ้นให้พวกเขาต้องทบทวนการดำเนินชีวิตของตนเองอีกครั้ง และยังทำให้เกิดแรงจูงใจอื่นในการเลือกบริโภค อาทิ สุขภาพอนามัยและความปลอดภัย ความสะดวกสบาย แหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ ความไว้วางใจและชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและพฤติกรรมการบริโภคได้สร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เป็นตัวกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเร่งพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดและกำหนดมาตรฐานใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของ “ผู้บริโภคยุคใหม่””

กอปรกับข้อมูลจากสำนักสถิติแห่งชาติที่มาแสดงให้เห็นว่า ในช่วงเกิดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ใหม่ๆ (ปี 2563) อัตราการบริโภคของชาวจีนทั้งประเทศลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ในช่วงหลังที่สามารถบริหารจัดการกับสถานการณ์การระบาดได้ดีและมีประสิทธิภาพขึ้น (ปี 2564) อัตราการบริโภคของชาวจีนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากปี 2563 เป็น ร้อยละ 13.6
โดยในปี 2564 ค่าใช้จ่ายในการบริโภคส่วนใหญ่จะใช้จ่ายไปกับ สินค้าประเภทอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และ ค่ารักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2563 โดยเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 8.6, 5.6, 5.4 และ 5.4 ตามลำดับ จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจของจีนมีการฟื้นตัวจากผลกระทบของโรคระบาดอย่างรวดเร็ว และอัตราการบริโภคของประชากรภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจและยกระดับ วิถีชีวิตชาวจีน ให้ดีขึ้น

องค์กรต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชนของจีนต่างเร่งปรับโครงสร้างทางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น (Digitalization) ถูกนำเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างและเปลี่ยนแปลงกระบวนทางธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ โดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ได้ยกตัวอย่างการปรับตัวทางธุรกิจที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

  • นวัตกรรมใหม่ของภาคธุรกิจจีน
ได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ในช่วงวิกฤตโรคระบาด เช่น ตู้ฝากอาหารอัจฉริยะของ MEITUAN นวัตกรรมนี้ถูกผลิตและเริ่มนำออกมาใช้งานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยผู้ส่งอาหารและผู้บริโภคสามารถดำเนินการทุกอย่างผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ ทั้งยังมีระบบปรับอุณหภูมิและฆ่าเชื้อโรคโดยอัตโนมัติ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ประกอบการ พนักงานส่งอาหารและผู้บริโภค
หรือจะเป็นนวัตกรรมจาก JD Express รถส่งพัสดุไร้คนขับ นวัตกรรมใหม่ที่สร้างความปลอดภัยในการรับ-ส่งพัสดุ รถส่งพัสดุนี้มีความพิเศษหลายประการ อาทิ ระบบเซนเซอร์รอบคัน 360 องศา ระบบแยกแยะสัญญาณไฟจราจร ระบบหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ระบบสแกนใบหน้า โดยสามารถขนส่งได้สูงสุด 30 รายการ/ครั้ง รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 100 กก.

นอกจากนี้ ในช่วงที่มีสถานการณ์การระบาดในบางพื้นที่ของจีน รถส่งพัสดุไร้คนขับนี้ยังสามารถเข้าไปให้บริการในช่วงล็อกดาวน์ภายในเขตชุมชนในหลายมณฑล โดยช่วยจัดส่งสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต อาทิ ข้าวสาร น้ำ ตลอดจนวัสดุป้องกันการแพร่ระบาด อาทิ น้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากากอนามัย ซึ่งสามารถขนส่งวัสดุได้กว่า 10,000 รายการ ช่วยแบ่งเบาภาระให้เจ้าหน้าที่และลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อของโรคระบาดได้ ทั้งสองนวัตกรรมนี้เป็นนวัตกรรมที่สนับสนุน “การจัดส่งแบบลดการสัมผัส”

  • ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
อาทิ หุ่นยนต์ส่งอาหารของโรงแรม IBIS ในนครเฉิงตู ที่คอยบริการส่งอาหารให้ผู้เข้ารับบริการถึงหน้าห้องพักตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีระบบเซนเซอร์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้โดยอัตโนมัติ และยังสามารถส่งสัญญาณเรียกลิฟต์ และเคลื่อนที่กลับไปตำแหน่งเดิมได้ด้วยตนเอง
ขณะที่ ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูเทียนฝู่ยังได้นำหุ่นยนต์อัจฉริยะมาติดตั้งคอยให้บริการแก่ผู้โดยสาร โดยสามารถสอบถามข้อมูลภายในท่าอากาศยานฯ ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่แบบออนไลน์ผ่านหุ่นยนต์อัจฉริยะ ระบบนำทาง ตลอดจนให้ความบันเทิงแก่ผู้ใช้บริการ

  • Big Data Platform
รัฐบาลจีนได้ร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องนำ Big Data Platform มาใช้ประโยชน์ในการสร้าง “รหัสสุขภาพ” (健康码) เพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานะสุขภาพของประชาชน อุณหภูมิร่างกาย การฉีดวัคซีน การทดสอบกรดนิวคลีอิกเพื่อหาเชื้อฯ และบันทึกประวัติการเดินทาง ทำให้สามารถติดตามสถานะสุขภาพของประชาชนได้แบบเรียลไทม์ และยังสร้างเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ระบุกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงผ่านการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลของระบบ
ส่วนภาคธุรกิจ ก็มีนวัตกรรมใหม่ เช่น Dingdong Maicai (叮咚买菜) แพลตฟอร์มสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ประเภทของสดจำพวกผักและผลไม้ ก็ได้นำระบบข้อมูลมหัตไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนธุรกิจ โดยการนำข้อมูลจากประวัติการสั่งซื้อของลูกค้าที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์คำสั่งซื้อล่วงหน้า เพื่อสร้างสมดุลในการจัดเก็บสินค้าและลดจำนวนของเน่าเสีย โดยในช่วงการระบาดในปี 2563 Dingdong Maicai มียอดสั่งซื้อต่อวันมากกว่า 850,000 คำสั่ง และมีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 1,500 ล้านหยวน

  • ดิจิทัลหยวน (E-CNY)
เป็นสกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นโดยธนาคารกลางของจีน หากมองย้อนวิวัฒนาการของสังคมไร้เงินสดของจีนเริ่มจากการชำระเงินด้วย QR CODE ผ่านแพลตฟอร์ม Alipay และ WeChat Pay ด้วยโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ปี 2546 และปี 2556 ตามลำดับ
จนในปัจจุบัน รัฐบาลจีนได้เข้ามาสนับสนุนระบบการเงินแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบเพื่อยกระดับสังคมเงินสดของจีน โดยเริ่มทดลองใช้งานเมื่อปี 2562 ข้อมูลจาก “เอกสารความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาของหยวนดิจิทัลของจีน” ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 มีจำนวนลงทะเบียนเปิดกระเป๋าเงินส่วนตัวผ่านระบบมากกว่า 20.87 ล้านคน มูลค่าธุรกรรมสะสมประมาณ 34,500 ล้านหยวน
และในงานแถลงข่าวของสำนักงานข้อมูลของรัฐ ผู้อำนวยการการเงินของธนาคารกลางกล่าวว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีจำนวนลงทะเบียนเปิดกระเป๋าเงินส่วนตัวผ่านระบบมากกว่า 261 ล้านคน มูลค่าธุรกรรมสะสมประมาณ 87,565 ล้านหยวน สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนผู้ใช้งานดิจิทัลหยวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

  • ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)
แน่นอนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญทำให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนเปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้คนใช้เวลาในการท่องโลกออนไลน์บนโซเชียลมีเดียและหันมานิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของชาวนครเฉิงตู จำนวน 1,163 คน ของสำนักข่าว Red Star News และ Chengdu Departure พบว่าผู้บริโภคกว่าร้อยละ 67 ตัดสินใจซื้อสินค้าหลังจากรับชมวิดีโอสั้นและ Live streaming ซึ่งมากกว่าตัดสินใจซื้อจากการโฆษณาแบบดั้งเดิม (โฆษณาทางโทรทัศน์ เว็บไซต์ แอปพลิเคชั่นจำหน่ายสินค้าหรือคำแนะนำจากพนักงาน) เกือบเท่าตัว
การขายออนไลน์ผ่าน Live Streaming E-commerce โดย Tiktok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศจีน มีผู้ใช้งานรายวันถึง 380 ล้านคน เฉลี่ยเวลาการใช้งาน 102 นาที/คน/วัน และถือเป็นแพลตฟอร์มเปิดตัวการ Live Streaming E-commerce ของ Key Opinion Leader (KOL) และดารานักแสดงอีกแพลตฟอร์มหนึ่งของจีน โดยยอดขายสินค้าออนไลน์ (GMV) ของปี 2563 สูงถึง 5 แสนล้านหยวน

ที่มา : บทความเรื่อง “ส่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่กับวิถีชีวิตของชาวจีนหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19” โดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู


ส่องมิติการพัฒนาในจีนด้านอื่นที่นำมาใช้เป็นต้นแบบการพัฒนาในไทยได้

ส่อง “สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน” ต้นแบบ “คลังสมอง” ยุค 5.0

สุดยอด “อาชีวศึกษา” 20 สาขา ของ “จีน”

กรณีศึกษาการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ ณ เมืองหางโจว ประเทศจีน ให้สวยงามและตอบโจทย์ทั้งเชิงพาณิชย์และชุมชน