ดึง “ไซปรัส” ลงทุนพลังงานทดแทนในอีอีซี ส่งเสริมศักยภาพระดับภูมิภาค
นายอะยิส ลุยซู (H.E. Mr. Agis Loizou) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไซปรัสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวชื่นชมไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเปรียบเสมือนบ้านอีกหลังหนึ่ง โดยไซปรัสจะผลักดันความร่วมมือกับไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งเอกอัครราชทูตไซปรัสฯ พร้อมเป็นสื่อกลางในการรับข้อเสนอแนะและประสานงานร่วมกับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ที่ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือรอบด้าน โดยด้านการค้าการลงทุน ไทยและไซปรัสเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันส่งเสริมและฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด–19 ในด้านที่ทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมและมีศักยภาพ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และการพัฒนาพื้นที่ EEC ของไทย โดยเฉพาะด้านพลังงาน เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยสนใจลงทุนในต่างประเทศและในยุโรปมากขึ้นในสาขาบริการ ด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม ร้านอาหารไทย สปา และนวดแผนไทย ซึ่งไซปรัสสามารถใช้ประโยชน์จากไทยในการต่อยอดการลงทุนและเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ ด้านเอกอัครราชทูตไซปรัสฯ ยินดีส่งเสริมการลงทุนดังกล่าว และพร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ร่วมกัน โดยเฉพาะด้านพลังงานทดแทนที่ไซปรัสมีศักยภาพ เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการหารือและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตไซปรัสฯ ได้เสนอให้ทั้งสองประเทศจัดการประชุมด้านการลงทุน (Investment Summit) ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมนักลงทุนทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค
Fitch Ratings คงอันดับไทยที่ BBB+ มุมมองความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ฟิทช์ (Fitch) ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ของประเทศไทยที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) อย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นการทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม จากการคาดการณ์ของบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ เมื่อช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ว่าผลประกอบการของบริษัทในไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2565 ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา Fitch เปิดเผยถึงการคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่มีเสถียรภาพระดับ BBB+ ว่าเป็นผลจากการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมีการออกมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมาตรการเปิดประเทศที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัว เกิดทิศทางเชิงบวกในภาคเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนยิ่งขึ้น โดย Fitch คาดการณ์ว่าภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) ในปี 2565 ประเทศไทยจะขาดดุลงบประมาณลดลง สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 55.4 เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 จากการฟื้นตัวภายในประเทศและการกลับมาของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นจาก 6.5 ล้านคนในปี 2565 เป็น 22 ล้านคนในปี 2566 ในส่วนของภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ประเทศไทยยังแข็งแกร่ง มีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงและเพียงพอต่อการใช้จ่าย ทั้งนี้ Fitch คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยจะขาดดุลร้อยละ 1.8 ต่อ GDP ลดลงจากร้อยละ 2.1 ต่อ GDP ในปี 2564 และจะกลับมาเกินดุลที่ร้อยละ 1.0 ต่อ GDP ในปี 2566 และร้อยละ 2.8 ต่อ GDP ในปี 2567 จากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวมากยิ่งขึ้น
‘สภาพัฒน์’ ชูแผนพัฒนาฯฉบับ 13 พลิกจีดีพีประเทศสอดคล้องโมเดลโลกยุคใหม่

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวภายในงานปาฐกถาพิเศษ ‘สู่โอกาสใหม่ STRONGER THAILAND’ ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น และปรับตัวดีต่อเนื่องในปี 2566 ซึ่งปีนี้คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 3% ปีหน้าคาดการณ์อยู่ที่ 3.7% มีปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศ การส่งออกยังขยายตัว โดยปี2564 โตถึง 18% การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว แต่ยังมีข้อจำกัดเป็นความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามรัสเซียกับยูเครน เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อทั่วโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไทยเมื่อพฤษภาคมเงินเฟ้อสูง 7.1% มาจากราคาพลังงานและอาหาร สำหรับสถานการณ์ในปี 2566 อาจเกิดปัญหาด้านภูมิศาสตร์ด้านการเมืองมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยต้องยืนอยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยระยะถัดไปการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และช่วยขับเคลื่อนประเทศต้องปรับตัวให้ได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไทยจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องปรับตัวรอบด้าน สร้างจุดขายใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งการหารือกับคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 กำหนด 13 จุดมุ่งหมาย สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน
เตือน! คนไทยห้ามนำกัญชา-กัญชงเข้าอินโดฯ ปรับขั้นต่ำ 1 พันล้านรูเปียห์ โทษสูงสุดประหารชีวิต
หลังจากประเทศไทยได้ปลดล็อกพืช “กัญชา” ไม่ถือเป็นยาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 65 ที่ผ่านมา และยกเลิกความผิดฐานผลิต นำเข้า หรือส่งออก มีไว้ในครอบครอง จำหน่าย มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ หรือเสพพืชกัญชา ถือว่าไม่มีความผิดกฎหมายยาเสพติด ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เพจ “Royal Thai Embassy, Jakarta” ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ได้ออกมาประกาศเตือนคนไทยห้ามนำกัญชา กัญชง เข้ามาในประเทศ หากพบอาจถูกปรับหรือโทษสูงสุดประหารชีวิต โดยระบุข้อความว่า “สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ขอแจ้งเตือนคนไทยมิให้นำกัญชา กัญชง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพืชชนิดดังกล่าวเข้ามาในประเทศอินโดนีเซีย หากฝ่าฝืน มีโทษตามกฎหมายอินโดนีเซียปรับขั้นต่ำ 1 พันล้านรูเปียห์ จำคุก 5 ปี-ตลอดชีวิต หรือโทษสูงสุดประหารชีวิต อนึ่ง ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการรับฝากสิ่งของจากผู้อื่นมายังประเทศอินโดนีเซียด้วย”
สิงคโปร์พบผู้ป่วย ‘ฝีดาษลิง’ จากต่างประเทศรายแรก กักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิด 13 ราย
















