หากการได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงสักคนที่มองปัญหาสังคมเป็นโจทย์หนึ่งของธุรกิจ เข้าใจในคุณค่าของสิ่งแวดล้อม ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำทั้งแนวราบและแนวสูง น่าจะเป็นคนหนึ่งที่สนทนาในเรื่องดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำธุรกิจย่อมหวังผลกำไร เราต้องยอมรับกับมัน แต่การทำกำไรมีหลายแบบ ต้องการแบบระยะสั้น หรือ ระยะยาว ถ้าเราทำกำไรโดยการคิดถึงลองเทอม ทำกำไรแบบ sustain ยั่งยืน ถาวร ไม่ว่าจะมีวิดฤตสักกี่ครั้งเราก็จะผ่านไปได้ บริษัทที่ sustain จริงๆ คือสามารถยืนหยัดอยู่ได้แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี”

นั่นคือการเริ่มต้นบทสนทนาที่ทำให้เราสนใจซีอีโอคนนี้อย่างจริงจัง เธอกล่าวถึงการอยู่แบบ sustainable องค์กรจะต้องให้ความใส่ใจในหลักการ ESG ไม่ใช่แค่ Green กรีนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่บริษัทมุ่งเน้นภาพที่ใหญ่ขึ้นคือ ESG : Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) ซึ่งคนยุคนี้ให้ความสำคัญกับ Environmental ขึ้นมาก เพราะเป็นสิ่งที่จับต้องง่ายที่สุด เช่น การลดโลกร้อน เรามักจะพูดว่าต้องการผลิตพลังงานสะอาด ภาพมันชัด จับต้องง่ายที่สุด
ขณะที่ Social เริ่มทวีความสำคัญและได้รับความสนใจมากขึ้น อาทิ ความต้องการสังคมที่มีความเท่าเทียม ให้ความสำคัญกับ Pride Month ความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับและถูกนำเสนอที่มากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งในสมัยก่อนงานบางประเภทไม่รับผู้หญิง ทั้งที่ผู้หญิงและผู้ชายเก่งเท่ากัน หรือบางบริษัทรับผู้หญิงเข้าทำงาน แต่ได้เงินเดือนน้อยกว่าผู้ชาย มีงานวิจัยระบุว่าผู้หญิงเงินเดือนน้อยกว่าผู้ชายประมาณ 5,000 บาท ทั้งที่ผู้หญิงเรียนสูงกว่าโดยเฉลี่ย อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งของความไม่เท่าเทียม เราไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงต้องได้เงินเดือนมากกว่าผู้ชาย แต่กำลังหมายถึงว่าควรทำให้เป็นการแข่งขันจากจุดเริ่มต้นที่เท่ากัน ในช่วงที่ผ่านมาผู้ชายถึงเส้นชัยเร็วกว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจุดเริ่มต้นของเขาใกล้เส้นชัยมากกว่า
เรื่องที่ 3 Governance ยิ่งนานสังคมก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้มากขึ้น การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ เช่น นโยบายของผู้ว่ากรุงเทพมหานครให้นำงบประมาณทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์ เพื่อประเมินการทำงานของผู้ว่าฯและผอ.เขต เป็นการสร้างความโปร่งใสให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีส่วนในการคิดว่างบประมาณแผ่นดินจะเอาไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับทุกวันนี้มีระบบการสื่อสารสนับสนุนให้ทุกอย่างสามารถนำขึ้นเว็บง่าย ถ้าเป็นสมัยก่อนการทำแบบนี้อาจมีข้อจำกัด เนื่องจากทุกคนไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือ โทรศัพท์แต่ละรุ่นมีประสิทธิภาพการใช้งานแตกต่างกัน ถ้าภาครัฐใส่ข้อมูลการจัดซื้ออุปกรณ์เข้าไปในเว็บ อาจไม่มีฝ่ายรับ ทำให้ข้อมูลที่แชร์ออกไปไม่ถูกมองเห็นครบถ้วน
“ในแง่บริษัทเราจึงไม่เน้นแค่ E เป็นไปได้ที่เราอาจให้น้ำหนักกับ E มากหน่อย แต่ในภาพรวมเราเน้น ESG มีคนเคยถามว่าทำ ESG มากๆ กำไรไม่น้อยลงเหรอ จริงๆ แล้วเรากลับรู้สึกว่าการทำ ESG คือการดูแลความเสี่ยงของบริษัทอย่างหนึ่ง เป็นการสร้างความยั่งยืนระยะยาว ถ้าเราไม่มุ่งเน้นตรงนี้ ไม่ให้ความสำคัญกับสังคม เอาแต่ค้ากำไรเกินควร ถึงเวลาทำกำไรได้ก็ทำใหญ่เลย ไม่ได้แคร์ว่าสังคมคิดอะไรอยู่ อาจนำมาสู่การไม่ยอมรับของสังคม ถ้าทำกำไรแต่สังคมไม่ยอมรับชื่อเสียงก็หายได้ และปัจจุบันชื่อเสียงหายได้ภายในวันสองวัน ดังนั้น ESG เป็นอะไรที่เหมือนกับช่วยเรา ทำให้เรามี benchmark ของตัวเอง สามารถยืนอยู่ในจุดบริหารความเสี่ยงในเรื่องที่สังคมแคร์ แล้วเราก็ต้องแคร์จริงๆด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นคงระยะยาว”
ผศ.ดร.เกษรา กล่าวถึงหนึ่งในโครงการที่จับต้องได้และเห็นชัดที่สุดของเสนาฯคือ การติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านในโครงการของเสนาฯ ด้วยแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยเป็นมา
“ทุกคนเกิดมารู้อย่างเดียวว่าต้องซื้อไฟจากรัฐ เราอาจจะบอกไม่ได้ว่าไฟจากรัฐที่นำมาขายให้เรานั้นผลิตจากอะไรบ้าง อาจจะมาจากน้ำมัน ถ่านหิน หรือ ก๊าซธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้เราสามารถผลิตไฟได้ด้วยตัวเองจากสิ่งที่เรารู้แน่ๆ ว่าคือพลังงานสะอาด เพราะเป็นพลังงานที่เกิดจากดวงอาทิตย์ นั่นคือโซลาร์ ดังนั้นสิ่งที่บริษัททำนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคทุกคนประหยัดเงินมากขึ้นแล้วยังสามารถลดโลกร้อนได้ เป็นการลดโลกร้อนในระดับครัวเรือน เราไม่ได้คิดแค่ว่าติดโซลาร์แล้วทำให้โครงการขายดีขึ้น แต่เราอยากทำให้เด็กทุกคนที่เกิดมาในครอบครัวมีความภาคภูมิใจว่าบ้านของเราใช้แผ่นโซลาร์ที่มาจากพลังงานสะอาด”

นโยบายดังกล่าวทำให้เสนาฯกลายเป็นผู้พัฒนาโครงการหมู่บ้านใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัย (โซลาร์รูฟท็อป) เต็มรูปแบบรายแรกของไทย ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพราะตอบโจทย์การอยู่อาศัย ทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดค่าครองชีพ ขณะที่แนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ เอฟที ซึ่งจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย.- ธ.ค. 2565 คาดว่าจะประกาศในช่วงกลางเดือน ก.ค. 2565 ค่าไฟรอบใหม่หรือรอบปลายปีจะปรับขึ้นประมาณ 40 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟขึ้นเป็น 4.40 บาท/หน่วยและมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตด้วย
“การติดตั้งโซลาร์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีต่อเนื่องโดยเฉพาะการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) กลายเป็นวิถีปกติใหม่หรือ New Normal ทำให้ค่าไฟเป็นภาระรายจ่ายที่สูง และแนวโน้มมีการปรับค่าไฟเพิ่มขึ้น ทำให้การติดตั้งโซลาร์เป็นตัวช่วยลดรายจ่ายส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคพลังงานแพง”
ปัจจุบันเสนาฯ ได้ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปทุกโครงการทั้งประเภทบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียมบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง โดยมี บริษัท เสนา โซลาร์ เอเนอร์ยี่ จำกัด บริษัทฯในเครือดำเนินธุรกิจเพื่อติดตั้ง ให้คำปรึกษา และการบริการหลังการขายอย่างครบวงจร มีบ้านที่ติดตั้งโซลาร์แล้วจำนวน 47 โครงการ แบ่งเป็นแนวสูง 22 โครงการ แนวราบ 25 โครงการ รวมกว่า 700 หลังคาเรือน คิดเป็นการผลิตไฟกว่า 2,000 กิโลวัตต์
“เราทำโมเดลเป็นกรณีศึกษาความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์ โดยใช้กรณีของบ้านที่มีการติดตั้งขนาด 3 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานการใช้งานทั่วไป แบ่งกลุ่มเป็นผู้ใช้ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
1. กลุ่มทำงานที่บ้าน มีอัตราเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์ 3.5 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 116.5 ชั่วโมงต่อเดือน คำนวณบนพื้นฐานของอายุการใช้งานแผงโซลาร์ 25 ปี และมีสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า 10 ปี ซึ่งได้คำนวณจากค่าไฟฟ้าปัจจุบันที่ 4.40 บาทต่อหน่วย โดยคาดการณ์อัตราเพิ่มขึ้นค่าไฟฟ้าปีละ 2% สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 742,036 บาท พร้อมทั้งยังขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเป็นเวลา 10 ปี ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ 2.20 บาทต่อหน่วย สามารถสร้างผลตอบแทน 30,492 บาท ซึ่งจะทำให้เกิดความคุ้มค่าโดยรวม ทั้งการประหยัด และรายได้จากการขายไฟฟ้า ทั้งสิ้น 772,528 บาท
2. กลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก คนทำงานนอกบ้าน มีอัตราเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์ 2.5 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 97.5 ชั่วโมงต่อเดือน สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 621,018 บาท พร้อมทั้งยังขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเป็นเวลา 10 ปี ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้า ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย สามารถสร้างผลตอบแทน 45,540 บาท จะทำให้เกิดความคุ้มค่าโดยรวม ทั้งการประหยัด และรายได้จากการขายไฟฟ้า ทั้งสิ้น 666,558 บาท และ 3.กลุ่มคนทำงานนอกบ้าน มีอัตราเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์ 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 63 ชั่วโมงต่อเดือน สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 401,273 บาท พร้อมทั้งยังขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเป็นเวลา 10 ปี ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้า ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย สามารถสร้างผลตอบแทน 72,864 บาท จะทำให้เกิดความคุ้มค่าโดยรวม ทั้งการประหยัด และรายได้จากการขายไฟฟ้า ทั้งสิ้น 474,137 บาท”

นอกจากการติดโซลาร์รูฟท็อป เสนาฯยังมองไปข้างหน้าด้วยแนวคิด “SENA EV ready” ติดตั้งแท่นชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ไว้ที่บ้าน โดยใช้ไฟฟรีจากโซลาร์เซลล์
“ทำไมเราจึงติด EV ready ในบ้าน ทั้งที่รู้ว่าตอนนี้ยังไม่ค่อยมีคนใช้รถอีวี ทุกวันนี้คนยังไม่กล้าซื้อรถอีวีเพราะกังวลว่าไม่มีที่ชาร์จ เราแค่มองไปข้างหน้าอีกสเต็ปและคิดว่าอยากจะสนับสนุนทุกคนว่าซื้อรถอีวีกันเถอะ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ชาร์จ เพราะที่บ้านมีตู้อีวีไว้ให้ สามารถใช้ไฟจากแผงโซลาร์ได้ด้วย ใน 10 คนที่มาซื้อบ้าน 2 คนใช้อีวีก็เก่งแล้ว แต่เรามีความเชื่อและพยายามทำให้ความเชื่อนี้เป็นจริง โดยการใช้ encourage ว่าอีกสัก 2 ปี 10 คนที่มาซื้อบ้าน 5 คนใช้รถอีวีก็ยังดี ถามว่ามีกำไรจากตรงนี้ไหม ยังไม่มี เพราะคนยังไม่ได้ใช้รถอีวีมาก แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถอีวีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า”














