จับมือก้าวข้ามสู่ยุค ‘เรียนข้ามมหาวิทยาลัย’ ปลดแอกการเรียนให้ไม่จำกัดอยู่แค่มหาวิทยาลัยเดียวอีกต่อไป

ในหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาไทย ต้องจดจารเอาไว้แล้วว่า ปี 2565 เป็นปีที่ประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการ ‘เรียนข้ามมหาวิทยาลัย’ อย่างเป็นทางการ ทันทีที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประกาศให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันใน 25 มหาวิทยาลัยได้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการจัดทำคำแนะนำสำหรับนักศึกษาที่สนใจลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบัน และยังได้ประกาศชัดเจนว่าจะมี สถาบันการศึกษา 25 แห่งที่สามารถลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันได้ทั่วประเทศ


โดยในวันนี้ เจ้ากระทรวง อว. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้มาย้ำอีกครั้งถึงแนวคิดการ เรียนข้ามมหาวิทยาลัย ที่ช่วยปลดล็อคให้ความรู้และการเรียนไม่จำกัดอยู่แค่มหาวิทยาลัยเดียวอีกต่อไป
“ในอดีต มหาวิทยาลัยมีรั้ว เราก็เรียนได้เฉพาะในมหาวิทยาลัยของเรา หรือเรียนได้แต่คณะของเรา เรียนข้ามคณะก็ไม่ได้ มาในวันนี้เราก้าวเข้าสู่ยุค เรียนข้ามมหาวิทยาลัย อย่างเป็นทางการแล้ว”
“แนวคิดการ เรียนข้ามหาวิทยาลัย นี้เกิดจากการตั้งคำถามว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจจะหลอมรวมเอาสถาบันการศึกษาเข้าไว้ด้วยกันให้ได้มากที่สุด เป็นการนำเสนอของดีในรั้วของตน เปิดให้คนอื่นเข้ามาเรียนได้ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ของเด็กไม่มีข้อจำกัด”
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
“เช่น เด็กนั้นเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่เขาทราบว่า อาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ เก่งมาก เขาจึงอยากไปเรียนกับอาจารย์ท่านนั้น แต่เมื่อไปเรียนเขาก็มีสิทธิถูกตัดเกรดตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น ซึ่งอาจจะยากกว่ามหาวิทยาลัยที่ตนเรียน”
“ดังนั้นแม้ว่าจะไม่ได้มีกฎเหล็กบังคับว่าห้ามไปเรียนในมหาวิทยาลัยอื่น แต่เมื่อเรียนแล้วจะได้ปริญญาบัตรหรือไม่ก็แล้วแต่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่จะออกกฎเกณฑ์มา ซึ่งถ้ามองต่างมุม มามองในเรื่องของการได้ความรู้นั้น ถ้ามีการเปิดให้ เรียนข้ามมหาวิทยาลัย ได้ ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เพลิดเพลินที่สุด”
“เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีอิสระในการเรียนในเรื่องที่ตนเองอยากเรียน โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องรายวิชา และเมื่อเรียนแล้วก็สะสมอยู่ในเครดิตแบงก์ เมื่อมีหน่วยกิตสะสมมากพอ ก็ไปดูว่ามหาวิทยาลัยใดยอมรับในระบบนี้ซึ่งต้องมาพิจารณาหน่วยกิตที่มีอยู่ ถ้าหน่วยกิตครบจริงตามที่กำหนด ก็ย่อมมีสิทธิ์ได้รับปริญญาเช่นกัน”
“มหาวิทยาลัยในยุคนี้ ต้องไร้ซึ่ง “ศักดินา” ไม่มีการวางเกณฑ์ว่ามหาวิทยาลัยนี้สูงกว่ามหาวิทยาลัยนี้ เราต้องพยายามลดทัศนคตินี้ออกไปในส่งคมไทยให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับว่ามาตรฐานทางการศึกษาของแต่ละที่นั้นไม่เหมือนกัน ถ้าไปเรียนในที่ที่มันยากกว่า นั่นคือสิ่งที่ผู้เรียนต้องยอมรับ”

“ในทางกลับกัน ถ้าอยากได้เกรดที่ดี ก็ไม่ผิดที่จะไปเรียนในที่ที่มันง่ายกว่า เมื่อบรรยากาศการเรียนเป็นแบบนี้ ย่อมทำให้การศึกษาของไทยเป็นการเรียนแบบที่ผู้เรียนมี “ออปชั่น” (Option) หรือมีทางเลือก ไม่ใช่การเรียนในแบบเดิม ที่เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว ก็ต้องเรียนจนจบ จะหาวิชาเลือกเรียนก็หาไม่ได้”
“การศึกษาในยุคนี้ ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้มากที่สุด ตามระดับ ตามความสนใจของแต่ละคน”
“ขณะเดียวกัน ระบบการ เรียนข้ามหาวิทยาลัย ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ มหาวิทยาลัยมีการพัฒนา ลบ “ศักดินา” อย่างที่ได้กล่าวไป เพราะในยุคนี้ การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่การมุ่งไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่เคยมีชื่อเสียงอยู่แต่เดิมอีกแล้ว แต่ยุคนี้อาจเกิดปรากฏการณ์ที่คนไปเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป แล้วพึงพอใจในการเรียนการสอน จนมีคนติดตามไปเรียนกันมากขึ้นก็ได้ ดังนั้น ทุกมหาวิทยาลัยจึงต้องเร่งพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน ก้าวทันกับยุค ไม่ใช่ยึดติดกับชื่อเวียงของมหาวิทยาลัยอีกต่อไป”
เมื่อถามว่า ใครจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ย้ำชัดว่า ไม่ใช่แค่นักศึกษาเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ แต่คนที่เป็น Lifelong Learner ก็ได้ประโยชน์จากโครงการนี้เช่นกัน และบางคน ยังไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีโอกาสมาเรียนได้ด้วย
“ในยุคนี้ ใครอยากเรียนกี่หลักสูตร หรือจะผสมผสานการเรียนรู้ในศาสตร์ ก็สามารถทำได้อย่างอิสระเสรี เรียกว่าคุณเป็น “เจ้าของชีวิต” ของคุณได้มากขึ้น หรือว่าผู้เรียนอาจจะมีอายุมากแล้ว แต่ยังอยากที่จะเรียนรู้วิชาใหม่ๆ ก็สามารถทำได้ และเลือกได้ว่าจะเรียนแบบแค่ต้องการเรียนรู้ หรือต้องการปริญญาบัตร ทำได้ทั้งสิ้น”

“จุดประสงค์หลักของโครงการนี้อีกอย่างที่อยากเน้นย้ำคือ เราต้องสร้าง “สังคมแห่งการเรียน” ขึ้นมาให้ได้ ไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนที่เราอยู่ใน “สังคมแห่งการสอน” คือ ผู้สอนเป็นใหญ่ อยากสอนอะไรก็สอน ยุคนี้ เวลานี้ ต้องสร้าง สังคมของคนเรียน ขึ้นมา ใครอยากเรียนอะไรที่มันแปลกใหม่ หรือรวดเร็ว แม้กระทั่ง อยากเรียนในสิ่งที่เมื่อก่นอต้องมีเกณฑ์มากำกับว่ายังไม่ถึงเวลาเรียน ในตอนนี้เกณฑ์เหล่านั้นจะไม่มีอีกแล้ว”
“กรอบที่จะมาจำกัดการเรียนรู้ อย่าง เรียนไปเพื่อจะได้อาชีพ เรียนเพื่อจะได้เกรด เรียนไปเพื่อจะได้ปริญญา จะหมดไป และแทนที่ด้วยการเรียนไปเพื่ออยากได้ความรู้ และเมื่อได้ความรู้อย่างที่ตั้งใจแล้ว ต่อจากนั้น ก็แล้วแต่ว่าทุกคนจะนำความรู้นั้นไปต่อยอดทำอะไร”
“ยุคนี้ การเรียนรู้จึงอยู่ในบริบทที่กว้างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นมายด์เซต (Mindset) ใหม่ของ กระทรวง อว. คือ การศึกษาที่ดีนั้น ต้องเปิดกว้างให้มากที่สุด และใต้องคืนสิทธิ์ให้ผู้เรียน ให้เขาได้มีโอกาสตัดสินใจว่าจะเรียนแบบไหนมากกว่า”

โดยแนวคิดในการ เรียนข้ามมหาวิทยาลัยนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งในการแถลงข่าว ในโอกาสที่ กระทรวง อว. ตั้งมาครบ 3 ปี ซึ่ง ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก  ระบุว่าเป็น 3 ปีแห่งการปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ทำให้เห็นอนาคตของประ เทศและเป็นครั้งแรกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ใน 3 ด้านหลัก คือ
1. การปฏิรูปการพัฒนากำลังคนด้วยการทลายข้อจำกัดการจัดการศึกษาชาติสู่การเรียนรู้แบบใหม่ในโลกไร้พรมแดน
ด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง อาทิ การจัดทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ การลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบัน การจัดตั้งธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาการอุดมศึกษาเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายทั้งด้านวิชาการและการพัฒนากำลังคน เป็นต้น
2. การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)
เพื่อสร้างโอกาสประเทศไทยก้าวสู่อนาคต โดยสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนใหม่ ระดับพลังงาน 3 GeV แห่งแรกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การพัฒนาโทคาแมค “ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์” เครื่องแรกของประเทศไทย การจัดตั้งวิทยสถาน “ธัชชา-ธัชวิทย์” เพื่อพัฒนาทุกสหวิทยาการและกำลังคนทั้งด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์
3. การปฏิรูปอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
อว. ได้ก้าวสู่กระทรวงแห่งการปฏิบัติผ่านโครงการ U2T การจัดตั้ง อว.ส่วนหน้าลงไปทำงานพัฒนาพื้นที่ร่วมกับทุกจังหวัดทั่วประเทศ เป็นต้น

ที่มา : รายการ “คุยกับรัฐมนตรีเอนก” ตอน เรียนข้ามมหาวิทยาลัย เผยแพร่ทาง Facebook : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


การปฏิวัติการศึกษาในหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นได้จริงในยุคนี้

10 ไอเดีย จากเวที ‘THE EDUCATORS THAILAND’ ยกระดับการสอนของครูไทย ด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล

จาก “ธัชชา” ถึง “ธัชวิทย์” เครือข่ายคลังสมองของไทย

CWIE สหกิจศึกษา & EEC Model Type A สองโมเดลขับเคลื่อนอุดมศึกษา สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

Previous articleเจาะไอเดียสุดล้ำของ “ขนส่งมวลชนไฟฟ้ารูปแบบใหม่” เป็นจริงได้แค่ไหน
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.181
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์