เชื่อว่าหลายคนอาจคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงไตรมาศที่ผ่านมา เพิ่งค่อยๆ คลี่คลาย เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้ชีวิต ธุรกิจน้อยใหญ่ได้ลืมตาอ้าปาก ผู้คนทั่วโลกเริ่มเดินทางท่องเที่ยว ไปมาหาสู่กัน บรรยากาศที่กล่าวมานี้ ต้องสะดุดลงอีกครั้ง เมื่อมีข่าวการแพร่ระบาดของ โอมิครอน BA.5 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์ล่าสุด ที่แพร่ระบาดแทบจะเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกแล้วในตอนนี้
โดยวงการแพทย์ต่างพูดตรงกันว่า “อย่าประมาท” โควิด โอมิครอน BA.5 เพราะน่ากลัวกว่าทุกสายพันธุ์ที่ระบาดมา เนื่องจากเชื้อแข็งแรง หลบภูมิ ติดง่าย แรงกว่าทุกสายพันธุ์ แถมใครที่ติดเชื้อแล้ว ยังเสี่ยงต่ออาการลองโควิดด้วย
ทั้งนี้ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข ออกมายืนยันชัดเจนว่า ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รายงานในแต่ละวัน ไม่ใช่ยอดจริง ทว่า ยอดผู้ติดเชื้อจริงนั้นต้องคูณ 10 เท่า เข้าไปจากยอดที่รายงานทีเดียว ดังนั้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ก็นับว่าเป็นการระบาดอีกระลอกหนึ่ง ที่ทำตัวเลข New high ในแต่ละวันแตะหลัก 20,000-30,000 ราย ทีเดียว
เจาะมาตรการภาครัฐ เฝ้าระวัง โอมิครอน BA.5
ดังที่ได้เกริ่นว่า โควิด โอมิครอน BA.5 นี้เป็นที่กล่าวขวัญกันว่าเป็นสายพันธุ์ที่ทุกคนต้องระวัง เพราะติดเร็วและแรงได้กว่าทุกสายพันธุ์ที่ระบาดมา โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันแล้ว โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ว่า โอมิครอน BA.5 แพร่ระบาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสาเหตุสำคัญ คือ ความแข็งแรงของไวรัส (Viral fitness) ที่มากกว่าทุกสายพันธุ์ที่เคยระบาดมาก่อน มีสมรรถนะการขยายวงการระบาดเร็วขึ้น และหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น
“ในขณะที่ความรุนแรงของโรคนั้น แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะฟันธง แต่หลายประเทศที่ BA.5 ระบาดมาก พบว่าทำให้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าทั่วโลกจะมีการฉีดวัคซีนไปมากพอสมควรแล้วก็ตาม แต่ด้วยความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ฉีด และภูมิจากการที่เคยติดเชื้อมาก่อน ทำให้พบมีการติดเชื้อมากขึ้น ทั้งในคนที่ไม่เคยติดมาก่อนและคนที่ติดเชื้อซ้ำ (Reinfection) ด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมานี้ จึงไม่แปลกใจที่มีหลายฝ่ายยกให้ BA.5 เป็นศัตรูที่น่ากลัวกว่าทุกสายพันธุ์ที่เคยระบาดมา”
ส่วนมาตรการภาครัฐ ที่ใช้รับมือการระบาดในระลอกใหม่นี้ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยความคืบหน้าการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนว่า
“โควิดโอมิครอนทั้ง 2 สายพันธุ์เป็นเชื้อโควิดที่สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี อีกทั้งยังดื้อต่อยารักษาโรคมากขึ้น โดยข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ข้อมูลผลการวิจัยทางห้องปฏิบัติการว่า เชื้อ BA.4 และ BA.5 สามารถทำลายปอดและมีอาการปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลทางคลินิกยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกความรุนแรงของโรคได้ชัดเจน”
“สายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในประเทศไทยขณะนี้คือสายพันธุ์โอมิครอนทั้งหมด โดยกรมควบคุมโรคคาดการณ์การระบาดของจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2565 ถึงปี 2566 ซึ่งคาดว่าหลังการผ่อนคลายกิจกรรมต่างๆ และมีผู้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสที่จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น”
“ขณะนี้เราอยู่ในช่วงขาขึ้น คาดว่าในอีก 10 สัปดาห์ หรือประมาณเดือน ก.ย. หากเรายังคงมาตรการโดยให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เมื่อผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลไม่ควรเกินวันละ 4,000 คน แต่หากผ่อนคลายหมด คนไม่สวมหน้ากากเลย ตัวเลขคาดการณ์ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจะสูงขึ้นจากที่คาดไว้ ดังนั้นในช่วงนี้ที่เป็นขาขึ้น อยากให้ประชาชนมารับวัคซีนและวัคซีนเข็มกระตุ้น”
“โดยการฉีด วัคซีนเข้มกระตุ้น เพื่อให้ภูมิคุ้มกันสูงมากพอ ยังมีความจำเป็นโดยเฉพาะกลุ่ม 608 และผู้ที่ได้รับเข็มสุดท้ายมานานแล้ว (เกิน 4 เดือน) เพราะเวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันจะลดลงและสู้กับพันธุ์ใหม่ๆ ได้ลดลง ดังนั้น ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนใหม่ ต้องฉีดเข็มกระตุ้นให้สูงขึ้น เพื่อต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้”
อย่าประมาท โควิดโอมิครอน สายพันธุ์ BA.5 ติดเชื้อได้ง่ายจริง ทั้งติดใหม่และติดซ้ำ
ขณะที่ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์เรื่องการติดเชื้อโควิดซ้ำว่า ช่วงนี้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก BA.4/BA.5 อย่าแปลกใจเมื่อพบว่าคนรอบตัวเราหลายคนที่ติดหนนี้ไม่ใช่การติดเชื้อครั้งแรก การติดเชื้อซ้ำไม่ใช่เรื่องแปลกนับตั้งแต่ยุคโอมิครอนเริ่มระบาด เพราะเชื้อดื้อภูมิมากอยู่แล้ว สายพันธุ์ใหม่ยิ่งดื้อกว่าอีก การติดเชื้อซ้ำในเมืองไทยมีสถิติเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีการรวบรวมข้อมูล ยิ่งยุคที่ยอดรายงานต่ำกว่าความจริงมากแบบนี้ ยิ่งไม่มีทางรู้ข้อมูลจริง ขณะที่ข้อมูลจากสหราชอาณาจักรพบว่าราว 1/4 ของคนติดเชื้อใหม่เป็นการติดซ้ำ
ส่วนเหตุสำคัญของการติดเชื้อซ้ำนั้น ศ.นพ.มานพ ระบุว่าเป็นไปได้เพราะ
1. เชื้อสายพันธุ์ใหม่มีการกลายพันธุ์บน spike ที่ต่างจากเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภูมิที่เกิดจากการติดเชื้อก่อนหน้านี้ หรือจากวัคซีนมีผลยับยั้งเชื้อได้น้อยลง
2. เวลาผ่านไประดับภูมิที่เรามีลดลงไปเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสติดซ้ำได้ นอกจากนี้ผู้ที่ติดเชื้อในยุคโอมิครอนเป็นต้นมา โดยเฉพาะที่ติดหลังได้รับวัคซีนแล้วอาการจะน้อยมาก และมักสร้างภูมิน้อยมาก หรือไม่สร้างเลย
ข้อมูลเก่าพบว่าคนติดเชื้อจะมีภูมิสูงพอที่ป้องกันการติดซ้ำได้ในระยะ 3 เดือน ปัจจุบันไม่เป็นจริงในยุคก่อนโอมิครอน อุบัติการณ์ของการติดเชื้อซ้ำพบน้อย ข้อมูลจากประเทศเดนมาร์ก พบราว 1 ใน 7,400 คน จากการติดตามผู้ป่วยกว่า 4 ล้านคนในช่วงระบาดรอบแรกๆ แต่พอยุคเดลตาผู้ติดเชื้อซ้ำเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ยังไม่มากราวร้อยละ 1.2 ของยอดผู้ติดเชื้อใหม่ การติดเชื้อซ้ำในยุคโอมิครอนเพิ่มสูงขึ้นไปในทิศทางเดียวกับการติดเชื้อหลังได้วัคซีนครบ 2 เข็ม เป็นเหตุให้ต้องมีการฉีดเข็มกระตุ้นกันขนานใหญ่ สิ่งสำคัญในรายงานยุคโอมิครอน คือ การติดเชื้อซ้ำเกิดเร็วขึ้น สามารถพบได้ 20 วันหลังติดหนก่อน
พร้อมกันนี้ ศ.นพ.มานพ ยังชี้แนะเพิ่มเติมว่าสำหรับผู้ป่วยโควิด ไม่ต้องรอหายป่วยครบ 3 เดือน ถึงฉีดเข็มกระตุ้น โดยระบุว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลล้าสมัย การทิ้งระยะแบบนั้นในยุคโอมิครอน และ BA.4/BA.5 ระบาด ทำให้คนมีโอกาสติดเชื้อซ้ำก่อนได้วัคซีนเพิ่มขึ้นอีก
แม้การติดเชื้อซ้ำไม่ใช่เรื่องน่ายินดี อย่างน้อยข่าวดีของผู้ติดเชื้อซ้ำ คือ โอกาสป่วยหนักเสียชีวิตลดลงมาก คือโอกาสป่วยหนัก นอนโรงพยาบาลลดลงประมาณร้อยละ 90 และถ้านอนโรงพยาบาลโอกาสเสียชีวิตลดลงประมาณร้อยละ 60 เทียบกับคนที่ติดครั้งแรก และต้องย้ำอีกทีว่าการติดเชื้อซ้ำไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง เพราะพบว่าผู้ที่ติดเชื้อซ้ำมีโอกาสป่วยหนัก หรือเสียชีวิตมากกว่าผู้ติดเชื้อแค่หนเดียวอยู่ดี ดังนั้นการติดเชื้อซ้ำโดยเฉพาะจากโอมิครอน ไม่ใช่วัคซีนเข็มกระตุ้นธรรมชาติอย่างที่หลอกลวง
มองต่างมุม อยากให้กลับมากระชับมาตรการป้องกันให้มากขึ้นก่อนผ่อนปรน
ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า
“การระบาดของไทยขณะนี้ไม่ได้แตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลกที่พบการระบาดของ BA.4/BA.5 การรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงก็ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากหลายประเทศเลิกตรวจหาเชื้อแล้ว บางประเทศที่ตรวจก็ไม่ได้ตรวจสายพันธุ์เช่นเดียวกับไทย”
“และเพราะมีการเปิดประเทศจึงพบ BA.4-BA.5 ที่เข้ามาผ่านนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยที่กลับจากต่างประเทศ และเมื่อมาถึงก็ตรวจน้อยลง โอกาสแพร่กระจายเชื้อจึงมากขึ้น คาดว่าไม่นานเชื้อ BA.4-BA.5 จะกลายเป็นสายพันธุ์หลัก”
“สิ่งที่ต้องย้ำ คือ มาตรการต่างๆต้องกลับมากระชับมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนไม่ครบ อยากเร่งฉีดให้ครบโดยเฉพาะเข็มกระตุ้น เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มเสี่ยง 608 ที่ฉีดเข็มกระตุ้นเข็ม 3 ยังเสียชีวิต แต่ขณะนี้มีรายงานแม้ฉีด 4 เข็มก็เสียชีวิตได้ และไม่ต้องรอวัคซีนรุ่น 2 ที่กว่าจะออกมาฉีดได้ คาดว่าช่วงปลายปี เพราะยังอยู่ในขั้นตอนทดลองกับมนุษย์ นอกจากนี้คงต้องกระชับมาตรการใส่หน้ากาก การเว้นระยะห่าง และการล้างมือ”

“วันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนอยากให้ผู้ใหญ่ในประเทศส่งสัญญาณ เพราะขณะนี้มีการติดเชื้อเพิ่ม จึงเสนอให้รัฐบาลต้องกลับมากระชับมาตรการป้องกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกข้อบังคับให้ใส่หน้ากากอนามัยในพื้นที่ปิด จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขคงต้องเสนอ ศบค.พิจารณา อย่ารอจนเตียงไม่พอจะไม่ทันต่อสถานการณ์”
“แม้ว่า จากที่ประเมินสถานการณ์อาจจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงการระบาดสายพันธุ์เดลตา ปัจจัยมาจากคนฉีดวัคซีนค่อนข้างมาก ตัวเชื้อไม่ได้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น แต่เชื้อตัวนี้แพร่ระบาดเร็วมาก และเสี่ยงที่เกิดการกลายพันธุ์ได้ ที่น่าห่วงคือกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับเชื้อจากคนที่ไม่แสดงอาการ จึงต้องย้ำถึงการฉีดวัคซีนให้ครบ แม้ไม่ได้ป้องกันติดเชื้อ แต่ยังป้องกันความรุนแรงของโรค”
แชร์แนวทาง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” รักษาตัวอย่างไรเมื่อรู้ว่าติดเชื้อ
หากในตอนนี้ มีใครที่พบว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ก็มีทางเลือกหลากหลายทางในการรักษา ทั้งกักตัวอยู่ที่บ้าน ดูแลรักษาตนเองจนอาการดีขึ้น หรือเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามช่องทางที่มีอยู่ ทว่า ล่าสุด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก : ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ถึงวิธีการรักษาเป็นขั้นเป็นตอนแบบเร็วสุด เมื่อรู้ว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ว่า
ขั้นที่ 1- รับประทาน ฟ้าทะลายโจร ให้ครบ 5 วัน ทันทีที่มีอาการ (แม้ว่าตรวจ ATK ยังไม่ขึ้น 2 ขีด)
ขั้นที่ 2- อาการเอาไม่อยู่ภายใน 2 วัน
2.1 ความอิ่มตัวออกซิเจนยังมากกว่า 96% หลังเดิน 6 นาที
เปลี่ยนยาเป็น มอลนูพิราเวีย หรือ ฟาวิพิราเวีย โดยให้ไปซื้อที่ร้านขายยา ให้ญาติไป เพื่อสำแดงตัวตนเข้าระบบ ดีกว่า ไป โรงพยาบาล เอง เพราะต้องเดินทาง อาจแพร่เชื้อ และใช้เวลานานที่โรงพยาบาลกว่าจะแจ้ง ประเมิน และรับยา ที่ร้านยา โดยยึดหลัด “ยาต้องถูก ไม่ปลอม เข้าถึงได้” แต่ถ้าเป็นยามอลนูพิราเวีย จะทำในประเทศเพื่อนบ้าน (ราคา ชุดละ ตั้งแต่ 1900 ขึ้นไป ยาผู้ผลิต ชุดเป็นหมื่น)
2.2 ความอิ่มตัวออกซิเจน ไม่ถึง 96% เดิน 6 นาที หรือมีอาการระบบต่างๆ แสดงว่าปอด “เริ่มไม่ไหว” (เห็นแบงค์ 1000 บาทตกอยู่ยังไม่มีแรงหยิบ) ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลด่วน
ทั้งหมดนี้ ประมวลจาก ประชาชนที่ติดเชื้อตกใจ และหายาไม่ได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า โรงพยาบาล อาจเต็มหมด และเพื่อเป็นการช่วยตนเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระมากกับระบบ และโรงพยาบาล ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช้ยาเกินจริงเพราะอาจทำให้ดื้อยา
เพื่อทำให้ ไม่เกิดคอขวด เพราะกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายการเข้าถึงยาโดยผ่านร้านยาที่มีเภสัชกร อยู่แล้ว และมีระบบสร้างอยู่แล้ว เพื่อกันความแออัดในโรงพยาบาลที่บุคลากรมีจำกัด
ไม่ตกข่าวสำคัญในยุควิกฤตโรคระบาด
ไวรัสตัวแทนโควิด ลดความเสี่ยงติดเชื้อให้นักวิจัย ใช้ทดสอบวัคซีนโรคโควิด-19 แทน “ไวรัสตัวจริง”
แพลตฟอร์ม weSAFE@HOME จาก ม.บูรพา ดังไกล คว้ารางวัลใหญ่ในงาน The Award Asia 2022 ประเทศญี่ปุ่น

















