Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.204

“บิ๊กตู่” โชว์ตัวเลขนักลงทุนสนใจย้ายฐานการผลิตเข้าไทย ครึ่งปี 65 ยื่นคำขอกว่า 2 แสนล้าน

อนาคตประเทศไทย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์เฟสบุ๊คถึงสถานการณ์การลงทุนของไทยในปี 2565 ว่ายังเป็นที่สนใจของนักลงทุน ในการย้ายฐานการผลิตเข้ามาผลิตในประเทศไทย ตรวจสอบได้จาก (1) ยอดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ณ ไตรมาส 1/2565 มีมูลค่ารวม 288,019 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.8% จากปี 2564 และขยายตัว 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (2) ตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI ดีขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่า โดย 2 ไตรมาสแรกของปี 2565 มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมฯ แล้ว 219,708 ล้านบาท จาก 784 โครงการ กลับมาสูงกว่าช่วงก่อนโควิดในปี 2562 ที่มีมูลค่า 188,861 ล้านบาท จาก 690 โครงการ (3) สถิติการเปิดกิจการในเดือน เม.ย.65 มีทุนจดทะเบียนมากที่สุด all-time high ที่ 171,106 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันของปีที่แล้ว 726.7% สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม และเดือน พ.ค.65 มีการตั้งกิจการใหม่ 5,917 ราย เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 64 ซึ่ง “จุดแข็ง” ต่างๆ ของไทย ได้แก่ (1) เสถียรภาพทางการคลังแข็งแกร่ง ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับนานาชาติ (International Credit Rating Agency) ที่โลกให้การยอมรับ เช่น Fitch และ S&P ยังไม่เคยปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือไทยลงเลย แม้ในช่วงวิกฤตโควิด (2) หนี้ต่อ GDP อยู่ในระดับต่ำ และหนี้เงินตราต่างประเทศก็น้อย ถึงน้อยมาก (3) ระบบธนาคารมีความแข็งแรง มีสภาพคล่องในประเทศที่ดี (4) เงินสำรองระหว่างประเทศจัดอยู่อันดับที่ 12 ของโลก ถือว่าอยู่ในระดับสูง (5) เราสามารถผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอ ค่าครองชีพต่ำ ค่าที่ดิน/ที่อยู่อาศัยที่ถูกที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

“กอบศักดิ์” ชี้เศรษฐกิจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตยาว 2 ปี แนะเก็บเงินสดรอการลงทุนรอบใหม่

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  กล่าวในหัวข้อ “Economic Turbulence 2022 เศรษฐกิจ วิกฤตซ้อนวิกฤตต้องรับมืออย่างไร” ระหว่างการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง(พศส.) ปี 2565 Next chapter for wealth : เปิดโลกสร้างความมั่งคั่งสู่ความมั่นคง จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าช่วงเวลาที่มีวิกฤตซ้อนวิกฤตเกิดขึ้นในรอบนี้จะกินระยะเวลาประมาณ 2 ปี และมีช่วงเวลาในการเผชิญกับวิกฤตรวมทั้งต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจแบ่งเป็น 4 ช่วงด้วยกัน ได้แก่ ช่วงแรกเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงมีการปรับฐานที่รุนแรง ช่วงที่สองคือการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ช่วงที่สามเป็นช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย เกิดวิกฤตในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ และช่วงที่สี่เป็นช่วงสุดท้ายที่กำลังจะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจคือเป็นช่วงที่เฟด และธนาคารกลางประเทศต่างๆออกมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ สำหรับโอกาสของประเทศไทยในช่วงเวลานี้ภาครัฐสามารถที่จะสนับสนุนการลงทุนในหลายด้านเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับประเทศ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ – มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ ภาคเกษตรและอาหารแห่งอนาคต อุตสาหกรรมปุ๋ยเพื่อทดแทนการนำเข้า เป็นต้น ส่วนในแง่ของประชาชน หรือนักลงทุนบุคคลทั่วไปต้องติดตามข่าวสารและประเมินสถานการณ์ในแต่ละช่วงของวิกฤต โดยหากสามารถประเมินได้อย่างถูกต้องก็สามารถที่จะเก็บออมเงินสดบางส่วนไว้เพื่อรอการลงทุนในรอบใหม่ ภายหลังจากที่วิกฤตต่างๆ เริ่มคลี่คลาย ซึ่งการลงทุนในช่วงหลังวิกฤตถือว่าเป็นการลงทุนในช่วงเวลาที่ดีที่มีโอกาสสดใสในอนาคตรออยู่

สอวช. เร่งปรับระบบการศึกษา รับมืองาน 85 ล้านตำแหน่งกำลังจะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตกำลังคนระดับสูง และงานวิจัยและนวัตกรรมผลกระทบสูง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคแห่งการพลิกผัน” มีการคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ.2568 งาน 85 ล้านตำแหน่งจะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร แต่จะมีงานที่เกิดขึ้นใหม่ 97 ล้านตำแหน่ง ที่ต้องการกำลังคนและส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และงานในด้านสะเต็ม (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM) เช่น วิศวกรหุ่นยนต์, ไอโอที, ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล ฯลฯ  และด้านสังคม เช่น ผู้ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ, ผู้สนับสนุนด้านสังคมและอารมณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้อายุ จากข้อมูลพบว่าปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตมากกว่าคนเกิดใหม่ ถึง 20,000 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คนจะมีอายุยืนยาวขึ้น วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เรียนและทำงานจนเกษียณอายุ อาจต้องเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อตอบโจทย์การทำงานและชีวิตส่วนตัวในทุกช่วงวัย หลักสูตรการศึกษาในอนาคต จึงควรมีทั้งแบบ degree และ non-degree เมื่อเรียนจบแล้ว ออกไปทำงาน และสามารถกลับมา reskill หรือ upskill แล้วไปเป็นผู้ประกอบการ หรือทำงานได้มากกว่า 1 อาชีพ ซึ่งผลการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของ สอวช. พบว่า ทักษะอาชีพในอนาคตที่ขาดแคลน และมีความต้องการสูงในภาคอุตสาหกรรม อาทิ Digital marketing, Aerospace engineer, Food stylist, Automation engineer, Robotics control engineer, Biologist ฯลฯ ดังนั้นระบบการศึกษาจึงต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ทักษะอาชีพที่เปลี่ยนไปด้วย การพัฒนาจะค่อยๆ เปลี่ยนไปจากฝั่ง Supply side ไปสู่การร่วมออกแบบโมเดลการศึกษา พัฒนาคน ทั้งเชิงการทำงานและร่วมลงทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคที่ต้องใช้บุคลากร

ผงสีย้อมผ้า หลากสีสันจากแก่นฝาง ภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคุมโทนธรรมชาติ

“ผงสีย้อมผ้า หลากสีสันจากแก่นฝาง” คือ ผลสำเร็จจากงานวิจัยและพัฒนาของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ ซึ่งนักวิจัยได้คัดเลือก “ต้นฝาง” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นในจังหวัดมหาสารคามมาเป็นวัตถุดิบหลัก นำแก่นฝางมาผ่านกระบวนการสกัดแปรรูปเป็นผงสีธรรมชาติ ลักษณะของผงสีที่ได้เป็นโทนสีแดง ใช้สำหรับย้อมเส้นฝ้าย เส้นไหม หรือผ้าทอ ใช้งานง่าย มีความสะดวก และสามารถเก็บไว้ใช้นอกฤดูกาลของวัตถุดิบได้ จุดเด่นของผงสีจากแก่นฝาง คือ สามารถควบคุมความเข้ม-อ่อนของโทนสีได้หลายเฉด ตามความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น สีแดง สีม่วง สีชมพู สีน้ำตาลทองแดง เป็นต้น ทำให้เกิดเฉดสีใหม่และพัฒนาเฉดโทนสีผ้ารูปแบบใหม่ให้ร่วมสมัยมากขึ้น ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับสินค้าให้ทันสมัยสวยงามตรงความต้องการของลูกค้า จากความสำเร็จดังกล่าว วว. ได้เข้าร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์เส้นไหมย้อมด้วยผงสีแก่นฝาง และถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการย้อมเส้นไหมด้วยผงสีแก่นฝาง เพื่อให้ได้เฉดสีต่างๆ ให้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เพื่อนำพืชท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ โดยการแปรรูปเป็นผงสี ใช้สำหรับการย้อม เพื่อเพิ่มศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนทั้งด้านการย้อมเส้นไหม และขยายช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ญี่ปุ่นไฟเขียวปล่อยน้ำเสียโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงทะเล ท่ามกลางความกังวลของเพื่อนบ้าน

(แฟ้มภาพซินหัว : ถังกักเก็บน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ในจังหวัดฟุกุชิมะของญี่ปุ่น วันที่ 12 ต.ค. 2017) // www.xinhuathai.com
ภายหลังเกิดภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิในปี 2554 น้ำจำนวนมากถูกเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ในโรงไฟฟ้าด้วยระบบหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.3 ล้านตันในเดือนก.ค. ล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้อนุมัติแผนปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุในแถลงการณ์ว่า หน่วยงานกำกับดูแลฯ พิจารณาว่าน้ำดังกล่าวนั้นปลอดภัยพอที่จะปล่อยลงสู่มหาสมุทร แม้จะยังคงมีร่องรอยการปนเปื้อนของทริเทียมหลังจากบำบัดอยู่ โดยมีแผนจะกรองน้ำปนเปื้อนเพื่อกำจัดไอโซโทปที่เป็นอันตรายนอกเหนือจากทริเทียม ซึ่งกำจัดได้ยาก จากนั้นจะนำไปเจือจางก่อนปล่อยทิ้ง เพื่อสะสางพื้นที่โรงงานให้โล่งว่างและเดินหน้ากระบวนการเลิกดำเนินงานที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ต่อไป พร้อมกันนี้ได้ให้หน่วยงานกำกับดูแลฯดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ คอมปะนี หรือเทปโก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แผนปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะลงสู่ทะเลต้องเผชิญกับความกังวลของเพื่อนบ้านอย่างจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมถึงกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากชุมชนประมงในภูมิภาค ซึ่งกลัวส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา