ก่อนหน้า Digital Marketing ปรากฏตัว โลกของเราอยู่กับ Traditional Marketing มาหลายร้อยปี
Traditional Marketing คือการตลาดยุคดั้งเดิม ที่การค้าขายมี “หน้าร้าน” และการทำการตลาด ยึดหลัก 4P
ได้แก่ Product (สินค้า) Price (ราคา) Place (ร้านค้า) และ Promotion (การส่งเสริมการขาย)
การส่งเสริมการขายในยุค Traditional Marketing มีหลายช่องทาง ตั้งแต่แจกใบปลิว แถมคูปอง ให้ส่วนลด โฆษณาในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ไปจนถึงการส่งจดหมายถึงบ้านลูกค้า

แต่เมื่อโลกของเราเข้าสู่ยุค Digital การทำการตลาดแบบ Traditional Marketing ได้เปลี่ยนโฉมหน้ามาสู่ Digital Marketing หรือการใช้เทคโนโลยี Digital มาช่วยในการทำการตลาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดขึ้นของ Social Media ที่ทำให้เกิดช่องทางการขายของ Online ผ่าน Website หรือ Facebook LINE twitter instagram ไปจนถึง TikTok
จุดที่แตกต่างระหว่าง Digital Marketing กับ Traditional Marketing ก็คือ แม้ Traditional Marketing จะมีการทำ “วิจัยตลาด” หรือ Marketing Research
และแม้จะ “การวิจัยตลาด” ของ Traditional Marketing ใช้เครื่องมือ Digital เช่น Google Form แทนการใช้เครื่องมือแบบเดิมคือแบบสอบถามหรือแบบสำรวจ ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว
ทว่า จุดที่แตกต่างกันระหว่าง “การวิจัยตลาด” ของ Traditional Marketing กับ Digital Marketing ก็คือ “การวิจัยตลาด” ของ Digital Marketing สามารถติดตามพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าได้มากกว่า “การวิจัยตลาด” ของ Traditional Marketing
หมายถึง “การวิจัยตลาด” ของ Digital Marketing สามารถติดตามพฤติกรรมได้อย่างทุกย่างก้าว หากลูกค้าใช้ Campaign Code ในการซื้อสินค้าหรือบริการ
แต่แต่แต่ แม้เราจะเพิ่งเข้าสู่ยุคทองของ Digital Marketing กันมาได้ไม่นาน ซึ่งหมายถึง ไม่ถึง 10 ปีดี ทว่า ยุคทองของ Digital Marketing กำลังจะสิ้นสุดลง จากการมาถึงของ Metaverse Marketing
ทันทีที่ Mark Zuckerberg ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook ไปเป็น Meta
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำแถลงการณ์ของเขา ที่บอกว่า นับแต่นี้ ทิศทางของ Meta (Facebook) ได้มุ่งไปสู่ Metaverse
ที่มีอุปกรณ์หลักคือเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งาน มองเห็น “ภาพเสมือน” หรือ Virtual ซึ่งให้ความรู้สึก ว่าผู้ใช้งานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภาพที่เห็นในจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแว่น VR
เหนือไปกว่านั้น Metaverse ไม่ใช่แค่การเห็น “ภาพเสมือนจริง” แต่มันคือ “โลกอีกใบ” หรือ “โลกคู่ขนาน” ที่จากนี้ไปจะเกิดขึ้นแบบนับไม่ถ้วน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ด้วย ว่าอยากจะอยู่ใน “โลกใบไหน”
และ “โลกใบใหม่” นี้เอง ที่ทำให้ Metaverse สร้างแรงสะเทือนขนานใหญ่ต่อ Brand ต่างๆ บน “โลกใบเก่า”
ทุกวันนี้ เราจึงเห็น การประกาศตัวเข้าสู่โลก Metaverse ของ Brand ต่างๆ นับไม่ถ้วน!
เรียกว่า Metaverse Marketing
เช่น Walt Disney Nike Gucci Coca Cola ที่สื่อสารผ่าน Avatar
เพราะ Avatar จากโลกเสมือนใบหนึ่ง สามารถไปปรากฏตัวในโลกเสมือนอีกใบหนึ่งได้ และผู้ใช้อาจจะมีร่าง Avatar หลายร่างที่แตกต่างกันก็ได้
ด้วยความหลากหลาย และจำนวนที่มากมายของ Avatar ทำให้เกิด Direct-to-Avatar หรือ D2A ซึ่งเป็น Marketing Model ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้ Avatar โดยเฉพาะ
เช่น คอนเสิร์ตเสมือนจริงของ Travis Scott ซึ่งจัดขึ้นผ่านเกม Fortnite ที่มีผู้เล่นเกมกว่า 12.3 ล้านคนร่วมชมการแสดงครั้งนั้นพร้อมๆ กัน

ความพิเศษของ Metaverse ก็คือ นักการตลาดสามารถเนรมิตความตื่นตาตื่นใจได้อย่างไม่จำกัด ยกตัวอย่าง คอนเสิร์ตเสมือนจริงของ Travis Scott ที่มีการร้องเต้นเล่นคอนเสิร์ตด้วยลูกเล่นที่เกินจริง
ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบให้ Travis Scott มีรูปร่างสูงใหญ่เท่ายักษ์ การยิงลำแสงออกมาจากตัวละครในเกมตามจังหวะเพลง การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมฉากหลังบนเวทีคอนเสิร์ต จากภูเขาไฟระเบิดให้กลายเป็นหิมะตกก็ย่อมได้
Walt Disney Nike Gucci Coca Cola ที่เข้าสู่ยุคทองของ Metaverse Marketing ก็หนีไม่พ้นเงื่อนไขเดียวกับคอนเสิร์ตเสมือนจริงของ Travis Scott
ที่ทั้งการ์ตูน สวนสนุก รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องดื่ม สามารถทำการตลาดเสมือนจริงแบบ Metaverse Marketing ได้อย่างไม่รู้จบ
ไม่ว่าจะเป็น การใช้ Metaverse ห้องลองเสื้อ ก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อในโลกจริง หรือว่าจะเป็นรูปแบบการจัดจำหน่ายสินค้าที่เชื่อมโยงกัน ยกตัวอย่าง การซื้อรองเท้า Nike ใน Metaverse ก็จะได้รับ Campaign Code สำหรับใช้ซื้อรองเท้าอีกคู่ในโลกจริง
ซึ่งหมายถึงคำว่า 1 แถม 1 ในยุคของ Traditional Marketing และ Digital Marketing นั่นเองครับ!












