มีการคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2568 งาน 85 ล้านตำแหน่งจะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร แต่จะมีงานที่เกิดขึ้นใหม่ 97 ล้านตำแหน่ง ที่ต้องการกำลังคนและส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และงานในด้านสะเต็ม (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM) เช่น วิศวกรหุ่นยนต์, ไอโอที, ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล ฯลฯ และด้านสังคม เช่น ผู้ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ, ผู้สนับสนุนด้านสังคมและอารมณ์ เป็นต้น
ขณะที่ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้อายุ จากข้อมูลพบว่าปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตมากกว่าคนเกิดใหม่ ถึง 20,000 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คนจะมีอายุยืนยาวขึ้น วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เรียนและทำงานจนเกษียณอายุ อาจต้องเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อตอบโจทย์การทำงานและชีวิตส่วนตัวในทุกช่วงวัย

ข้อมูลของ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ระบุว่า ทักษะอาชีพในอนาคตที่ขาดแคลน และมีความต้องการสูงในภาคอุตสาหกรรม อาทิ Digital marketing, Aerospace engineer, Food stylist, Automation engineer, Robotics control engineer, Biologist ฯลฯ หลักสูตรการศึกษาในอนาคต จึงควรมีทั้งแบบ degree และ non-degree เมื่อเรียนจบแล้ว ออกไปทำงาน และสามารถกลับมา reskill หรือ upskill แล้วไปเป็นผู้ประกอบการ หรือทำงานได้มากกว่า 1 อาชีพ
รายงานจัดทำโดย McKinsey Global Institute (MGI) เกี่ยวกับ “ทักษะ” ที่เป็นที่ต้องการของตลาดงานในอนาคต โดยจากการสอบถามบริษัทต่างๆ ถึง “next change” ขององค์กร และทักษะที่ต้องการให้มีการเตรียมพร้อม พบว่าบริษัทต่างๆ คาดหวังถึงทักษะด้านเทคโนโลยี (Technological skills) เป็นลำดับแรก โดยพบว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นถึง 60% ภายในปี 2030
ดังนั้นระบบการศึกษาจึงต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ทักษะอาชีพที่เปลี่ยนไปด้วย การพัฒนาจะค่อยๆ เปลี่ยนไปจากฝั่ง Supply side ไปสู่การร่วมออกแบบโมเดลการศึกษา พัฒนาคน ทั้งเชิงการทำงานและร่วมลงทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคที่ต้องใช้บุคลากร
เช่นเดียวกับ นักศึกษา ที่ต้องเป็นเป็นนักศึกษาตลอดชีวิต จากในอดีตทำงานถึงอายุ 60 เกษียณตัวเอง แต่ปัจจุบันควรต้อง reskill หรือ upskill เพื่อทำอาชีพใหม่ๆ นอกเหนือจากงานประจำที่เคยทำมา

เมื่อเดือนเมษายน 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็ได้ประกาศกฏกระทรวงว่าด้วยมาตรฐานการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและยกระดับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศและการพัฒนากำลังคนของประเทศ ให้มีความเชี่ยวชาญตามสาขาวิชาการหรือวิชาชีพที่ตนถนัด สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกได้
โดยกฎกระทรวงว่าด้วยมาตรฐานการอุดมศึกษา ประกอบไปด้วย 5 เรื่อง ได้แก่ 1. มาตรฐานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา 2. มาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา 3. มาตรฐานการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา 4. กำหนดมาตรฐานการอุดมศึกษาอื่น และ 5. มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา โดยจะมีผลใช้บังคับหลัง 180 วันจากวันที่ประกาศนี้
น่าจับตาสำหรับเรื่องที่ 1 และเรื่องที่ 2 คือมาตรฐานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะมีการปรับให้การจัดตั้งและมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาสอดคล้องกับโลกยุคใหม่ เช่น ไม่เน้นสิ่งปลูกสร้างแต่เน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย และยังมุ่งเน้นวัตถุประสงค์เดิมใน 4 เรื่อง คือ การจัดการเรียนการสอน การวิจัยและสร้างนวัตกรรม การบริการสังคม และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม มีการปรับเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรเพื่อให้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ยกเลิกเกณฑ์กลางระยะเวลาเรียน การเทียบโอนหน่วยกิต การสะสมหน่วยกิต ซึ่งสามารถนำผลลัพธ์ในการเรียนรู้มาสะสมในคลังหน่วยกิตเพื่อขอรับคุณวุฒิหรือปริญญาได้ โดยไม่จำกัดเรื่องอายุ คุณวุฒิของผู้เรียน และระยะเวลาในการเรียน ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในระบบของหลักสูตรและตอบสนองต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ขณะนี้ อว.กำลังเร่งดำเนินการจัดทำ ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนตลอดทุกช่วงวัย (Lifelong learning) ตามนโยบายที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในวัยทำงานและวัยเกษียณสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นการฝากและสะสมหน่วยกิตตามเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัย หรือสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก อว. โดยเมื่อสะสมหน่วยกิตได้ถึงระดับหนึ่งจะสามารถได้รับใบประกาศนียบัตรความเชี่ยวชาญ หรือปริญญาบัตร เพื่อแสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้และทักษะในด้านต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานและการทำธุรกิจได้ รวมถึงได้พัฒนาและเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน เพื่อเอาไปต่อยอดในการทำงาน พัฒนาตนเอง ตลอดจนสามารถสะสมไว้เพื่อการศึกษาต่อในระดับต่างๆ ได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานปลัด อว. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด เพื่อรองรับการศึกษาทุกช่วงวัย สอดรับกับการปฏิรูปอุดมศึกษา ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง












