ในยุคที่ “ธงไชย แมคอินไตย์” ยังเป็นพิธีกรรายการ “7 สีคอนเสิร์ต” คู่กับ “มยุรา ธนะบุตร” วงการเทปเพลงไทยกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุดจากความรุ่งเรืองของ “คาราบาว” “อัญชลี จงคดีกิจ” “นกแล” “อัสนี-วสันต์” “ไมโคร” “บิลลี่ โอแกน” “ดนุพล แก้วกาญจน์” “เฉลียง” “รวมดาว” “พรศักดิ์ ส่องแสง” และที่สำคัญก็คือตัว “ธงไชย แมคอินไตย์” เอง
แต่ผ่านมาถึง พ.ศ. 2565 รายชื่อศิลปินที่กล่าวมา หลายคนแม้จะยังไม่เลิกร้องเพลง แต่ก็พูดได้ว่าไม่ได้ประกอบอาชีพนักร้องอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว หลายวงยุติการออกอัลบั้ม แม้จะยังมีสมาชิกบางคนหรือศิลปินบางท่านยังออกผลงานเดี่ยว แต่ก็ถือได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จเช่นในอดีต แต่ “ธงไชย แมคอินไตย์” ยังคงเป็น “ศิลปินเบอร์หนึ่ง”
“ธงไชย แมคอินไตย์” เป็น “ศิลปินเบอร์หนึ่ง” ของไทยมากว่า 36 ปี แม้บางช่วงจะแผ่ว และห่างหายไปจากวงการ แต่เมื่อเขากลับมา ใครก็ต้องหลีกทางให้ และแม้ว่า “ธงไชย แมคอินไตย์” จะไม่ได้แต่งเพลงเอง แต่เขาก็ภูมิใจ และยืนหยัดกับการเป็นนักร้อง หรือที่เขาเรียกตัวเองว่า “Entertainer หมายเลขหนึ่ง” ของบ้านเรา ยืนระยะมาจนเลยวัยแซยิดมาเกือบ 5 ปีแล้ว

ไม่ได้แต่งเพลงเอง เสียงก็ไม่ได้ดีเป็น Diva แต่การนำเสนอ ทั้งมิวสิควิดีโอ ทั้งการแสดงหน้าเวที การจัด Theme ผลงาน เสื้อผ้าหน้าผม การให้สัมภาษณ์สื่อ ลีลาการพูด การสร้างภาพลักษณ์ การกำหนดปรากฏตัว ทั้งภาพยนตร์ ละคร โฆษณา ถ่ายแบบ
กล่าวโดยรวมก็คือ แม้ “ธงไชย แมคอินไตย์” จะไม่ใช่ศิลปินในความหมายของผู้สร้างผลงานได้ด้วยตนเอง และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง แต่เขามี “สัมผัสทางการตลาด” ที่ยอดเยี่ยม หลังจากลงมติเลือกเพลง เขาก็จับอารมณ์เพลงนั้นๆ ได้อย่างอยู่หมัด

“สัมผัสทางการตลาด” ที่ยอดเยี่ยมนี่เอง ที่ทำให้ “ธงไชย แมคอินไตย์” เป็น The Marketing Man ที่หาตัวจับได้ยากในวงการเพลงไทยสากล และคงไม่มีหลักสูตรการตลาดในสถาบันการศึกษาที่ไหนใช้หลักวิชาการเหมือนอย่างที่ “ธงไชย แมคอินไตย์” ใช้อยู่
แม้ฉากหน้าที่แฟนเพลงได้พบเห็น “Entertainer หมายเลขหนึ่ง” ของไทยขับเคลื่อนความบันเทิงอยู่บนเวที แต่ฉากหลังเป็นการทำการบ้านทางการตลาดอย่างหนัก คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ กลยุทธ์ทางการตลาด ทั้งรุก และรับ ด้วยระบบ “ทีมตลาดมืออาชีพ”
เพราะ “เพลง” เป็นอุตสาหกรรม เป็นพาณิชย์ศิลป์ เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม พูดอีกแบบก็คือ “ดนตรี” เป็นของซื้อของขาย ถ้าไม่ได้ทำแจกฟรีให้คนทั้งประเทศ ก็ต้องใช้ “หลักการตลาด” เข้ามาบริหารการขายเพลง สิ่งเหล่านี้ “ธงไชย แมคอินไตย์” เข้าใจดี

เพราะหากว่าเขาไม่เข้าใจ ก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่บนถนนดนตรีมาจนเข้าปีที่ 37 และอายุของศิลปินเองก็ใกล้ 65 ทว่า ยังสามารถโลดแล่นอยู่ในวงการด้วยเพดานบินชั้นบนสุด คือการเป็นศิลปินเบอร์หนึ่ง ที่แม้ค่ายเพลงคู่แข่งก็ไม่เคยออกมาโต้แย้งเลยสักครั้งเดียว
แม้ “ธงไชย แมคอินไตย์” จะไม่ใช่ศิลปินในความหมายของผู้สร้างผลงานได้ด้วยตนเอง และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง แต่เขามี “สัมผัสทางการตลาด” ที่ยอดเยี่ยม หลังจากลงมติเลือกเพลง เขาก็จับอารมณ์เพลงนั้นๆ ได้อย่างอยู่หมัดดังที่กล่าวไป

เพราะเบื้องหน้าของ “ธงไชย แมคอินไตย์” คือศิลปินเบอร์หนึ่ง และเบื้องหลังคือ Marketing Man ขั้นเทพ เบื้องหน้าของ “ธงไชย แมคอินไตย์” ในวัยย่าง 65 ยังโลดแล่น เดินหน้า และรักษาสถานะความเป็น “เบอร์หนึ่ง” เอาไว้ได้ ก็ด้วยการทำงานเบื้องหลัง คือหลักวิชา Marketing ซึ่งไม่มีสอนที่ไหน
เราคงไม่นับการ “รวมวง” ของ “ธงไชย แมคอินไตย์” กับศิลปินท่านอื่นเป็นครั้งแรกกับอัลบั้ม “ขนนกกับดอกไม้” เพราะนั่นเกิดขึ้นช่วงเวลาที่เขาพีคสุดๆ กับการประสบความสำเร็จในทศวรรษที่ 2530 ที่มีอัลบั้มรวมกันเกือบ 10,000,000 Copy
รวมถึงก่อนหน้านี้ที่เขาทำคอนเสิร์ต Featuring กับศิลปินชื่อดังแห่งยุค ไม่ว่าจะเป็น “พรศักดิ์ ส่องแสง” “อัญชลี จงคดีกิจ” หรือ “นกแล”
เพราะอัลบั้มสำคัญที่พิสูจน์ความเป็น Marketing Man ของ “ธงไชย แมคอินไตย์” คืออัลบั้ม “ชุดรับแขก” ที่แม้จะมีการเชิญศิลปินมากมายมาร่วมร้อง แต่ไฮไลท์สำคัญคือ “โจอี้ บอย” ในฐานะเบื้องหลังความสำเร็จของเพลง “แฟนจ๋า”
การ “รวมวง” ครั้งแรกกับ “จินตหรา พูนลาภ” ที่มาลงเสียงในเพลงดังกล่าว รวมทั้ง “มาทำไม” ส่งผลให้อัลบั้ม “ชุดรับแขก” ทำยอดขายไปแตะ 5,000,000 Copy เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่สถานะศิลปินเบอร์หนึ่งของ “ธงไชย แมคอินไตย์” เริ่มแผ่วลงไป
นั่นคือกลางทศวรรษที่ 2540 โดยก่อนหน้านั้น แม้ต้นสังกัดคือ Grammy มีความพยายามดัน “ธงไชย แมคอินไตย์” ให้ออกไปสู้กับตลาดเทปที่กำลังเข้าขั้นวิกฤตจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี Mp3 แต่ก็ดูเหมือนจะเข็นไม่ขึ้นกันทั้งระบบ

“ธงไชย แมคอินไตย์” จึงต้องออกแรงไป “รวมวง” กับร็อกเกอร์เบอร์หนึ่งในขณะนั้นคือ “เสกสรรค์ ศุขพิมาย” หรือ “เสก Loso” ในอัลบั้ม “เบิร์ด-เสก” ทำยอดขายไปแตะที่ 2,000,000 Copy คือบทพิสูจน์ความเป็น Marketing Man อีกครั้งกับการประคองสถานะ “เบอร์หนึ่ง”
โดยในปลายปี 2558 “ธงไชย แมคอินไตย์” จึงต้องออกแรงไป “รวมวง” อีกครั้งกับศิลปิน Indy ไม่ว่าจะเป็น 25 Hours ที่โด่งดังจากเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “กวน มึน โฮ” และวง Paradox
โดยนำขบวนมาโดย “Indy ตัวพ่อ” ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง คือ “โจอี้ บอย” ในโครงการ “รวมวง Thongchai” เพื่อยืนยันความเป็น Marketing Man อีกครั้ง
และหลังจากนั้น Model การ “รวมวง Rock” ปรากฏขึ้นกับอัลบั้ม Bird Marathon Project และล่าสุดกับอัลบั้มใหม่ 22 ที่ระดมนักดนตรี Super Group แถวหน้าแห่งวงการ Rock ไทยมาร่วมทำดนตรี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Concert เปิดอัลบั้ม 22 Singing Bird 2022 ตอน Lifetime Soundtrack ที่บัตร Sold-out ภายใน 1 ชั่วโมง จนต้องเพิ่มเป็น 3 รอบการแสดงอย่างคาดไม่ถึง
เป็นบทพิสูจน์การกลับมาของ Marketing Man ที่ชื่อ Bird “ธงไชย แมคอินไตย์” ในวัยย่าง 65 ปีครับ!
















