ไม่ใช่เรื่องง่ายในการสัมภาษณ์ Warren Buffett แห่งเอเชีย ผู้ที่ได้รับการยอมรับจาก Frankfurter Allgemeine Zeitung นิตยสารชั้นนำของเยอรมนี
แม้เขาจะมาให้ความเห็นที่ SALIKA หลายต่อหลายครั้ง แต่มุมมอง “นักการเงินระดับโลก” อย่าง Ronald Chan น่ารับฟัง จากเหตุผลที่เขาเป็นมืออาชีพตัวจริงในแวดวงการเงินระดับโลก และยังเป็นนักเขียนนักวิชาการด้านการเงินที่น่าจับตามอง
Ronald Chan สำเร็จการศึกษาสาขาการเงินและการบัญชีจาก NYU Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ปัจจุบันเป็น Chief Investment Officer (CIO) ให้กับบริษัท Chartwell Capital บริษัทบริหารการลงทุนในฮ่องกง นอกจากเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินแล้ว Ronald Chan ยังเป็นนักเขียนบทความต่างๆ ทางด้านการเงินให้กับนิตยสารต่างๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนแบบ Value Investing จำนวน 2 เล่มคือ Behind the Berkshire Hathaway Curtain: Lessons from Warren Buffet’s Top Business Leaders หรือ “ยอดผู้บริหารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์” และ The Value Investors: Lessons from the World’s Top Fund Managers หรือ “บทเรียนจากผู้จัดการกองทุนชั้นนำของโลก”
“สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล” อาสาพาไปจับเข่าคุยกับ Ronald Chan มาฝากแฟน SALIKA อีกครั้ง
ถาม: สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน การแพรระบาดของไวรัส COVID ในขณะนี้ ผนวกกับวิกฤติราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น และรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ในฐานะนักลงทุนระดับโลกทางด้าน Value Investing คุณมองว่าเราจะรับมือต่อปัญหาที่ว่านี้อย่างไร
ตอบ: สถานการณ์ในขณะนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือการคงรักษาไว้ทางด้านกำลังซื้อของคุณ ต่อการลงทุนในบริษัทที่ยังคงให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่น การลงทุนในบริษัททางด้านพลังงาน หรือการลงทุนทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังคงให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยคุณไม่ต้องทำการลงทุนมากเกินกำลังทรัพยากรที่มีอยู่ หมวดธุรกิจเหล่านี้ เหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจแบบเงินเฟ้อค่อนข้างดีครับ
ในขณะเดียวกัน การปรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากธนาคารกลางของสหรัฐฯ ทำให้ดอลลาร์เป็นเงินสกุลที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากนักลงทุน อย่างเช่นผม ที่อยู่ฮ่องกง ซึ่งเงินสกุลฮ่องกง อิงกับเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐฯ ก็เลยทำให้เงินฮ่องกงได้รับประโยชน์ต่อการนำไปลงทุนในการซื้อหุ้น เพราะตอนนี้ มูลค่าของหุ้นในตลาดมีค่าถูกลง แต่ให้ผลตอบแทนทางด้านเงินปันผลที่น่าพอใจ รวมถึงการลงทุนในหมวดพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ก็เช่นเดียวกัน
ความกังวลของผมคือ ถ้าเงินดอลลาร์ฮ่องกงในอนาคต ได้ไปผูกกับเงินสกุลหยวนของจีน ก็อาจจะมีผลต่อการลงทุน แต่ผมคิดว่าทางผู้กำกับนโยบายของจีนคงไม่คิดที่จะทำอะไรในขณะนี้ หรืออาจจะไม่ทำอะไรต่อนโยบายดังกล่าวเลย เพราะนโยบายที่ผ่านมาถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อจีน นับแต่ปี ค.ศ. 1983 เรื่อยมา
ถาม: ถ้าภาคเศรษฐกิจต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ ที่ทำให้การกู้ยืมมีต้นทุนที่สูงขึ้น คุณคิดว่ากิจการทางด้านตลาดหลักทรัพย์จะรับมือต่อปัญหานี้อย่างไร
ตอบ: จากปัญหาทางด้านรัฐภูมิศาสตร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมมองว่า Globalization กำลังค่อนข้างจะกลายเป็น De-Globalization ไปแล้ว แถมเราต้องเผชิญกับปัญหาของ COVID-19 โดยแต่ละประเทศก็มีมาตรการรับมือที่แตกต่างกันไป ผมคิดว่าแต่ละชาติค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ถอยห่างจากกัน ไม่เหมือนแต่ก่อน สิ่งที่ตามมามีทั้งผลดีและเสีย ผลเสียก็คือ ในประเทศที่เน้นการนำเข้า คุณคงต้องประสบปัญหาจากเหตุดังกล่าว
อย่างไรก็ดี สภาวะเงินเฟ้อของโลกอาจจะดีต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่ต้องการจะเริ่มกระตุ้นภาคเศรษฐกิจอีกครั้ง และทางรัฐบาลญี่ปุ่น สามารถที่จะแทรกแซงราคาสินค้าในตลาดตนเองได้พอสมควร แต่อาจจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพราะตลาดของสหรัฐฯ นั้น ทางรัฐบาลอาจจะไม่สามารถเข้าไปควบคุมราคาสินค้าของตลาดได้ ผมจึงเห็นว่า มาตรการในการรับมือ COVID ของแต่ละชาติมีความแตกต่างกันไป ดังนั้น นโยบายทางด้านการออกนโยบายทางเศรษฐกิจก็ย่อมแตกต่างกันไปเช่นกันครับ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่มีการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาอย่างมากมาย และการมีนโยบายดอกเบี้ยที่ต่ำในสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2020 นั้น ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีผลประกอบการดีมากในช่างระหว่างปี ค.ศ. 2020 และปี ค.ศ. 2021 แต่นโยบายในปี ค.ศ. 2022 อาจจะหมายถึงการพิมพ์เงินออกมาทั้งที่ระบบเศรษฐกิจอาจมีการชะลอตัวลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจได้ ในทางตรงกันข้าม นโยบายของจีนไม่ได้มีการพิมพ์เงินออกสู่ระบบเศรษฐกิจเหมือนสหรัฐฯ และทางรัฐบาลจีนได้ทำการควบคุมภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการจัดการบริหารอุตสาหกรรม และต่อมาทางจีนก็ได้มีการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มขึ้นอีก หมายความว่า เศรษฐกิจจีนจะไม่มีปัญหามากนักในปีหน้า โดยขณะที่ทางสหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะเศรษฐกิจถดถอยครับ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรากำลังอ่านทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่ผมคิดว่าเราต้องเราต้องรู้ทิศทางของเศรษฐกิจท้องถิ่นของเราให้ลึกซึ้งให้มาก โดยอย่าพยายามที่จะมองหาสถานที่การลงทุนตามที่ต่างๆ บนโลกนี้ที่ไกลจากตัวเราที่เราไม่สามารถสัมผัสกับสถานที่เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง ผมถือว่าแนวคิดดังกล่าว ช่วยให้เรารับมือต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนขณะนี้
ถาม: ปัญหาการระบาดของ COVID ระลอกใหม่ในขณะนี้ เริ่มปรากฏมากขึ้นในเอเชียอย่างเช่นที่ญี่ปุ่น คุณคิดว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะต้องถอยหลังกลับไปสู่สภาพเดิมในช่วง COVID อย่างหนัก ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมาก คุณกังวลหรือไม่ว่าโลกอาจจะต้องเผชิญกับการถดถอยของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ตอบ: ผมอยากยืมคำพูดของ Franklin D. Roosevelt อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ความกลัวนั้นไม่มี นอกจากกลัวกันไปเอง” อย่างคำว่า COVID-19 เคยเป็นคำที่น่ากลัวมากในตอนแรก แต่ทุกวันนี้ มันไม่ได้มีน่ากลัวในนิยามเดิมอีกแล้ว การที่เราสามารถผลิตวัคซีน และสายพันธุ์ไวรัสที่เราเผชิญอยู่นี้ไม่มีความรุนแรงเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิตจาก COVID ลดน้อยลงเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยตัวผมเองก็ติด COVID ด้วยครับ และผมรู้สึกว่าในอนาคตอันใกล้ การระบาดของไวรัสจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งทำให้เราสามารถอยู่กับมันได้ และถามว่า โลกเราต้องเผชิญกับสภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกหรือไม่นั้น ผมอยากจะอ้างคำพูดที่มักพูดกันว่า “ถ้าอเมริกาจาม โลกทั้งโลกจะพากันติดหวัดไปหมด” แน่นอนครับ พวกเราคงต้องได้รับผลกระทบกันไปหมด แต่อย่างที่ผมได้พูดไว้ ว่าโลกของเราค่อนข้างกลายเป็นโลกของ De-Globalized มากขึ้นทุกที ดังนั้น สภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก อาจจะไม่มีผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั้งโลกก็เป็นได้
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.chartwell-capital.hk/chartwells-ronald-chan-presented-at-the-london-value-investor-conference-2019














