ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า แม้ว่าเมืองใหญ่อย่าง กทม.จะมีสถานศึกษาชั้นดีมากมาย แต่ในอีกด้านกลับพบความเหลื่อมล้ำสูงมาก เพราะท่ามกลางความศิวิไลซ์ก็มีโรงเรียนในชุมชนยากจนที่ขาดแคลนทรัพยากรอยู่อีกจำนวนไม่น้อย
ที่น่าตกใจอย่างมากคือครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษในกรุงเทพฯ มีรายได้เพียง 1,964 บาทต่อคนต่อเดือน ต่ำกว่าเส้นความยากจนทั่วประเทศ ซึ่งกำหนดอยู่ที่ 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน เท่ากับว่า เด็กยากจนใน กทม. จนกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ
ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ข้อมูลการสำรวจเด็กยากจนพิเศษ 1,408 คนใน กทม. มีเพียง 7 คนที่เข้าถึงคอมพิวเตอร์ระหว่างช่วงการเรียนออนไลน์ อีก 1.7% ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า 4% ยังใช้น้ำบาดาล และ 59% ไม่มีโทรทัศน์ เด็กหลายคนต้องออกไปช่วยครอบครัวหารายได้ จนหลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่สามารถเติบโตเป็นแรงงานที่มีคุณภาพได้ อันเนื่องมาจากสาเหตุหลักคือ “ความยากจน” นั่นเอง
การแก้ปัญหาความยากจนของคนเมืองหลวง โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” ถูกหยิบยกเป็นวาระเร่งด่วน มีการจับมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ถือฤกษ์เดือนสิงหามหามงคล เดินหน้าแก้ปัญหาคนจนเมืองแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ในพื้นที่นำร่อง 3 เขตคือ ป้อมปราบศัตรูพ่่าย-พระโขนง-คันนายาว ตั้งเป้าปูพรมฟังเสียงคนจนไม่น้อยกว่า 19,000 ครัวเรือน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. กล่าวถึงโครงการนี้ว่า บพท.สามารถบรรลุความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่กรุงเทพมหานครแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ด้วยองค์ความรู้ที่ บพท.ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างได้ผลมาแล้วใน 20 จังหวัด
“โครงการความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะนำร่องใน 3 เขต คือเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระโขนง และเขตคันนายาว ด้วยชุดความรู้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำใน 20 จังหวัดเป็นแม่แบบ” ผอ.บพท. กล่าว

ดร.พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การคัดเลือกพื้นที่ 3 เขตนำร่อง ในการแก้ปัญหาความยากจนในกรุงเทพมหานคร อาศัยบทเรียนการทำงานแก้จนของ บพท. ใน 20 จังหวัดเป็นแนวทางดำเนินการ โดยคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบการแก้ปัญหาความยากจนในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ขณะที่คณาจารย์สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง รับผิดชอบในเขตพระโขนง และ พอช. รับผิดชอบในเขตคันนายาว
“การดำเนินโครงการแก้ไขความยากจนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป โดยจะใช้ฐานข้อมูลคนจนจากข้อมูลสำมะโนประชากรของฝ่ายพัฒนาชุมชน สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครเป็นหลัก เพื่อวางแผนปูพรมเก็บข้อมูลคนจนอย่างละเอียดให้ได้ไม่น้อยกว่า 19,000 ครัวเรือนครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 เขต”

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครในยุคนี้มีความตั้งใจและจริงจังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาคนจนเมือง ยิ่งกว่านั้นยังรู้สึกดีใจมากที่ได้สนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาคนจนเมืองร่วมกับหลายหน่วยงาน กระบวนการแก้ปัญหาคนจน จะเริ่มจากการเก็บข้อมูลก่อน แล้วนำไปวิเคราะห์และออกแบบแนวทางแก้ปัญหา โดยพยายามทำให้คนจนมีบ้าน แล้วหาหนทางช่วยเขาเข้าหาแหล่งเงินทุนได้ และช่วยพัฒนาให้เขามีอาชีพที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ บพท.มีประสบการณ์อยู่แล้ว
ขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครขอยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายในการเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่กรุงเทพมหานครไปด้วยกัน และยินดีที่จะรับเอาชุดความรู้ในการแก้ปัญหาความยากจนไปสานต่อ
“ผมเชื่อเสมอว่าไม่มีจุดมุ่งหมายใดที่ไหนที่เราไม่สามารถทำได้ โดยความพยายามของเรา ผมยังใช้คำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ‘แม้ไม่เห็นฝั่งเราก็จะว่ายไปท่ามกลางมหาสมุทร โภคะทั้งหลายไม่เสร็จเพราะเพียงคิดเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราจะทำโภคะให้สำเร็จเราต้องทำวันนี้’ เราเริ่มจุดที่สำคัญที่เราจะเดินต่อไป หาความแม่นยำ หากระบวนการที่จะทำให้งานนี้เดินต่อไปได้ ต้องขอบคุณสภาอุตสาหกรรมที่ส่งตัวแทนมาร่วม เราได้ตัวแทนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ตัวแทนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้ตัวแทนจากทุกภาคส่วน แล้วต้องขอบคุณ บพท.และ พอช.ที่มาร่วมกัน”












