วงการฟุตบอลโลกที่กำกับการแสดงโดย FIFA กำลังค่อยๆ เสื่อมลงเรื่อยๆ โดยที่ FIFA เองไม่เคยแม้กระทั่งจะคิด
ว่ากีฬามหาชนอย่างฟุตบอลในเวลานี้ กำลังถูกโถมทับด้วยการพนัน ถ้าเปรียบกับ The Iceberg Theory หรือ “ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง”
ส่วนที่ลอยพ้นน้ำทะเลคือยอดภูเขานิดเดียว ซึ่งเท่ากับความเป็นเกมกีฬายอดนิยมของฟุตบอล
น้ำทะเลที่ท่วมภูเขาทั้งลูกอยู่ คือเม็ดเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันฟุตบอลในทุกระดับที่ FIFA ให้การรับรอง
โดยบริเวณฐานและเนื้อภูเขาน้ำแข็งส่วนใหญ่ 90% เปรียบได้กับปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน
เป็น “ทางแห่งความเสื่อม” ที่ค่อยๆ กัดเซาะกีฬาฟุตบอลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่า มันกลับถูกมองข้ามและไม่ได้รับการพูดถึง
เนื่องจากคนส่วนใหญ่มองฟุตบอลจบเป็นเกมๆ ยิ่งหากมีการพนันเข้ามาพัวพันด้วยแล้ว แทบจะไม่สนใจรายละเอียดอะไรเลย เพราะใจจดใจจ่ออยู่กับผลการแข่งขัน
ปัญหาหนึ่งซึ่งสั่งสมมาอย่างยาวนานก็คือ ความยุติธรรมของผู้ตัดสินในสนาม
เมื่อ FIFA ไม่ยอมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการกับปัญหาที่คาราคาซัง ผู้ตัดสินบางคนที่ทำงานผิดพลาด ผลลัพธ์คือความตาย ที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศโคลอมเบีย ประเทศไทย และในอีกหลายๆ ประเทศ

แม้ FIFA จะเคยนำ Goal-Line Technology มาใช้ในการตัดสินฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า Goal Control ทว่า ระหว่างการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว เรียกได้ว่า แทบจะไม่ได้ใช้ Goal-Line Technology ที่ชื่อ Goal Control อย่างเป็นจริงเป็นจังสักเท่าไหร่
รูปแบบของ Goal-line technology คือมีการตั้งกล้องวิดีโอความเร็วสูงเอาไว้หลายตัวและหลายมุมจับทุกความเคลื่อนไหวทุกนาทีในสนาม โดยนำเซนเซอร์ไปวางเอาไว้ในแนวเดียวกับเส้นประตูและที่ตัวลูกฟุตบอล เพื่อคอยตรวจจับความเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอล ว่าวิ่งข้ามผ่านเส้นประตูเข้าไปในกรอบประตูหรือตาข่ายประตูหรือยัง
ว่ากันตามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบเซนเซอร์แล้ว ลักษณะการเซนเซอร์นั้นมีหลายแบบ อาทิ การใช้เส้นแสงตรวจจับคนเดินเข้าออก ที่นิยมใช้กับประตูลิฟท์โดยสารขึ้นลงตึกสูงหรือประตูเลื่อนอัตโนมัติร้านเซเว่นอีเลฟเว่นบางสาขาที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
Goal-line technology เปรียบไปก็คล้ายกับเทคโนโลยีกล้องที่สี่แยกไฟแดงใหญ่ๆ ที่ติดตั้งไว้คอยตรวจจับรถผ่าไฟแดง คือการใช้เส้นแสงวางแนวไว้ตรงกับเส้นขาวหยุดรถหลังเสาสัญญาณไฟเขียวไฟแดง โดยจะทำงานร่วมกับกล้องวิดีโอความเร็วสูงที่จะแพนตามติดไปที่ทะเบียนรถด้านท้ายของรถที่ผ่าไฟแดงแล้วถ่ายเป็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเอาไว้เป็นหลักฐานยืนยันการกระทำผิดกฎจราจร
ใครที่เป็นคอบอลในระดับแฟนพันธุ์แท้ คงรู้สึกหงุดหงิดใจกับการตัดสินของกรรมการในบางแมทช์ ยิ่งถ้าเป็นคนที่รักความยุติธรรมอาจถึงกับทนไม่ได้กับดุลยพินิจของกรรมการบางคน ยังไม่ต้องพูดถึงแฟนบอลระดับสตั๊ดติดปลายนวมหรือบรรดานักพนันทั้งหลาย ที่มักระเบิดอารมณ์กับลีลาของกรรมการในบางเกม
เพราะการตัดสินการแข่งขันฟุตบอลที่ใช้ดุลยพินิจของมนุษย์นั้น แน่นอนว่า แม้จะมีกฎกติกาซึ่งได้ประกาศออกไปเป็นที่เข้าใจกันทั่วโลกรองรับ ทว่า ทุกกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ และแม้กระทั่งกฎหมาย ยังมีช่องว่างให้ปัจจัยต่างๆ สอดแทรกเข้าไป ยังไม่นับช่องโหว่ของข้อกฎหมายที่ต้องอาศัยการตีความตามมา ฯลฯ
จะว่าไป ช่องโหว่ของการตัดสินเกมฟุตบอล ก็เหมือนกับกฎกติกาหลายอย่างในหลายวงการ เพราะในบางครั้งรายละเอียดหรือช่องว่างเพียงเล็กน้อย กลับถูกตีความหรือใช้ดุลยพินิจตัดสินเรื่องราวไปคนละทิศคนละทาง จากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนผิดเป็นคนถูก จากคนถูกเป็นคนผิด กันไปเป็นคนละเรื่อง
ปัญหาการตัดสินฟุตบอลในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของช่องว่างทางกติกาที่ไม่สามารถชี้ชัดหรือตีความได้อย่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในวินาทีชี้เป็นชี้ตายในสนาม จึงต้องอาศัยดุลยพินิจของกรรมการในสนามเป็นผู้ตัดสินคดีความในพื้นที่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น กรุณาอย่าถามถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้น
ประเด็นที่พบบ่อยระหว่างเกมการแข่งขันฟุตบอลที่เป็นปัญหาคาบลูกคาบดอก หรือถ้าเป็นภาษาลูกหนังขนานแท้ก็คงต้องเปรียบเทียบกับลูกกึ่งยิงกึ่งผ่าน ในบรรดาปัญหาการตัดสินฟุตบอลที่ฉวยใช้ช่องโหว่ของกฎกติกามาอยู่ที่การตัดสินใจหรือดุลยพินิจของผู้ตัดสินก็มีตั้งแต่ล้ำหน้า เตะมุม ฟาวล์ เหลือง แดง เข้า-ไม่เข้า
และแล้ว ในปี ค.ศ. 2014 การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิล FIFA หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ก็อดรนทนคำเรียกร้องอย่างรุนแรง แปลเป็นไทยก็คือ คำด่า ไม่ไหวอีกต่อไป FIFA จึงได้ทำการ Start-up หรือริเริ่มประเดิมใช้นวัตกรรม Goal-line หรือการใช้เทคโนโลยีกล้องหลายตัวที่ติดตั้งบริเวณประตูฟุตบอล
นอกจากกล้องที่ใช้จับภาพแล้ว ยังมีเทคโนโลยีเซนเซอร์เอาไว้คอยดักความเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอล ว่าข้ามเส้นประตูในขอบเขตที่กำหนดหรือไม่ อย่างไรก็ดี แม้ว่า Goal-line จะมีประสิทธิภาพเพียงไร แต่องค์กรล้าหลังอย่าง FIFA กลับไม่เดินหน้าใช้ Goal-line ต่อหลังจบฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล
และแม้ว่าเทคโนโลยี Goal-line จะเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่ของกติกาฟุตบอลในกรณีลูกเข้าหรือไม่เข้าประตูเพียงประเด็นเดียว แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีนวัตกรรมอะไรมาช่วยอุดช่องว่างในกฎเกณฑ์ลูกหนังเลย ทั้งๆ ที่ปัจจุบัน โลกของเราเข้าสู่ยุค 4.0 มาแล้วอย่างเต็มตัวก็ตาม แต่แล้ว ล่าสุด เดเอฟเบ ได้ขยับ
สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน (Deutscher Fußball-Bund) หรือ “เดเอฟเบ” (DFB) ได้ริเริ่มเทคโนโลยีใหม่ ที่มีชื่อว่า Video-Assistant Referee หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า VAR เข้ามาเพื่อช่วยให้การตัดสินฟุตบอลมีความโปร่งใส เป็นจุดริเริ่มในการค่อยๆ ยกเลิกระบบดุลยพินิจที่กัดเซาะและค่อยๆ บ่อนทำลายความนิยมในเกมลูกหนังให้ลดลงทีละน้อย โดยที่ไม่รู้ตัว
“เดเอฟเบ” ได้ประกาศใช้ VAR ในฟุตบอลลีกเยอรมนี หรือบุนเดสลีกา โดย VAR สามารถนำมาใช้ใน 4 สถานการณ์ คือ จังหวะการยิงประตู เหตุการณ์ในกรอบเขตโทษ โดยเฉพาะลูกจุดโทษ, การแจกใบแดงย้อนหลังในเหตุการณ์ที่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น และกรณีผู้ตัดสินแจกใบเหลืองใบแดงผิดพลาด
VAR จึงถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของ FIFA เพื่อต่ออายุความนิยมในเกมฟุตบอลของ FIFA ต่อไปท่ามกลางความเสื่อมถอยที่กำลังเกิดขึ้นทีละน้อย เหนือสิ่งอื่นใด VAR เปรียบเสมือนเปาบุ้นจิ้น 4.0 ที่เกิดขึ้นมาเพื่อผดุงความยุติธรรม ล้มกระดานดุลพินิจจอมปลอมที่สร้างปัญหาให้กับวงการฟุตบอล?
แต่ทำไปทำมา หลังจากใช้ VAR มาได้ระยะใหญ่ๆ วงการฟุตบอลได้ตั้งคำถามกับ VAR ว่าเป็นระบบที่ยุติธรรมจริงหรือ?
หรือ FIFA ต้องหาเทคโนโลยีใหม่มาแทนที่การตัดสินเรื่อยไป เพราะ VAR เองก็มีข้อสงสัยค่อนข้างมาก และดูเหมือนว่ากำลังเดินไปสู่ความเสื่อมอีกครั้งหรือไม่?













