เตรียมตัวอย่างไร? เมื่อคำทำนายยูเอ็นเผย ภัยพิบัติโลก จะถาโถมอีกปีละ 560 ครั้ง ภายในปี 2030

ล่าสุด หลายคนคงตกใจไม่น้อยกับภาพน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มใจกลางกรุงโซล ที่ว่ากันว่าเป็นมหาอุทกภัยที่หนักสุดในรอบ 80 ปี และ ภัยพิบัติใหญ่ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 รายและสูญหายอีก 6 ราย โดยนี่เป็นเพียงหนึ่งใน ภัยพิบัติโลก ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากที่โลกพยายามส่ง “สัญญาณภาวะโลกรวน” ซึ่งไม่ใช่แค่น้ำท่วม ดินถล่ม ทว่า โลกจะเผชิญกับภัยพิบัติอีกหลายรูปแบบ ที่จะเกิดบ่อยขึ้นแบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัว


ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดน้ำท่วมถล่มกรุงโซลครั้งนี้โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กกรณีเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงโซล เกาหลีใต้ ครั้งใหญ่นี้ว่า
“ฝนที่กระหน่ำรุนแรงในพื้นที่เล็กๆ เป็นเหตุการณ์ที่เราเจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในภาวะโลกร้อน เมื่ออากาศร้อนจุไอน้ำได้มากขึ้น เมฆแต่ละก้อนมีน้ำมากขึ้น พร้อมที่จะเทโครมลงมา การเตรียมการของมนุษย์ที่ยึดข้อมูลจากอดีตอาจไม่เพียงพอสำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และที่สำคัญ เราเป็นคนทำให้โลกเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ และเราจะได้รับผลต่อไป ตราบใดที่เรายังคิดว่าโลกร้อนยังอีกนาน เพราะมันไม่นานแล้วครับ มันเดี๋ยวนี้ครับ”
ภัยพิบัติโลก
ข้อมูลข้างต้นจาก ดร.ธรณ์นี้ ก็ไปสอดคล้องตรงกันกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกที่เห็นตรงกันว่า สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น เกิดบ่อยครั้งขึ้นนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก หรือ Climate change ซึ่งส่งสัญญาณ SOS รัวๆ ให้ประเทศต่างๆ ในประชาคมโลกต้องหาทางป้องกันและรับมือกับ ภาวะโลกรวน นี้อย่างจริงจังขึ้น
ขณะที่ สำนักงานเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UNDRR) ออกโรงเตือนประชาคมโลกตามรายงานฉบับล่าสุดว่าเกิดภัยพิบัติขนาดกลางและขนาดใหญ่ปีละ 350-500 ครั้งทั่วโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับเตือนว่า ภัยพิบัติโลก รวมทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาดและอุบัติเหตุเกี่ยวกับสารเคมี จะเพิ่มมากขึ้นอีกเป็นปีละ 560 ครั้ง หรือเฉลี่ยวันละ 1.5 ครั้งภายในปี 2030 ชีวิตมนุษย์หลายล้านคนทั่วโลกต้องตกอยู่ในอันตราย และกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนเพิ่มจำนวนภัยพิบัติโลก
นอกจากนั้น รายงานล่าสุดของยูเอ็นระบุด้วยว่า เอเชียแปซิฟิกได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหนักที่สุด สูญเสีย GDP ร้อยละ 1.6 ต่อปี และประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไม่เท่ากัน ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสูญเสีย GDP เฉลี่ยร้อยละ 1 ต่อปี ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสูญเสีย GDP ร้อยละ 0.1-0.3 ต่อปี
โดยภัยพิบัติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและไฟป่า ซึ่งจะมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง หรือ climate change แต่การตัดสินใจของมนุษย์ในการรับมือปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนั้น กลับแก้ปัญหาอย่างคับแคบเกินไป และยังมองในแง่ดีมากเกินไป เกี่ยวกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ ทำให้ขาดการเตรียมตัวรับมือที่พร้อม

และต่อไป ภายในปี 2030 ผลกระทบจากภัยพิบัติยังหนักหน่วงขึ้นอีก เนื่องจากประชากรขยายตัวเพิ่มขึ้นในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ทำให้จำนวนผู้ประสบภัยและเดือดร้อนจากภัยพิบัติ จึงเพิ่มสูงขึ้น
ที่ผ่านมา ทุกเวทีที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน จะมีการหยิบยกเอาประเด็นเรื่องที่พวกเราทุกคนและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อโลกใบนี้ เพื่อแก้ปัญหา “ภาวะโลกรวน” นี้อย่างยั่งยืน ยกตัวอย่าง ในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 7 ประจำปี 2565 (Global Platform for Disaster Risk Reduction 2022: GP2022)
โดยการประชุมประชุมฟอรัมหลักระดับโลก (Global forum) ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อการประเมินและหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินการตามกรอบปฏิญญาเซนได (Sendai Framework for Disaster Risk Reduction 2015-2030) เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ จัดขึ้นโดยสำนักงานสหประชาชาติสำหรับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ หรือ United Nations Office for Disaster Risk Reduction (UNDRR) ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ผ่านมา ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
globalplatform.undrr.org
ภายในงาน มีการระดมสมอง เพื่อนำเสนอทางออกของปัญหาภายใต้หัวข้อ “From Risk to Resilience: Towards Sustainable Development for All in a COVID-19 Transformed World” หรือ “จากความเสี่ยงสู่การตั้งรับปรับตัว: มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน บนโลกที่ถูกพลิกโฉมด้วย COVID-19” ซึ่งมีผู้แทนจากทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมประมาณ 5,000 คนจาก 193 ประเทศ เป็นผู้เข้าร่วมการประชุมการหารือในครั้งนี้
ในการประชุม GP2022 ปีนี้ สะท้อนบทเรียนจากการเกิดการระบาดใหญ่อย่าง COVID-19 ที่ทำให้เห็นว่าวาระการดำเนินการในด้านการป้องกันและการลดความเสี่ยงนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับชุมชนผู้เปราะบาง
หากประชาคมโลกต้องการที่จะบรรลุอนาคตที่มีความยั่งยืนแก่ทุกคน นานาชาติจำเป็นจะต้องแสดงความร่วมมือและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อหาวิธีการขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก พร้อมทั้งสำรวจวิธีการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย/ภัยพิบัติ และวิธีการสร้างระบบที่แข็งแรงสำหรับการจัดการความเสี่ยงจากจากสาธารณภัย/ภัยพิบัติทุกประเภท
Mami Mizutori
Mami Mizutori // globalplatform.undrr.org
Mami Mizutori ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ ด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Special Representative of the Secretary-General for Disaster Risk Reduction) กล่าวในการประชุมว่า
“เวทีการประชุมระดับโลกนี้เป็นโอกาสสำหรับประชาคมโลกในการรวมตัวกันเพื่อเรียนรู้จากโศกนาฏกรรม COVID-19 ด้วยการประเมินความสำเร็จและความท้าทายในการปฏิบัติงานเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเพื่อเร่งความก้าวหน้าสู่การตั้งรับปรับตัวจากภัยพิบัติและการพัฒนาที่ยั่งยืน” และเสริมอีกว่า “โลกได้เผชิญกับวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เพียงแต่ในเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือสงครามในยูเครนเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดทำให้ความพยายามทุกอย่างหยุดชะงัก”
globalplatform.undrr.org
ผลลัพธ์จากเวทีการประชุม Global Platform for Disaster Risk Reduction ดังกล่าว นำมาสู่ “Bali Agenda for Resilience” หรือ “วาระบาหลีว่าด้วยการตั้งรับปรับตัว” เพื่อขจัดช่องโหว่ของการจัดการความเปราะบางที่เผยขึ้นมาให้เห็นชัดภายใต้การระบาดของโควิด-19 และหลีกเลี่ยงผลจากการคาดการณ์ว่าโลกจะต้องเผชิญ “ภัยพิบัติขนาดกลางและขนาดใหญ่เฉลี่ยวันละ 1.5 ครั้ง จนถึงปี 2573 เว้นแต่ประเทศต่างๆ จะเร่งดำเนินการป้องกันและลดความเสี่ยง” โดยมีใจความสำคัญบางประการ ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ของทุกประเทศในประชาคมโลกสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเตรียมตัวรับมือกับ ภัยพิบัติโลก ที่ต่อไปจะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
  • ควร “คำนึงถึงการตั้งรับปรับตัว” (Think Resilience) ในการลงทุนและการตัดสินใจ โดยบูรณาการประเด็นการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย/ภัยพิบัติให้ทั้งการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและสังคมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติสาธารณภัย/ภัยพิบัติต้องถูกบูรณาการเข้าไปยังแกนกลางของนโยบายพัฒนา ทั้งในด้านการเงิน กฎหมาย  และแผนการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี ค.ศ. 2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • การพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัตินานาประเภทล่วงหน้า (multi-hazard early warning systems) โดยจะต้องครอบคลุมทุกชุมชนที่มีความเสี่ยงให้มากที่สุด
  • การฟื้นฟูและการสร้างใหม่จะประสบความสำเร็จมากที่สุดเมื่อขับเคลื่อนโดยชุมชนเอง และให้การสนับสนุนโครงสร้างในท้องถิ่นและกลไกการสร้างความสามารถในการตั้งรับปรับตัวที่อยู่เดิม
  • มีข้อจำกัดในความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับภัยพิบัติที่อุบัติใหม่และจะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะที่นโยบายของภาครัฐยังคงทำงานในเชิงรับ
นอกจากนั้น สำหรับประชาชนแล้ว การเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติหลากรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดคิด เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษา เพื่อความไม่ประมาท ซึ่งทาง กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้นำเสนออินโฟกราฟิกดีๆ ที่แสดงให้เห็น 6 วิธีเรียนรู้ รับมือภัยพิบัติ ดังนี้

ที่มา :


แชร์วิธีรับมือสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเพิ่มเติม

ภาคธุรกิจไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกบนเวที ‘ดัชนีความยั่งยืนระดับโลก’

‘How to Avoid a Climate Disaster’ ชวนมาแก้ปัญหาโลกร้อนแบบลงลึก ฉบับ Bill Gates

Deloitte เผย 5 แนวโน้ม พลังงานหมุนเวียน ที่จะมาเปลี่ยนอนาคตการใช้พลังงานในทศวรรษนี้