Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.225

“สี จิ้นผิง” จ่อคุย “ไบเดน” ประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ หาทางออกจากวิกฤต

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่จีนกำลังเตรียมการสำหรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการเดินทางเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบปะกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน โดย ปธน.สีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของกลุ่ม G20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน ก่อนที่จะเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในวันที่ 18 พฤศจิกายน แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังจัดเตรียมสำหรับการประชุมทวิภาคีระหว่างผู้นำของจีนและสหรัฐ โดยอาจมีขึ้นนอกรอบการประชุม G20 หรือการประชุมเอเปค ซึ่งการเตรียมการยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ “จีนสนับสนุนอินโดนีเซียและไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดดังกล่าว และจีนพร้อมที่จะทำงานกับทุกฝ่ายเพื่อส่งเสริมให้การประชุมประสบความสำเร็จ” กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงตอบต่อข้อซักถามของวอลล์สตรีท เจอร์นัล เกี่ยวกับการเดินทางของปธน.สี

“เอนก” ชี้ มหาวิทยาลัยยุคใหม่ต้องเข้าหาชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในการประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand Annual Conference 2022 ที่โรงแรมเรือรัษฏา จังหวัดตรัง โดยให้การสนับสนุนเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคม โดยมหาวิทยาลัยต้องไม่ใช่มุ่งการสอนอย่างเดียว แต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ หรือ engagement กับสังคมด้วย ทั้งในเชิงพื้นที่ เชิงท้องที่ เชิงท้องถิ่น เชิงสังคม เชิงชุมชน ตั้งแต่ชุมชน ตําบล หมู่บ้าน เมือง จนถึงมหานคร เช่น มทร.หลายแห่งมีปฏิสัมพันธ์ความร่วมมือกับจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย หรือจะเป็นระดับภาค ระดับประเทศ รวมทั้งองค์กรธุรกิจเอกชนก็ได้ เพื่อให้เกิดงานวิจัยแบบวิสาหกิจหรือกับชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งมีพลังมากกว่า เราต้องไม่เก็บตัวอยู่กันในหอคอยงาช้างอีกต่อไป แต่ต้องพร้อมที่จะออกจากหอคอยงาช้างไปช่วยคนอื่น ไปเรียนรู้จากวิกฤต ไปเรียนรู้จากปัญหา แล้วก็เอาประสบการณ์กลับเข้ามายังมหาวิทยาลัย สร้างขึ้นมาเป็นความรู้ที่สูงกว่าเดิม

ยางไทยยืนเบอร์ 1 แชมป์โลกส่งออก ครองสัดส่วนตลาดจีน 49%

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 4/2565 ณ ห้องประชุมรัษฎา อาคาร 2 ชั้น 2 การยางแห่งประเทศไทย โดยกล่าวว่า สถานการณ์ตลาดและการส่งออกครึ่งปี 2565 ไทยยังครองตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลกด้วยปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง 2,190,065 ตัน โดยเฉพาะจีนนำเข้ายางไทยเป็นอันดับหนึ่ง ครองมาร์เก็ตแชร์ถึง 49% รวมทั้งรายงานความก้าวหน้าของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดย กยท. เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคายาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังยืดเยื้อส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อต้นทุนการผลิต ระบบโลจิสติกส์ สถานการณ์เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและภาวะตลาด ทำให้ราคาผันผวน จำเป็นต้องเพิ่มกลไกและมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อสร้างโอกาสในวิกฤต โดยเน้นการบูรณาการทำงานจากหลายภาคส่วนร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตรกร และ สถาบันเกษตรกร

“เยาวราช-เจริญกรุง” ต่อยอดศิลปะฝาท่อสู่คิวอาร์โค้ดสร้างหมุดหมายทางวัฒนธรรมสู่สายตาชาวโลก

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประชุมร่วมกับ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะ พร้อมด้วย รศ.จักรพันธ์ วิลาสินีกุล นักวิจัยจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมหารือเรื่องการขยายผลงานวิจัย โดยนำเทคโนโลยีและศิลปะมาพัฒนาเมืองผ่านประติมากรรม ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่ที่ศึกษา คือ เยาวราช-เจริญกรุง และสำเพ็ง โดยใช้แผนที่ทางวัฒนธรรม สำหรับแผนงานวิจัยดังกล่าวได้ดึงนักวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัยศิลปากรจากหลายสาขามาร่วมดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนามจนได้ข้อมูลที่กทม.สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อมูลของยูเนสโก เกี่ยวกับอาคารเก่าทรงคุณค่าและโบราณสถาน การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วัตถุดิบอาหาร และเทศกาลต่างๆ ผ่านประติมากรรมฝาท่อ พร้อมกับข้อมูลในรูปแบบคิวอาร์โค้ดซึ่งสามารถสื่อสารได้ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาข้อมูลผ่านคิวอาร์โค้ดบนฝาท่อ นอกจากนี้ยังจัดการฐานข้อมูลและพัฒนาให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้งานในเว็บไซต์และแผนที่ทางวัฒนธรรม (Cultural Map) ได้ เป็นการนำเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อยอดจากสตรีทอาร์ตสู่การพัฒนาเมืองระดับโลก

‘ฟ็อกซ์คอนน์’ เตรียมพัฒนาอุตสาหกรรม ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ ในอินโดนีเซีย

(แฟ้มภาพซินหัว : ป้ายฟ็อกซ์คอนน์ ในเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซินของสหรัฐฯ วันที่ 2 พ.ย. 2018) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัว ระบุ เมื่อวันพุธ (10 ส.ค.) บาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนของอินโดนีเซีย เผยว่าบริษัท หงไห่ พริซิชัน อินดัสทรี (Hon Hai Precision Industry) หรือฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) ยักษ์ใหญ่วงการเทคโนโลยีจากภูมิภาคไต้หวันของจีน ได้ลงนามข้อตกลงกับรัฐบาลและบริษัทเอกชนของอินโดนีเซีย เพื่อจัดตั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศ ลาฮาดาเลียกล่าวระหว่างรายการทอล์กโชว์ออนไลน์ว่า ขณะนี้อินโดนีเซียและฟ็อกซ์คอนน์กำลังดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับขั้นตอนการลงทุน และวางแผนจะเริ่มต้นการดำเนินงานภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเสริมว่ามีการลงนามบันทึกความเข้าใจสำหรับการลงทุนดังกล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ลาฮาดาเลียระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะจัดตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมบูรณาการบาตัง (KIT) ในจังหวัดชวากลาง มีมูลค่าการลงทุนราว 120 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2.86 แสนล้านบาท) โดยอุตสาหกรรมแห่งนี้จะดำเนินการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าและยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ ปัจจุบันอินโดนีเซียกำลังมองหานักลงทุนต่างชาติเพื่อพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและพยายามส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลาฮาดาเลียเสริมว่าการลงทุนของฟ็อกซ์คอนน์จะสนับสนุนเป้าหมายของอินโดนีเซีย ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก และคาดว่าจะดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศเพิ่มขึ้น