ท่ามกลางอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังปั่นป่วน ทำความรู้จัก Saudi Aramco บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ยังคงเดินหน้าโกยรายได้มหาศาลและทำกำไรงาม

ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่สั่นคลอนไปทั่วโลก แต่หนึ่งในนั้นมีบริษัทที่ทำรายได้และผลกำไรงดงาม นั่นคือ Saudi Aramco บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อพิจารณาจากการผลิตน้ำมันรายวัน โดยในปีงบประมาณ 2564 บริษัทน้ำมันของรัฐซาอุดีอาระเบียแห่งนี้รายงานผลผลิตน้ำมันดิบประมาณ 9.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นปริมาณการเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าจากจำนวนน้ำมันดิบที่สกัดโดยคู่แข่งอันดับสองที่ผลิตได้ใกล้เคียงที่สุด

ด้านประวัติของ Saudi Aramco ก่อตั้งขึ้นในปี 2476 ในชื่อบริษัท California-Arabian Standard Oil Company เริ่มการขุดเจาะน้ำมันครั้งแรกบนแผ่นดินซาอุดิอาระเบียในปี 2481 เพื่อระงับความต้องการใช้น้ำมันในยุโรปและอเมริกาเหนือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมได้เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น Arabian-American Oil Company ในปี 2487 และขยายกิจการสำรวจน้ำมันไปยังคาบสมุทรอาหรับที่กว้างกว่า

หลังจากข้อพิพาทกับกษัตริย์อับดุลอาซิซของซาอุดิอาระเบียในขณะนั้น บริษัทเริ่มแบ่งผลกำไรครึ่งหนึ่งกับรัฐซาอุดิอาระเบีย อันเป็นผลมาจากสงครามสงครามยมคิปปูร์ปี 2516 รัฐผู้ผลิตน้ำมันของอาหรับได้กำหนดให้มีการห้ามส่งน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล ผลที่ตามมาคือรัฐบาลซาอุดิอาระเบียค่อยๆ เริ่มให้ซาอุดิอารัมโกแปรสภาพเป็นของรัฐ และในปี 2524 รัฐบาลซาอุดีอาระเบียก็กลายเป็นเจ้าของ Saudi Aramco 100%
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ Saudi Aramco ได้เดินหน้าแผนเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญในการเปลี่ยน Saudi Aramco ภายใต้การควบคุมของรัฐให้เป็นบริษัทมหาชนบางส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อันยาวไกลของมุฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย และผู้นำโดยพฤตินัยของราชอาณาจักรแห่งนี้ ในการทำให้ซาอุดีอาระเบียมีความทันสมัย ตาม Vision 2030 ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ที่กำลังวางแผนที่จะกระจายเศรษฐกิจและยุติการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลักเพียงอย่างเดียว การเสนอขายหุ้น IPO ของ Saudi Aramco จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมของซาอุดิอาระเบีย

ปัจจุบัน Saudi Aramco มีพนักงานราว 68,500 คน ถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก รายได้ รวมของ Saudi Aramco สำหรับปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 359 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ความเป็นผู้นำของ Saudi Aramco ในอุตสาหกรรมน้ำมันยังสะท้อนให้เห็นเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่อื่นๆ โดย Saudi Aramco เป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตน้ำมันดิบรายวัน ตามด้วย ExxonMobil และ BP
จากการที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภาคส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการสำรวจ การสกัด การกลั่น การขนส่ง รวมถึงการตลาดของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้ไฮโดรคาร์บอน และเมื่ออุตสาหกรรมจำนวนมากต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของเชื้อเพลิงพลังงานหรือวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เคมี นี่จึงสาเหตุที่ทำให้บริษัทน้ำมันและก๊าซเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลกในด้านรายได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก คือบริษัทที่รัฐควบคุมอำนาจในการบริหาร โดยนอกเหนือจาก Saudi Aramco ก็มี Petrobras ของบราซิล และ PetroChina ของจีน เมื่อเทียบกับน้ำมันมากกว่า 9.2 ล้านบาร์เรลที่ Saudi Aramco ผลิตได้ และยังตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นมากกว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวันในอีก 5 ปีข้างหน้า ตอกย้ำตำแหน่งผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วน BP ของอังกฤษ ในฐานะบริษัทน้ำมันเอกชนรายใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิตประมาณ 1.851 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่การผลิตน้ำมันทั่วโลกทั้งหมดเฉลี่ยประมาณ 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ผลกำไรของ Saudi Aramco พุ่งทะยานท่ามกลางราคาน้ำมันและอุปสงค์ที่สูงขึ้น
ไม่เพียงแต่ Saudi Aramco จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันอีกรายหนึ่งที่ผลกำไรของบริษัททะยานขึ้นในปีนี้เนื่องจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่ากำไรสุทธิพุ่งขึ้น 90% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าสูงถึง 48.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำลายสถิติเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันนับตั้งแต่การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปในตลาดหุ้นริยาดในเดือนธันวาคม 2562
ตามอินโฟกราฟิกจาก Statista แสดงให้เห็นว่า Saudi Aramco ทำเงินได้ 25.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีของบริษัทนับตั้งแต่กำไรสุทธิลดลงในปี 2563 เมื่อการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้โลกหยุดนิ่งและอุปสงค์ชะลอตัว  

ทั้งนี้ Saudi Aramco มีกำไรสุทธิ 49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2563 และเพิ่มขึ้นมากกว่า 120% ภายในสิ้นปี 2564 เป็น 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบและปริมาณการขายที่สูงขึ้น ตลอดจนอัตรากำไรจากการกลั่นที่แข็งแกร่ง
Saudi Aramco เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ระดับโลกรายล่าสุดที่เผยแพร่ผลกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ โดยปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน ที่ทำให้ชาติตะวันตกและพันธมิตรนาโต้บางประเทศใช้อ้างเพื่อคว่ำบาตรรัสเซียทำให้ประเทศเหล่านั้นที่เคยเป็นคู่ค้ากับหมีขาวต้องมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากก๊าซของรัสเซีย รวมถึงการหันไปพึ่งพาประเทศผู้น้ำมันอื่นๆ แทน เช่น ซาอุดีอาระเบีย นั่นหมายความว่าจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และนั่นย่อมส่งผลดีต่อรายได้และกำไรสุทธิของ Saudi Aramco ดังที่กล่าวมา

ด้าน Amin H. Nasser ประธานและซีอีโอของ Aramco แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลประกอบการที่น่าพึงพอใจนี้ว่า “ผลประกอบการไตรมาสสองในปีนี้ของเรา สะท้อนถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ของ Saudi Aramco ที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้ผลิตต้นทุนต่ำที่มีความเข้มของคาร์บอนต้นน้ำต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม และในขณะที่ความผันผวนของตลาดโลกและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ เหตุการณ์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทำให้เราเห็นว่าการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น และตลาดยังคงมีอุปทานที่ดี”
“ในความเป็นจริง เราคาดว่าอุปสงค์น้ำมันจะยังคงเติบโตต่อไปในช่วงที่เหลือของทศวรรษ แม้จะลดลงตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการคาดการณ์ทั่วโลกในระยะสั้นก็ตาม”
“อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องความมั่นคงของแหล่งพลังงาน และเป้าหมายด้านสภาพอากาศ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Saudi Aramco กำลังดำเนินการเพื่อเพิ่มการผลิตพลังงานจากหลายแหล่งโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน และไฮโดรเจนสีฟ้า (การใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนหรือฟอสซิลเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่มีการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน เพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้แล้วอัดเก็บไว้ใต้ดินที่ปลอดภัย หรือนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียนรูปแบบอื่นๆ ได้ต่อไป) ไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันและก๊าซซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น”
“เรากำลังก้าวหน้าโครงการทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา และแนวทางของเราคือการลงทุนในพลังงานและปิโตรเคมีที่เชื่อถือได้ที่โลกต้องการ ไปพร้อม ๆ กับพัฒนาโซลูชันคาร์บอนต่ำที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในวงกว้าง” หัวเรือใหญ่ Saudi Aramco กล่าวทิ้งท้าย
เพื่อเร่งการพัฒนาโซลูชั่นคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรมพลังงาน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา Saudi Aramco ได้เปิดตัวศูนย์วิจัย Aramco ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ King Abdullah และเทคโนโลยีซึ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อพัฒนาวิธีการใหม่ๆ สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนแบบหมุนเวียน

อย่างที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซต้องเผชิญกับความปั่นป่วนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในช่วงวิกฤตของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ขณะที่ปีนี้ก็ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้อุตสาหกรรมนี้ที่ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก ร่วมกันผลักดันให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในอุตสาหกรรม
แม้จะมีการผลักดันให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แต่กระนั้นน้ำมันและก๊าซยังคงมีบทบาทสำคัญด้านพลังงาน จากความต้องการพลังงานทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น เมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้น (UN คาดการณ์ว่าในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 นี้จะเป็นวันที่โลกของเราจะมีจำนวนประชากร 8,000 ล้านคน) และผู้บริโภคในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีฐานะร่ำรวยขึ้น ทำให้ในมุมมองแรกของปี 2566 องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินความต้องการใช้น้ำมันว่าจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าด้วยสถิติ 101.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19

ที่มา: