บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือที่เราเรียกกันติดปากตามชื่อยี่ห้อดังว่า มาม่า นับเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับคนทุกระดับฐานะ ทุกเพศทุกวัย ก็ว่าได้ สะดวกในการหาซื้อ มีหลากหลายรสชาติให้เลือกตามชอบใจ ช่วยให้อิ่มท้องได้ นำไปทำได้หลากหลายเมนู และด้วยข้อดีที่มีราคาถูก ทำให้เป็นอาหารหลักของ ผู้มีรายได้น้อย ทว่า เมื่อมีข่าวว่าผู้ผลิต บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กำลังจะขอขึ้นราคาสินค้าอีกอย่างน้อยซองละ 2 บาท ปรากฏการณ์นี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งผลกระทบที่ซ้ำเติม “วิกฤตอาหารขึ้นราคา” ที่คนไทยเผชิญอยู่ตอนนี้ให้ย่ำแย่ลงอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และล่าสุด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แถลงอนุมัติให้ ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ 3 ยี่ห้อ ได้แก่ มาม่า ไวไว ยำยำ ปรับขึ้นราคาขายปลีกได้อีก ซองละไม่เกิน 1 บาท สำหรับ ซอง regular (ขนาด 6 บาท) มีผล 25 ส.ค.นี้

การที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นราคานี้ ไม่ได้แค่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาหารขึ้นราคา หรือปัญหาปากท้องคนไทยเท่านั้น หากแต่ยังแสดงให้เห็นอีกมิติหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทย ที่สะเทือนไปถึงระบบการแพทย์และสาธารณสุขไทยอีกด้วย
รับรู้สาเหตุในมุมผู้ผลิต ทำไม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ต้องขึ้นราคา
อย่างไรก็ดี ปัญหา ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ขึ้นราคาครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 5 ผู้บริหารบริษัทผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร่วมกันแถลงการณ์เพื่อขอให้รัฐบาลอนุมัติการปรับเพิ่มราคาขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากซองละ 6 บาท เป็น 8 บาท โดยสิ่งที่ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพยายามชี้ให้ภาครัฐเข้าใจถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ อาทิ
ต้นทุนจากแป้งสาลีที่เพิ่มขึ้น 20-30%
ต้นทุนจากน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นเท่าตัว
ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มขึ้น 12-15%
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรายละเอียดในการบริหารจัดการต้นทุน เฉพาะรายอีกเช่น บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) ชี้แจงว่า หากพิจารณาสัดส่วนผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดแล้ว สำหรับมาม่าที่มีราคาซองละ 6 บาท มีสัดส่วนการขายสูงถึง 60-70% ซึ่งหากไม่ได้รับการปรับราคาขึ้น ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบ
จากผลการดำเนินการในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ ของ บมจ. ไทยเพรซิเดนท์ฟูดฯ ซึ่งถือเป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดกว่า 40% ของตลาด มียอดขายรวมเป็น 12,694 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 9.84% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีรายได้อยู่ที่ 1,137 ล้านบาท
ทว่า เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกที่เกิดขึ้นกลับพบว่าลดลง โดย 6 เดือนแรกในปีนี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,164 ล้านบาท ลดลงราว 558 ล้านบาท หรือราว 32.39% โดยบริษัทให้เหตุผลว่ามาจากต้นทุนวัตถุดิบหลักและค่าใช้จ่ายในการขายปรับตัวสูงขึ้น
และต่อการแถลงการณ์นี้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลราคาสินค้าให้มีความเป็นธรรม ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้มีใจความว่า
ครั้งสุดท้ายที่ปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือเมื่อปี 2551 ที่ปรับจากซองละ 5 บาท เป็นซองละ 6 บาท โดย ผู้ประกอบการได้ขอปรับราคามาแล้วเกือบสองปี แต่ว่ากรมการค้าภายใน ยังไม่อนุญาตเพราะว่าต้องดูผลกระทบกับภาระของผู้บริโภค
ตอนนี้ขอปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จากซองละ 6 บาท ขึ้นมาเป็นซองละ 8 บาท มันอาจจะมากเกินไป ถ้าสูงขนาดนี้จะกระทบผู้บริโภคและผู้มีรายได้น้อยมากจนเกินสมควร แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรมการค้าภายในที่จะต้องไปดูที่ต้นทุน
ในเบื้องต้น ถ้าจะต้องปรับตามต้นทุนจริง ต้องวางอยู่บนหลักการ คือ ให้เดือดร้อนผู้บริโภคให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่ได้ด้วย ไม่ต้องถึงกับพบสภาวะขาดทุนและต้องหยุดการผลิต หรือไปส่งออกอย่างเดียว เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศได้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อไป
ถ้าจำเป็นจะต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุนจริง ๆ เมื่อต้นทุนได้ปรับลดลงมาแล้ว ทางผู้ผลิตก็จะต้องปรับลดราคาลงมาด้วย โดยทางกรมการค้าต้องติดตามสถานการณ์ต้นทุนอย่างใกล้ชิด
และอย่างที่เกริ่นข้างต้นแล้วว่า มาในวันนี้ (24 สิงหาคม 2565) กรมการค้าภายใน ก็ได้อนุมัติให้มีการขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองละ 1 บาทแล้ว
สถิติล่าสุด ยืนยันไทยติด 1 ใน 10 อันดับประเทศที่กิน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากที่สุดในโลก
นอกเหนือจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยืนยันได้ด้วยยอดขายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยแล้ว ยังมีผลสำรวจล่าสุด โดย World Instant Noodles Association (WINA) ที่ระบุชัดเจนว่า ไทยติด 1 ใน 10 อันดับประเทศที่กิน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากที่สุดในโลก

โดยข้อมูลปี 2564 พบไทยติดอันดับ 9 กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 3,630 ล้านหน่วยต่อปี รวมเป็นปริมาณการบริโภค 1 คนต่อปีอยู่ที่ 53.2 หน่วย ซึ่ง “สูงกว่า” ค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่มีเพียง 15 หน่วย
ทั้งนี้ การสำรวจนี้ยังเผยว่า 2 รสชาติยอดนิยมที่โดนใจคนไทยมากที่สุด นั่นคือ รสต้มยำ และรสหมูสับ นอกจากนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อแบบซองมากกว่าแบบถ้วย โดย 83 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ตัดสินใจจะซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะซื้อแบบซอง ด้วยเหตุผลที่ว่าแบบซองมีราคาถูกกว่าแบบถ้วย
เพราะฉะนั้น ถ้าคิดคำนวณแล้ว หาก กรมการค้าภายใน อนุมัติให้ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นราคาได้ซองละ 1 บาท ก็เท่ากับว่าจะทำให้คนไทยต้องจ่ายเงินเพิ่มค่าซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 52 บาทต่อคน ต่อปี (อ้างอิงตามผลสำรวจการจัดอันดับประเทศที่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในโลก) ดังนั้น จึงส่งผลกระทบกับผู้บริโภคแต่ละคนตามสถานะและรายได้ที่แตกต่างกัน
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ต้นทุนของชีวิต บ่งชี้ถึงสถานะทางเศรษฐกิจของคนไทยได้จริงหรือ?
ในอีกด้านหนึ่ง หากอ้างอิงตามตัวเลขจากฐานข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ได้รายงานข้อมูล “คนจน” ตามคำนิยามของการสำรวจในปี 2565 พบว่าจากจำนวนคนจนเป้าหมาย 1,025,752 คน จากประชากรทั้งหมดที่สำรวจกว่า 36 ล้านคน เท่ากับว่ามีคนจนเพิ่มขึ้น 42,000 กว่าคน ถ้าเปรียบเทียบกับในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด
ที่กล่าวถึงสถิตินี้ เพื่อนำสู่ประเด็นคำถามที่เชื่อว่ามีคนสงสัยกันไม่มากก็น้อยว่า “ความต้องการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในตลาดสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจได้หรือไม่ และถ้ามาม่าขายดีนั่นแปลว่าคนจนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า?”

ต่อข้อสงสัยนี้ บทความเรื่อง “มาม่าขายดีไม่ได้แปลว่าคนจนเยอะขึ้น : ทำไม ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ จึงใช้เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไม่ได้” จากเว็บไซต์ Future Trend ได้ให้คำตอบต่อประเด็นคำถามข้างต้นไว้ว่า ข้อสันนิษฐานนั้นไม่จริงเสมอไป โดยอ้างอิงตามเว็บไซต์สำนักข่าวบีบีซีไทยที่ว่า บ่อยครั้งที่บรรดาผู้บริหารและผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมักจะถูกถามถึงยอดขายเพื่อนำไปประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจ แต่อันที่จริงแล้วยอดขายที่เติบโตขึ้นมาจากหลายปัจจัย ไม่อาจสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้นได้อย่างเที่ยงตรง
ผู้บริหาร บริษัท คันทาร์ จำกัด บริษัทวิจัยการตลาด เปิดเผยว่า การเลือกบริโภคสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่งนั้นผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย และการเลือกรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ไม่อาจชี้วัดได้ว่า ปัจเจกบุคคลอ้างอิงกับผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่
เพราะหากย้อนกลับไปดูยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ผ่านมาจะพบว่า ยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือช่วงกลางปี 2563 ถามว่า สาเหตุสำคัญที่ส่งผลกับยอดขายเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ แต่เหตุต่อเนื่องมาจากมาตรเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ ‘ล็อกดาวน์’ ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงนั้นเน้นการกักตุนสินค้า เพื่อลดจำนวนครั้งในการออกจากบ้านให้ลดน้อยลงมากที่สุด
และหากลงลึกไปมากกว่านั้นก็จะพบว่า กลุ่มคนที่ใช้จ่ายเงินไปกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดคือกลุ่มราบได้ปานกลางถึงสูงในเขตเมือง ดังนั้น ยอดขายที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่อาจนำมาใช้เป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจได้เลย
ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือพื้นที่แถบชนบทกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สะท้อนว่าอันที่จริงการเพิ่มขึ้นและขยายตัวของความต้องการซื้อเหล่านี้ อาจไม่ได้เกิดจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นภาวะที่ผู้บริโภคตกอยู่ภายใต้การเป็น ‘panic buying’ คือสภาวะการณ์ทางสังคมส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันมากกว่า

แต่ในบทความนี้ก็ให้บทสรุปที่น่าสนใจไว้ว่า แต่ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงจากการสั่งผ่านเดลิเวอรี ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ สอดคล้องทั้งไลฟ์สไตล์ ค่าครองชีพ และความสะดวกสบายที่เกิดขึ้น
ส่วนทางภาครัฐ ก็ยังยืนยันว่าถ้ายินยอมให้ปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แบบ Win : Win Model แบบที่กรมการค้าภายในนิยามว่า “คนกินอยู่ได้ คนขายไปรอด” ในรอบนี้ ก็จำเป็นต้องดูจากหลายเรื่อง ทั้งเรื่องต้นทุน และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กระทรวงพลังงานยังควบคุมไม่ได้ ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งก็สูงขึ้น ค่าไฟ ที่เป็นต้นทุนสำคัญของโรงงานการผลิตก็เพิ่มขึ้น ตลอดจนค่าแรงด้วย
ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูง สะท้อนปัญหาสุขภาพคนไทย ซ้ำเติมระบบการแพทย์และสาธารณสุขให้แย่ลง
นอกจากในมิติของเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง รายได้ของคนไทยแล้ว การขึ้นราคาและยอดขายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยังสื่อถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ค่อยใส่ใจกับการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้สถิติของการที่คนไทยป่วยเป็นโรค NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งจะมีการดำเนินโรคอย่างช้าๆ ค่อยๆ สะสมอาการอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นมากในทุกปี
โดยสาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้คนไทยเป็นโรค NCDs นี้นั่นคือการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง ซึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหนึ่งในอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มอาหารโซเดียมสูง ซึ่งล่าสุด สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ออกมาเปิดเผยว่ามีข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ชัดเจนว่าในปัจจุบันมีคนไทยเป็นโรคไตกว่า 8 ล้านคน สาเหตุเรื่องจากการติดรับประทานอาหารรสชาติเค็มมากนั่นเอง
ทั้ง อาหาร 4 ประเภทที่พบว่าคนไทยชอบกิน และมีปริมาณโซเดียสูง นั่นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง/เย็น ขนมขบเคี้ยว และซอสปรุงรส
ด้วยเหตุนี้ทำให้ภาครัฐศึกษากลไกแนวทางการจัดเก็บภาษีความเค็มตามปริมาณโซเดียมในอาหาร เพื่อเป็นหนึ่งเครื่องมือที่มุ่งหวังให้คนไทยลดการบริโภคเค็ม ซึ่งคาดว่าภาครัฐอาจประกาศแนวทางปฏิบัติได้ภายในปี 2565

โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารประเภทแรกที่จะต้องอยู่ภายใต้มาตรการนี้อย่างแน่นอน เพราะในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีปริมาณโซเดียมสูงถึง 750-2500 มิลลิกรัม ต่อ 1 บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าโซเดียวรายวันที่ร่างกายควรได้รับ คือ ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4-5 ช้อนชา) ดังนั้นการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซองต่อวัน ก็เท่ากับปริมาณโซเดียมที่ร่างกายควรได้รับแล้ว
และดังที่กล่าวมาว่า การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำ เป็นสาเหตุหลักของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างเช่น โรคไตเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ของคนไทย ซึ่งประมาณการค่ารักษาพยาบาลของ 5 กลุ่มโรคข้างต้น อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดของประเทศ (ประมาณ 4 แสนล้านบาท) ซึ่งนี่คือความสูญเสียงบประมาณด้านการแพทย์และสาธารณสุขของชาติเพื่อมาดูแลผู้ป่วยโรคนี้
ดังนั้น หากมองในมุมการสร้างเสริมสุขภาพแล้ว ถ้าจะให้คนไทยลด ละ เลิก การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคงไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่า นักโภชนาการส่วนใหญ่ก็มักจะแนะนำให้เติมผัก หรือเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งลดการเติมผงปรุงรสลง เพื่อเพิ่มประโยชน์ทางอาหาร ลดปริมาณโซเดียมที่ร่างกายจะได้รับลง นี่น่าจะเป็นข้อเสนอแนะที่ควรนำไปปฏิบัติกันมากกว่า
ปรากฏการณ์สินค้าหลายประเภทที่ขาดแคลนและขึ้นราคา พร้อมทางออกเพื่อบรรเทาปัญหา
ใครเป็นใครในอุตสาหกรรม “ชิป” ที่กำลังร้อนแรงและขาดแคลนในขณะนี้
ถอดรหัส อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ เปลี่ยนสินค้าเกษตรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ทั่วโลกต้องการ
ps://www.salika.co/2022/04/23/russia-ukraine-war-make-india-world-food-producer/











