เก็บเงินไว้เยอะๆ เพื่อรักษาตัวเองตอนแก่
อย่าทำงานเก็บเงินไปใช้ในห้อง ICU
อย่าให้ “เงินเก็บ” ทั้งชีวิต กลายเป็น “ค่ารักษาพยาบาล”
เป็นวลีหรือประโยคน่าคิดที่เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ตาม Social Media แม้บางครั้ง บางคนป่วยหรือตายก่อนจะได้ใช้เงินด้วยซ้ำ!
อย่างไรก็ดี เราสามารถนำประโยคเตือนใจมาใช้กับบทความนี้ได้อยู่บ้างเหมือนกัน…
ต้องยอมรับว่า “กล้วยหอม” คือผลไม้ที่นิยมทานกันมากในหมู่ชาวตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักกีฬาระดับโลก ถ้าเราสังเกตุจากการถ่ายทอดสด ที่มักจะพบนักกีฬาทาน “กล้วยหอม” ระหว่างการแข่งขัน
เนื่องจาก “กล้วยหอม” มี Potassium สูง จึงนอกจากจะช่วยลดการเกิดตะคริวของนักกีฬาแล้ว ยังมีส่วนช่วยเติมพลังงานให้แก่นักกีฬาระหว่างการแข่งขันอีกด้วย
นอกจากนักกีฬา ประชาชนพลเมืองโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวตะวันตกนิยมทาน “กล้วยหอม” เช่นกัน เพราะ “กล้วยหอม” มี Phosphorus สูง จึงมีส่วนช่วยบำรุงเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
นอกจากนี้ “กล้วยหอม” ยังมีสาร Tryptophan กรดอะมิโนที่ร่างกายแปลงเป็น Serotonin สารกระตุ้นทำให้เราผ่อนคลาย และอารมณ์ดี มีความสุข
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กล้วยหอม” มีส่วนช่วยเกี่ยวกับระบบไหลเวียนของเลือด ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคโลหิตจาง เพราะ “กล้วยหอม” อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Hemoglobin ให้กับเม็ดเลือดแดง จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางได้
และวิตามิน B ใน “กล้วยหอม” ยังช่วยบำรุงระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสมดุลมากขึ้น จึงมีส่วนช่วยเพิ่มพลังสมองของชาวตะวันตกนั่นเอง

เมื่อ “กล้วยหอม” เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเกือบค่อนโลก ตามหลักเศรษฐศาสตร์ มี Demand ก็ย่อมต้องมี Supply
ดังนั้น การทำ “สวนกล้วยหอม” จึงได้รับความนิยมจากนายทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรษัทข้ามชาติที่ไปลงทุนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศกำลังพัฒนา เช่น อเมริกาใต้ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอเมริกาใต้คือประเทศ Panama ที่ “ชาวสวนกล้วยหอม” นับ 1,000 คน “เป็นหมัน” จาก “ยาฆ่าแมลง” Di-bromochloropropane (DBCP) Fumazone ที่ใช้ในการกำจัดหนอนในกล้วยหอม
Rafael Martínez González ทำงานในสวนกล้วยหอมที่ Panama มานานหลายปี โดย 3 ปีให้หลัง จากที่เขาได้บรรจุ ภรรยาของเขาได้แท้งลูกเมื่อเธอตั้งท้องได้ 6 เดือน ต่อมาทั้งคู่ก็ไม่สามารถมีลูกได้อีกเลย!
“หน้าที่หลักของผมคือมือพ่น Fumazone ทุกวันผมจะสวมหน้ากากที่ทางบริษัทเตรียมเอาไว้ให้ ซึ่งผมมารู้ในภายหลัง ว่ามือพ่นแบบผมต้องมีถุงมือ และรองเท้าบูท หรือเครื่องแบบที่ใช้สำหรับปกป้องร่างกายของคนงานแบบอื่นๆ ด้วย จึงจะปลอดภัย” Rafael Martínez González กระชุ่น
เช่นเดียวกับ Isabel Coba Mojica ที่เริ่มทำงานในสวนกล้วยหอมตั้งแต่อายุ 16 ในปี ค.ศ. 1967 จากนั้นเขาได้เริ่มสร้างครอบครัว โดยหวังจะมีบุตรกับแฟนสาว ทว่า ทำยังไงเธอก็ไม่ตั้งท้อง สุดท้ายทั้งคู่จึงเลิกร้างกันไปกัน Isabel Coba Mojica ได้แต่งงานใหม่อีกครั้ง แต่เจ้าสาวคนที่ 2 ของเขาก็ยังไม่สามารถมีลูกให้กับเขาอยู่ดี
Isabel Coba Mojica เริ่มสงสัยว่าตัวเขามีน้ำยาหรือไม่ จึงไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงในวันครบรอบปีที่ 25 ของการเป็นพนักงานสวนกล้วยหอมใน Panama คุณหมอสั่งตรวจน้ำอสุจิของ Isabel Coba Mojica ทันที และวินิจฉัยว่า Isabel Coba Mojica ไม่สามารถมีบุตรได้มานานหลายสิบปีแล้ว!
ไม่ใช่แค่ Panama แต่ทั่วทั้งภูมิภาคอเมริกาใต้ ไล่ตั้งแต่ Costa Rica, Ecuador, Guatemala และ Honduras ที่คนงานสวนกล้วยหอม หลายหมื่นคน กำลังยื่นฟ้องบริษัทผู้ผลิตยาฆ่าแมลง และบริษัทค้าผลไม้ที่ใช้ยาฆ่าแมลงเหล่านี้อยู่!

เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ที่ชี้ชัดว่า “ยาฆ่าแมลง” คือสาเหตุหลัก ที่ทำให้สัตว์เป็นหมัน!
จากการทดลองในสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น กระต่าย หนูใหญ่ และหนูเล็ก ผลการวิจัยพบสัดส่วนของจำนวน Sperm ที่ลดลง รวมไปถึงภาวะลูกอัณฑะฝ่อในบางกรณีอีกด้วย!
Dr. Charles Hine นักวิทยาศาสตร์ในทีมทดสอบ กล่าวว่า การสัมผัสกับ “ยาฆ่าแมลง” เช่น DBCP อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดปัญหากับระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยาฆ่าแมลง” ดังกล่าว ได้รับอนุญาตให้ใช้งานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 เป็นต้นมา โดยที่ไม่เคยมีการตอดฉลากเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดกับระบบสืบพันธุ์ใดๆ เลย
Dr. Charles Hine แนะนำว่า บรรดามือพ่น “ยาฆ่าแมลง” ควรสวมชุดป้องกันการซึมผ่านของสารเคมีแบบครบ Set ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ “สํานักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา” หรือ Environmental Protection Agency (EPA) ได้ประกาศห้ามใช้ DBCP กับพืช 19 สายพันธุ์ที่ปลูกในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977
ผ่านข้อกำหนดการ “ระงับใช้อย่างมีเงื่อนไข” กับพืชทั้งหมดของสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่า เกษตรกรสามารถใช้ DBCP ได้อย่างจำกัดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อบ่งชี้ที่ต้องมีการสวมใส่เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องแบบป้องกันสารเคมีอย่างรัดกุมขณะพ่น DBCP
โดยที่ต่อมาในปี ค.ศ. 1979 ที่ทาง EPA ได้ประกาศยกเลิกใบอนุญาต DBCP ในสหรัฐฯ เหลืออนุมัติแค่ผู้ปลูกสับปะรดใน Hawaii เท่านั้นที่ยังคงใช้ได้จนถึงปี ค.ศ. 1985
ควบคู่ไปกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ชาวสวนกล้วยหอมที่ “เป็นหมัน” ได้ยื่นฟ้องบริษัทผู้ผลิตยาฆ่าแมลง และบริษัทค้าผลไม้ที่ใช้ยาฆ่าแมลงเหล่านี้ ทว่า การต่อสู้ทางกฎหมายกินเวลายาวนานนับทศวรรษ!
ที่นับจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคดีความใดเลย ที่ “ชาวสวนกล้วยหอม” จะชนะแม้สักคดีเดียว!

เช่นเมื่อครั้งที่ศาล Nicaragua ได้ตัดสินคดีให้บริษัทผู้ผลิตยาฆ่าแมลง และบริษัทค้าผลไม้ที่ใช้ยาฆ่าแมลงต่างๆ ชดใช้ความเสียหายให้แก่ “ชาวสวนกล้วยหอม” 6 คน ทว่า มีการพลิกคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์ เมื่อบริษัทเหล่านั้นสามารถนำเสนอข้อโต้แย้งทางคดีความได้สำเร็จ!
มีการวิเคราะห์ว่าคดีความดังกล่าวถูกปัดตกในชั้นอุทธรณ์จากการที่บริษัทต่างๆ มีการทำข้อตกลงกับโจทก์นอกศาล!
นอกจากที่ Nicaragua คดีความลักษณะเดียวกันนี้ได้ถูกปัดตกอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใน Costa Rica, Ecuador และ Guatemala หรือ Honduras โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Panama
ที่คดีความของ Rafael Martínez González ได้ถูกปัดตกไป ทั้งๆ ที่ ยังไม่มีการตรวจสอบหลักฐานอะไรเลยด้วยซ้ำ!
โดยคดีความของ Rafael Martínez González รวมถึงโจทก์ Panama อีกเกือบ 1,200 คน ได้ถูกปัดตกจากผู้พิพากษาคนหนึ่งในรัฐ California
รวมถึงกรณีของ Isabel Coba Mojica ที่ชื่อของเขาไม่อยู่ในคดีความใดๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีเกี่ยวกับ “ยาฆ่าแมลง” เลย จึงมีความเป็นไปได้ว่า คดีความของ Isabel Coba Mojica ได้ถูกปัดตกไปแล้วเช่นกัน!
“ทุกครั้งที่ผมเห็นหลานๆ คือลูกๆ ของพี่ชายและน้องชายของผม ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำงานในสวนกล้วยหอม ทุกครั้งที่ผมเห็นหลานๆ พากันวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ผมรู้สึกสูญเสีย เศร้า และเจ็บปวดมาก” Isabel Coba Mojica ทิ้งท้าย











