หลายคนเชื่อว่า หากมีความสามารถในการจัดการที่ดีพอก็จะสามารถหลุดจากปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็แค่ใช้จ่ายเงินและเพิ่มราคาสินค้าเพื่อให้เกิดรายได้ แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้น การขยายตัวของการส่งออกที่กล่าวอ้างกัน เป็นแค่การสนับสนุนระบบการทำธุรกรรมด้วยเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ มากกว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีของตนเองหรือการลดช่องว่างด้านเทคโนโลยี
ดังนั้นจึงมีความเชื่อว่า ยิ่งมีการส่งออกมาเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ระบบเงินดอลลาร์มีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น แนวคิดแบบนี้กำลังรับรองแท่นพิมพ์กระดาษให้ทำหน้าที่ในฐานะเครื่องมือในการชำระหนี้และการสะสมทุน และรับรองการใช้ดอลลาร์ในธุรกรรมระหว่างประเทศที่ไม่มีขีดจำกัด
นี้คือตรรกะของการทำงานในระบบเบรตตั้นวูด ที่ประเทศส่วนใหญ่ดำเนินการในฐานะส่งภาษีในรูปของราคาสินค้าแก่เจ้าอาณานิคมในการรับรองอภิสิทธิ์ของอำนาจแท่นพิมพ์ โดยทำให้เกิดความเชื่อว่าดอลลาร์สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ ทำให้เกิดความประทับใจในตัวเลขการค้าด้วยเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น และถือว่าเป็นความสำเร็จของเศรษฐกิจในประเทศโดยปริยาย
1. ระบบเบรตตั้นวูดคือยาเสพติดและยาพิษของภาคการผลิต?
เบรตตั้นวูดเริ่มต้นเมื่อเงินดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินของโลก เนื่องจากเมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกประเทศเริ่มซื้อและขายน้ำมันด้วยเงินดอลลาร์ อำนาจของเงินดอลลาร์ได้รับการประกันโดยความสามารถของสหรัฐในการควบคุมกระแสพลังงานทั่วโลกอย่างครอบคลุม ทั้งด้านการเงิน การเมือง และการทหาร สิ่งนี้กลายเป็นพื้นฐานทำให้สหรัฐเป็นเจ้าจักรวาล อย่างไรก็ตาม สหรัฐเริ่มใช้อำนาจและสถานะเจ้าจักรวาลในทางที่ผิดมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวหลังสงครามเย็น รวมถึงปฎิเสธกฎพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ ทำให้อำนาจของเจ้าจักรวาลเริ่มเสื่อมลง อีกทั้งตนเองอยู่ในฐานะรัฐอภิสิทธิ์เหนือรัฐอื่นๆ ในโลก รวมทั้งการดำเนินการที่อยู่เหนือกฎต่างๆ ที่โลกได้ร่างขึ้น ทำให้สหรัฐกลายเป็นรัฐที่เสพติดการเงิน ซึ่งเคยชินกับการบริโภคมากเกินไปและต้องการปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ
รูปแบบการจัดหาเงินทุนของรัฐด้วยเงินที่ยืมมานั้น ทางการสหรัฐได้ทำงานมาเป็นเวลานานตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ตลอดเวลางบประมาณด้านรายจ่ายเกินรายได้อย่างมาก ในช่วงสองวาระของประธานาธิบดีบารัค โอบามา หนี้ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9 ล้านล้านดอลลาร์ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์อีก 7 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อหนี้สินภายนอกของประเทศสูงถึง 78% ของ GDP ในปี 2018 ธนาคารโลกได้ออกมาเตือนว่าเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่การเติบโตก็ยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งปี 2021 สูงถึง 100% ของ GDP ในขณะที่หนี้สินในปัจจุบันคือ 130% ของ GDP
นี่คือลักษณะของการติดยาเสพติด (เงินดอลลาร์) อย่างชัดเจน แต่สหรัฐก็มีการติดอาวุธด้วยนิวเคลียร์ ทำให้คนทั้งโลกยังซื้อเงินดอลลาร์อยู่ ซึ่งสหรัฐก็แค่พิมพ์ออกมา ผลก็คือสหรัฐค่อยๆ เปลี่ยนจากเจ้าจักรวาลไปเป็นเจ้าปรสิตโลก ที่ทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจเป็นเวลานานกับความไม่สมส่วนในดุลการค้าต่างประเทศ โดยพิมพ์เงินเพิ่มอย่างบ้าระห่ำและซื้อทุกอย่างที่ต้องการ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและตลาดอาหาร ด้วยการทำให้เศรษฐกิจโลกท่วมท้นด้วยปริมาณเงิน
ทำให้ตนเองสูญเสียความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไปในปี 2008 และหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีทางการทหารต่อรัสเซีย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีซีเรียและอัฟกานิสถาน

สหรัฐไม่สามารถรับรองความมั่นคงของระบบการเงินโลกได้ เพื่อที่จะทำให้รัฐต่างๆ สนใจซื้อพันธบัตรของตนเอง นอกจากนั้นเงินดอลลาร์ยังไม่สามารถประกันราคาน้ำมันที่จะให้จีนและประเทศอื่นๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ยอมรับว่าสหรัฐสามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ด้วยเงินดอลลาร์ (ตามตัวเลขราคาอยู่ที่ 27-35 เหรียญต่อบาร์เรล)
ความโลภของทุนการเงินสหรัฐในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นหารายได้จากการลงทุนในตราสารเก็งกำไรทางการเงิน ซึ่งทำกำไรได้มากเป็นพิเศษ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิต จึงไม่ได้ให้อะไรกับสังคมเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่เพียงเพิ่มปริมาณเงินด้วยการผสมผสานทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ซึ่งเพิ่มมูลค่าให้กับสังคมชนชั้นนำที่แคบมาก คือ นักการเงิน นักเล่นหุ้น นักเก็งกำไร ปัจจุบันมีเพียง 20% ของปริมาณเงินทั้งหมดที่เข้าสู่เศรษฐกิจจริง ส่วนที่เหลืออีก 80% กำลังปั่นป่วนในตลาดการเงิน โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อประชากรจำนวนมาก
ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงพยายามที่จะอยู่รอดให้ได้ใน 20% ที่เหลือ ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับทุกสิ่งในการบริโภค ทางการสหรัฐได้ลดโครงการทางสังคม เพิ่มภาษี เพิ่มราคา และอื่นๆ เพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์ให้ได้ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น มาตรฐานการครองชีพของประชากรลดลง
เมื่อปริมาณยาที่ใช้ในการเสพนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป สหรัฐจึงตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม การชำระหนี้ 30 ล้านล้านดอลลาร์นั้นต้องใช้เงินเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เศรษฐกิจแท่นพิมพ์กลับไม่ได้ดำเนินการผลิตที่ไหน และด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงมาก ตลาดการแข่งขันในสหรัฐจึงกลายเป็นเพียงอดีตไปแล้ว ทุกอย่างถูกกำหนดโดยการล็อบบี้ การข่มขู่ เพื่อที่จะดำเนินการแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่าเทียมกันเพื่อให้ได้ทรัพยากรมาฟรีๆ การขาดวินัยทางการเงินทำให้เกิดการผิดนัดและการสละภาระผูกพันทางการเงิน ซึ่งจะไม่ช่วยแก้ปัญหาของสหรัฐได้ หลายรัฐไม่รู้ว่ามันจะจบลงยังไง แถมเจ้าหนี้อย่างจีนก็ทยอยขายพันธบัตรดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง
2. การหยุดชำระหนี้เป็นตัวเร่งให้ระบบล่มสลาย
ระบบเบรตตั้นวูดหยุดชะงักและไม่ได้รับความไว้วางใจ เมื่อสหรัฐและข้ารับใช้ตะวันตกได้หันไปแช่แข็งเงินสำรองของรัสเซียกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ จากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการไม่อนุญาตให้รัสเซียใช้เงินดอลลาร์ใดๆ ในการประกอบธุรกรรมต่างประเทศ ถือว่าเป็นการละเมิดกฎของระบบเบรตตั้นวูด ความพยายามที่จะกำหนด “ราคาส่วนเพิ่ม” ของน้ำมันรัสเซีย นโยบายการเงินที่งุ่มง่ามของฝ่ายบริหารของไบเดน ซึ่งทำให้หุ้นของบริษัทพลังงานอเมริกันพังทลาย การเปลี่ยนแปลงนโยบายในการแลกเปลี่ยนแก๊สสำหรับรูเบิล, การไล่บริษัทต่างชาติให้จดทะเบียนเงินทุนในรัสเซียและใช้ศาลในรัสเซียจากการลงทุนของบริษัทตะวันตกของโครงการ Sakhalin-2 ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันเป็นเพียงส่วนย่อยของวิกฤตระบบเบรตตั้นวูด
เมื่อเงินรูเบิลสามารถใช้แลกเปลี่ยนในการทำธุรกรรมที่ให้ประโยชน์แก่เศรษฐกิจรัสเซีย และเศรษฐกิจของรัสเซียก็ไม่ได้มีขนาด 2% ของจีดีพีโลก ตามที่เพนตากอนวิเคราะห์ว่าเมื่อเศรษฐกิจรัสเซียปฎิเสธระบบการเงินเบรตตั้นวูด เมื่อนั้นค่าเงินรูเบิลจะร่วงไปมากที่สุดถึง 120 รูเบิลต่อดอลลาร์ และเมื่อนั้นในความเข้าใจของตะวันตกจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและนำไปสู่ความอดอยากในประเทศ เหมือนกับการทำให้โดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสินค้าที่รัสเซียส่งออกอย่างพลังงานในฐานะแหล่งที่มารายได้ที่สำคัญของประเทศ ดังที่เคยนำมาใช้ต่ออิหร่านหรือเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นสงครามอาณานิคมแบบใหม่

ความคิดของหลักเศรษฐศาสตร์โดยหน่วยงานของแองโกลแซกซอน ไม่ว่าจะเป็นไอเอ็มเอฟหรือธนาคารโลก ต่างเชื่อว่ารัสเซียเป็นประเทศยากจน แต่เมื่อผ่านไป 6 เดือน เศรษฐกิจของตะวันตกไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป กลับเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อและไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ด้วยราคาทรัพยากรที่แตกต่างจากเดิมถึง 10 เท่า และที่สำคัญเมื่อเศรษฐกิจรัสเซียออกจากระบบเบรตตั้นวูด การปิดการเข้าถึงสกุลเงินสำรองเกือบทั้งหมดทำให้สามารถมุ่งเน้นไปที่ปัญหาภายใน และไม่ได้รับภาระเพิ่มเติมจากเศรษฐกิจแท่นพิมพ์ โดยไม่ต้องสนใจการส่งออกเงินเฟ้อของเงินดอลลาร์
ในทางตรงกันข้าม รัสเซียกลายเป็นผู้ส่งออกเงินเฟ้อในราคาพลังงานที่ตนเองจำหน่ายในยุโรป ซึ่งหากรัสเซียลดอุปทานของแก๊ส น้ำมัน ธัญพืช ต่อตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะไม่มีอะไรเป็นลบเกิดขึ้น ราคาที่สูง การขาดแคลน และการค้าในรูเบิลจะบังคับให้การผลิตจากตะวันตกย้ายไปที่รัสเซีย หรือไม่ก็ต้องปิดกิจการ สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัสเซียเท่านั้น เพราะจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วภายในประเทศ อีกทั้งการตัดสินใจที่สำคัญของทางการรัสเซียที่สร้างตลาดแลกเปลี่ยนน้ำมัน จะถูกซื้อขายด้วยเงินหยวน รูปี และรูเบิล นักเก็งกำไรชาวตะวันตกจะไม่สามารถเขย่าราคาน้ำมันในตลาดหุ้นนี้ได้ เพราะดอลลาร์และยูโรจะไม่ถูกเสนอราคาที่นั่น ดังนั้นด้วยความช่วยเหลือของรัสเซียในการซื้อขายทรัพยากรธรรมชาติสำหรับสกุลเงินของประเทศที่เป็นมิตร หนึ่งในหลักการพื้นฐานที่อำนาจของสหรัฐถูกกำจัดออกไประบบเบรตตั้นวูดเริ่มสลายตัว และด้วยเหตุนี้ เงินดอลลาร์ที่ไม่มีหลักประกันจะกลับคืนสู่สหรัฐ ทำให้กระบวนการเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ในอนาคตโลกจะถูกแบ่งออกเป็นโซนสกุลเงินในภูมิภาค ซึ่งแต่ละแห่งจะมีระบบการแลกเปลี่ยนระดับชาติของตนเอง การเปลี่ยนค่าเงินดอลลาร์ที่เป็นพิษและไม่มีหลักประกันเป็นเงินรูเบิลหรือเงินสกุลท้องถิ่น โดยมุ่งเป้าไปที่การอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ มีเหตุผลที่จะทำให้เงินรูเบิลมีเสถียรภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากแหล่งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตทั่วโลกและพลเมืองของประเทศ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแก้ปัญหาประชากรของประเทศ และหยุดสนับสนุนนักเก็งกำไร

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย
หมายเหตุ :
ระบบการจัดการการเงินเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods system) สถาปนากฎสำหรับความสัมพันธ์พาณิชย์และการเงินระหว่างรัฐอุตสาหกรรมหลักของโลกช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ระบบเบรตตันวูดส์เป็นตัวอย่างแรกของระเบียบการเงินที่มีการเจรจาอย่างสมบูรณ์โดยเจตนาเพื่อปกครองความสัมพันธ์การเงินระหว่างรัฐชาติเอกราช ลักษณะสำคัญของระบบเบรตตันวูดส์ คือ ทุกประเทศมีพันธกรณีใช้นโยบายการเงินซึ่งธำรงอัตราแลกเปลี่ยนโดยผูกเงินตราของประเทศกับทองคำและความสามารถของกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมการเสียดุลการชำระเงินชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องจัดการการขาดความร่วมมือระหว่างประเทศอื่นและเพื่อป้องกันการลดค่าเงินตราแข่งขันด้วย
ในการเตรียมบูรณะระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศระหว่างที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังดำเนินอยู่ ผู้แทน 730 คนจากทั้ง 44 ชาติฝ่ายสัมพันธมิตรประชุมกันที่โรงแรมเมาต์วอชิงตันในเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา เพื่อการประชุมการเงินการคลังสหประชชาติ หรือเรียก การประชุมเบรตตันวูดส์ ผู้แทนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างวันที่ 1–22 กรกฎาคม 2487 และลงนามความตกลงในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นการจัดตั้งระบบกฎ สถาบันและวิธีดำเนินงานเพื่อจัดระเบียบระบบการเงินระหว่างประเทศ ผู้วางแผนที่เบรตตันวูดส์สถาปนากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธนาคารโลก องค์การเหล่านี้เริ่มปฏิบัติงานในปี 2488 หลังประเทศต่างๆ ให้สัตยาบันความตกลงมากแล้ว
วันที่ 15 สิงหาคม 2514 สหรัฐยุติการแปลงดอลลาร์สหรัฐเป็นทองคำฝ่ายเดียว นำให้ระบบเบรตตันวูดส์ถึงคราวสิ้นสุดและดอลลาร์กลายเป็นเงินเฟียต (fiat currency) การกระทำดังกล่าว ซึ่งเรียก นิกสันช็อก สร้างสถานการณ์ซึ่งดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นเงินตราสำรองที่หลายรัฐใช้ ขณะเดียวกัน เงินตราอัตราแลกเปลี่ยนคงที่หลายสกุล (เช่น ปอนด์สเตอร์ลิง) กลายเป็นเงินอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวเสรีเช่นกัน
ที่มา : th.wikipedia.org












