ในการกล่าวสุนทรพจน์วันประกาศอิสรภาพเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระบุว่าการขับเคลื่อนอินเดียสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 25 ปีข้างหน้า เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของเขา แต่อินเดียจะต้องเดินไปในทิศทางใด และไปไกลแค่ไหนเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ภายในหนึ่งร้อยปีของการก่อตั้งประเทศที่จะมาถึงในปี 2580

อินเดียก็เป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก ด้วยจีดีพีมูลค่า 3.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากจัดเป็นประเทศที่ “พัฒนาแล้ว” รายได้เฉลี่ยของคนในประเทศนั้นมีความสำคัญมากกว่า และสำหรับรายได้ต่อหัว อินเดียยังตามหลังบังคลาเทศ ขณะที่รายได้ต่อหัวของจีนอยู่ที่ 5.5 เท่าของอินเดีย และสหราชอาณาจักรมากกว่าเกือบ 33 เท่า
แม้ว่าจะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่ UN กำหนดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร แต่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita) ซึ่งเป็นกำหนดด้วยว่าประเทศใดประเทศหนึ่งมีรายได้สูง ปานกลาง หรือต่ำ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ และนั่นทำให้อินเดียยังมีหนทางอีกยาวไกลที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ในปี 2564 รายได้ประชาชาติต่อหัวของอินเดียอยู่ที่ 2,170 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 440 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อราว 20 ปีก่อน ซึ่งทำให้ในอดีตอินเดียใกล้เคียงกับไนเจอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในโลกด้วย GNI ต่อหัวต่อปีเพียง 590 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มี GNI สูงที่สุดในโลกมากกว่า 90,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี
อย่างไรก็ตาม มีความเหลื่อมล้ำกันมากระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ประเทศที่มีค่า GNI ต่อหัวต่ำที่สุดที่สหประชาชาติพิจารณาว่าพัฒนาแล้วคือบัลแกเรีย ซึ่งอยู่ที่ 10,700 ดอลลาร์ในปีที่แล้ว ขณะที่อิสราเอลถึงแม้จะมี GNI ต่อหัวใกล้เคียงกับเยอรมนี แต่ก็ถือเป็นประเทศกำลังพัฒนา
ปัจจุบัน อินเดียไม่จัดอยู่ในรายชื่อประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดของโลกตามหลักเกณฑ์ของสหประชาชาติ ส่วนบังกลาเทศ และเนปาล ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียใต้ มีกำหนดจะยกเลิกสถานะนี้ในปี 2569 ขณะที่ปัจจุบัน GNI ต่อหัวของบังกลาเทศสูงกว่าอินเดียเล็กน้อย โดยจากทศวรรษที่ผ่านมาที่ชาวบังกลาเทศมีรายได้ต่อหัวมากกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพียงเล็กน้อย ก็พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว อันเป็นผลมากจากการที่บังคลาเทศกำลังส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่มีทักษะต่ำ ในขณะที่อินเดียมีการเติบโตของอุตสาหกรรมที่มีทักษะสูง เช่น ไอทีหรือการเงิน


ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำของรายได้ต่อหัวมักปรากฏในคุณภาพชีวิตโดยรวมในประเทศต่างๆ โดยในดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ของอินเดียได้รับการพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับ เช่น อายุขัยของพลเมือง ตลอดจนคุณภาพของการศึกษาและมาตรฐานการดำรงชีวิต โดยปัจจุบันมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรราว 70 ปี จากในอดีตเมื่อปี 2490 อยู่ที่เพียง 40 ปีเท่านั้น ขณะเดียวกันการศึกษาของอินเดียยังก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีผู้ได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นทั้งในประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงจีน พบว่าอินเดียมีระยะห่างพอสมควร โดยรายงานของธนาคารโลก ปี 2561 ระบุว่า “แม้ว่าอินเดียจะเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ในด้านความเท่าเทียมกันของกำลังซื้อ หรือทฤษฎีความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (PPP) แต่ชาวอินเดียส่วนใหญ่ก็ยังค่อนข้างยากจนเมื่อเทียบกับผู้คนในประเทศที่มีรายได้ปานกลางหรือประเทศร่ำรวยอื่นๆ”
รายงานของธนาคารโลกปี 2018 ยังได้กล่าวถึงสิ่งที่อินเดียสามารถทำได้ภายในปี 2580 ว่า “ภายในปี 2580 ซึ่งครบรอบ 100 ปี การประกาศเอกราชของอินเดีย พลเมืองอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอินเดียจะถูกจัดให้เป็นกลุ่มชนชั้นกลางเช่นเดียวกับชันชั้นกลางทั่วโลกได้ นั่นหมายความว่าครัวเรือนสามารถเข้าถึงการศึกษาและการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงน้ำสะอาด การสุขาภิบาลที่ดีขึ้น ไฟฟ้าที่ไม่ติดๆ ดับๆ สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง และรายได้ที่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนและทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ”
ทั้งนี้ วิธีหนึ่งในการประเมินคือต้องดูว่าประเทศอื่นๆ ใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะไปถึงหมุดหมายดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ในแง่ของรายได้ต่อหัว นอร์เวย์อยู่ที่ระดับปัจจุบันของอินเดียเมื่อ 56 ปีที่แล้ว แต่กระนั้นการเปรียบเทียบอินเดียกับจีนดูจะให้ภาพที่ชัดเจนมากกว่า
จีนบรรลุจุดนั้นในปี 2550 ดังนั้นในทางทฤษฎี ถ้าอินเดียจะเติบโตเร็วเท่ากับจีนในช่วงปี 2550-2565 อินเดียจะใช้เวลาอีก 15 ปีกว่าจะถึงจุดที่จีนอยู่ในขณะนี้
ที่มา :
- India as a ‘developed’ country: where we are, and the challenges ahead, explained
- India as a Developed Country?













