รีวิว งานประชุม APEC Health Week พร้อมโชว์ไฮไลต์ เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ นวัตกรรมการแพทย์สุดล้ำฝีมือคนไทย

น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย กับงาน APEC Health Week ที่เพิ่งจัดไป เมื่อวันที่ 22-26 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพราะในงานนี้นอกจากจะมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีสาธารณสุขของเขตเศรษฐกิจเอเปค ภายใต้หัวข้อ “Open to Partnership. Connect with the World. Balance Health and the Economy” หรือเปิดกว้างสร้างสัมพันธ์กับภาคี เชื่อมโยงกันกับโลก สู่สมดุลระหว่างสาธารณสุขและเศรษฐกิจแล้ว ภายในงานยังมี “นวัตกรรมการแพทย์” ฝีมือคนไทยหลากหลายชิ้น ที่สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้ที่ได้ชมว่านี่คือนวัตกรรมจากมันสมองและสองมือของคนไทย โดยหนึ่งในนั้น คือ เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ

“ตรวจโควิด 10 บาท แค่พ่นลมหายใจ แม่นยำ รู้ผลเร็ว ไม่ต้องแยงจมูก ไม่ต้องเจาะเลือด” นี่คือคำจำกัดความความ “เจ๋ง” ของ เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ ฝีมือนักวิจัยไทย ที่เป็นไฮไลต์สำคัญในงาน APEC Health Week
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในงานประชุม APEC Health Week กรมการแพทย์ ได้รับมอบหมาย ในการนำเสนอ นิทรรศการนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่ได้มาตรฐาน ล้ำสมัย และเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้มารับบริการ และบุคลากรทางการแพทย์ ตอบสนองนโยบายของชาติ และความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะ เรื่อง การฟื้นฟูสุขภาพ และเศรษฐกิจ ภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์

รีวิว เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ 1 ใน 2 นวัตกรรมการแพทย์สุดล้ำ ไฮไลต์อยู่ที่ การใช้ “ลมหายใจ” เป็นตัวชี้วัดการเกิดโรค

นวัตกรรมตรวจคัดกรองโควิด 19 ด้วย เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ (Volatile Exhale Breath Analysis: VEBA) ของ รศ.(พิเศษ) นพ.สถิตย์ นิรมิตรมหาปัญญา โรงพยาบาลราชวิถี และ ดร.เธียร์สิทธิ์ นาสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มอบประสบการณ์การตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ไม่ต้องเจ็บตัว ในการแยงจมูก หรือเจาะเลือด และไม่ต้องใช้น้ำลาย
โดยใช้การวิเคราะห์ลมหายใจ เพื่อจำแนกกลิ่นที่แตกต่างกัน ของคนติดเชื้อ กับคนไม่ติดเชื้อ พบว่า มีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) สูง สามารถรู้ผลตรวจได้ ภายใน 5 นาที ช่วยคัดแยกผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อ ได้อย่างรวดเร็ว เข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที และลดโอกาส ในการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในวงกว้างได้ มีค่าใช้จ่ายในการตรวจ ไม่เกิน 10 บาท/คน
นอกจากนั้น ในงานนี้ยังมีผลงานนวัตกรรมของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ที่นำมาแสดงด้วยอีกชิ้น คือ “เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด จากอะซิโตนในลมหายใจ (G-Breath)” ใช้ตรวจ และบอกชนิดของเบาหวาน ซึ่งเป็นผลงานวิจัย ที่มีการพัฒนาออกแบบเซนเซอร์ เพื่อใช้ตรวจวัดก๊าซทั้ง 4 ชนิด ที่ออกมาพร้อมกับลมหายใจ ได้แก่ อะซีโตน, เอทานอล, คาร์บอนไดออกไซด์ และ เมทิลไนเตรต ซึ่งก๊าซทั้ง 4 ชนิดนี้ สามารถใช้เป็น biomarker ยืนยัน ภาวะของโรคเบาหวาน ได้มากกว่า 99%

เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ

เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ

เครื่องตรวจโควิดจากลมหายใจ


อัปเดตนวัตกรรมการแพทย์หลากหลาย ยกระดับชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ในงานนี้ยังมีนวัตกรรมอื่นๆ มาจัดแสดง ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนตอบโจทย์การดูแลสุขภาพคนไทยและการทำให้ชีวิตคนไทยยืนยาวขึ้น ยกตัวอย่าง
  • การพิมพ์สามมิติ เพื่อช่วยการรักษาทางการแพทย์ ผลงานวิจัยของ รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ และ นพ.ภัทร จุลศิริ โรงพยาบาลราชวิถี ที่ช่วยทำให้การกำหนดตำแหน่ง เพื่อผ่าตัด หรือฉายแสงมะเร็ง มีความแม่นยำขึ้น ช่วยทำโมเดลการเรียนการสอน ในโรคที่ไม่ค่อยพบ ทำให้มีประสบการณ์ ในการรักษาผ่านแบบจำลอง เช่น โมเดลหัวใจ ในโรคที่หายาก, Precision cutting guide ในโรคมะเร็งช่องปาก, กะโหลกเทียม (Cranioplasty) และ การทำเฝือกเฉพาะบุคคล,
  • การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อวินิจฉัย การตีบของหลอดเลือดหัวใจ จากภาพถ่ายสแกน ภาวะเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดย งานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ กลุ่มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี เป็นการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยการพยากรณ์ โรคหลอดเลือดตีบ จากการตรวจหัวใจ เชิงปริมาณทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยเป็นโครงการร่วมมือระหว่าง โรงพยาบาลราชวิถี กับสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • ระบบอำนวยความสะดวก ในการจดบันทึกทางการแพทย์ ซึ่งเป็นผลงานของ นพ.สิทธิ เชาวน์ชื่น โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยี การรู้จำเสียงพูด แล้วแปลงเสียงให้เป็นข้อความอักษรอัตโนมัติ รองรับการใช้งานภาษาไทย ซึ่งซับซ้อนแตกต่างจากภาษาอังกฤษ ช่วยลดเวลาจดบันทึก ลดภาระหน้างาน และค่าใช้จ่าย
  • นวัตกรรม เวชสำอางกัญชา จากสถาบันโรคผิวหนัง ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย การใช้กัญชาทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาต้นแบบ เวชสำอางด้านผิวหนัง จากสารสกัดกัญชา (Nano-CBD) เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิวเจลแต้มสิว เซรัมบำรุงผม และสเปรย์บรรเทาอาการปวด โดยในบูธนิทรรศการ มีบริการนวดบ่า หลัง ไหล่ สำหรับผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย

โดยนวัตกรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นนวัตกรรมเด่น ของกรมการแพทย์ ที่มีการออกแบบแนวทาง การแก้ไขปัญหาการทำงาน การบริการ และการดูแลรักษาผู้ป่วยรูปแบบใหม่ ที่มีประสิทธิภาพ และดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญ คือ ลดการนำเข้า และสามารถต่อยอด ในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้ จึงเป็นนวัตกรรม ที่นำมาจัดแสดงภายใน งานประชุม APEC Health Week ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปก

ผู้เข้าร่วมประชุม APEC Health Week ศึกษาดูงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์ของไทยตอบโจทย์ เทรนด์ BCG

นอกเหนือจากการจัดแสดงนวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทยในงาน APEC Health Week แล้ว ยังมีการนำทีมผู้เข้าร่วมประชุม APEC Health Week ศึกษาดูงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นการขับเคลื่อนด้านการแพทย์และสาธารณสุขในรูปแบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าทันสมัย ตามนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy model : BCG)
โดย เทรนด์ BCG นี้ ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงสมาชิกของเขตเศรษฐกิจเอเปค ดังนั้น ในการประชุม APEC 2022 จึงมีการนำนโยบาย BCG มาใช้ขับเคลื่อน เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ครอบคลุม และสมดุล ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ เพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสีย คำนึงต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การศึกษาดูงานจึงได้นำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยที่มีความสอดคล้องกับนโยบาย BCG ใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
  • ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
เป็นอาคารใต้ดินลึก 15 เมตร ให้บริการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งทางรังสีด้วยอนุภาคโปรตอน นับเป็นแห่งแรกในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการรักษาจะใช้เครื่องเร่งอนุภาคไซโคลตรอน ซึ่งจะเร่งอนุภาคโปรตอนไปทำลายก้อนมะเร็ง โดยเนื้อเยื่อปกติที่อยู่หน้าก้อนมะเร็งจะได้รับปริมาณรังสีน้อย และเนื้อเยื่อที่อยู่หลังก้อนมะเร็งแทบไม่ได้รับรังสีเลย ทำให้การรักษามีความแม่นยำสูง ช่วยลดผลข้างเคียง เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยาวนานขึ้น
  • ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ
นับเป็นศูนย์กลางการแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ที่มีความผิดปกติบนใบหน้าตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดจากอุบัติเหตุ ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตที่มีคุณภาพในสังคมได้ โดยมีผู้ป่วยส่งต่อมาจากสถาบันทางการแพทย์ทั่วประเทศ ให้การดูแลรักษาผ่าตัดผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและศีรษะหลากหลายประเภทมากกว่า 3,000 ราย จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลางการรักษาผู้ป่วยโรคงวงช้าง โดยมีเทคนิคการผ่าตัดแก้ไขความพิการด้วยวิธี “จุฬาเทคนิค” และถูกนำไปใช้ทั่วโลก
  • สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย
ให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยอย่างครบวงจร ทั้งการเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย การจัดการขณะเกิดภัย และการฟื้นฟูบูรณะสู่ภาวะปกติ บรรเทาทุกข์ผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนการประชานามัยพิทักษ์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้มั่นคง ทัดเทียม อย่างยั่งยืน สอดคลองกับยุทธศาสตร์สภากาชาดไทยในด้านบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นเลิศครบวงจร
โดยให้บริการทางการแพทย์ผ่านทางสถานีกาชาด 13 แห่ง ให้บริการด้านรักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคแก่ประชาชน อีกทั้งการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ด้านจักษุศัลยกรรมฯ ศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่งเพดานโหว่ และความพิการอื่นๆ รวมถึงหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ เป็นต้น
  • หมอพร้อม แอปพลิเคชัน
เป็นการพัฒนาด้านสาธารณสุขดิจิทัลที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ในช่วงแรกเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารกับประชาชนในช่วงการระบาด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลวัคซีนของตนเองได้ พร้อมประเมินติดตามอาการภายหลังการรับวัคซีน โดยปัจจุบัน “หมอพร้อม” ถือว่าเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในด้านสาธารณสุขของประเทศไทย มีประชาชนมากกว่า 32 ล้านคน เข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ทั้งแอปพลิเคชันและ Line OA และมีการพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง

ที่มา :


นวัตกรรมการแพทย์ของไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก อัปเดตกันต่อ

เปิดภารกิจ ม.บูรพา จับมือภาคเอกชน เดินหน้ายกระดับ การแพทย์จีโนมิกส์ ของไทย ให้ครบทุกมิติ

‘คลินิเซอร์’ พร้อมต่อยอด ยกระดับ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยสู่ Medical Hub อย่างแท้จริง ด้วยการให้บริการวิจัยทางคลินิกแบบครบวงจร

‘EECmd’ ก้าวสำคัญส่งการแพทย์ไทยสู่ ศูนย์การแพทย์เวิลด์คลาส & Medical Valley แห่งแรกของประเทศ

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.239
Next articleEEC ก้าวต่อไป…ไฮสปีดเทรนเชื่อมรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์