ขณะที่คู่แข่งหลักในอุตสาหกรรมอวกาศอย่างรัสเซียและจีนเดินหน้าสำรวจดวงจันทร์ การเริ่มต้นโครงการใหม่ของภารกิจทางจันทรคติของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หลังจากกว่าครึ่งศตวรรษที่โครงการอพอลโลได้ลงจอดบนดวงจันทร์สิ้นสุดลง ก็เป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างมาก เพราะนับตั้งแต่นั้นมาไม่มีภารกิจประจำการใดๆ จากพญาอินทรีที่ไปเยี่ยมเยียน “เพื่อน” ซึ่งอยู่ใกล้ชิดโลกที่สุด และนั่นทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวสุนทรพจน์อันลือลั่นในปี 2505 โดยสรุปความท้าทายในการนำนักบินอวกาศชาวอเมริกันลงแตะพื้นบนดวงจันทร์ว่า “เราเลือกไปดวงจันทร์ ไม่ใช่เพราะมันง่าย แต่เพราะมันยาก”
ความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและยากที่จะเลียนแบบ พิสูจน์ได้จากความสำเร็จของโครงการอพอลโล โดยตลอดระยะเวลา 7 ปี (2512-2515) ที่องค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติ (NASA) ได้ส่งนักบินอวกาศ 12 ชีวิตขึ้นไปยังดวงจันทร์ ใน 6 ภารกิจ คิดเป็นมูลค่าราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน


60 ปีหลังจากการปราศรัยของเคนเนดี นาซาก็พร้อมที่จะส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง นำร่องโดย Artemis I ยานอวกาศที่ไร้คนขับ ซึ่งเป็นเที่ยวบินทดสอบครั้งแรกของยานอวกาศที่จะใช้ส่งนักบินอวกาศในภายหลัง ถูกกำหนดให้ปล่อยตัวในวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ภารกิจแรกใน 3 ภารกิจของสหรัฐอเมริกาที่จะนำมนุษย์กลับคืนสู่ดวงจันทร์ภายในปี 2568 กลับถูกยกเลิกไปในนาทีสุดท้าย เนื่องจากพบปัญหาขัดข้องด้านเครื่องยนต์ ซึ่ง NASA ยืนยันว่าการเลื่อนกำหนดปล่อยยานอวกาศนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น การแข่งขันสำรวจดวงจันทร์กำลังเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง เนื่องจากยังมีอีกหลายประเทศและกระทั่งบริษัทเอกชนที่ดำเนินการเองได้ประกาศภารกิจทางจันทรคตินี้เช่นกัน เช่น จีน รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ตุรกี เกาหลีใต้ และอินเดีย

โดยภายใต้ปฏิบัติการ Chinese Lunar Exploration Program (CLEP) ของจีน มีการลงจอดที่ประสบความสำเร็จของยานสำรวจ Chang’e 3 ในปี 2553, Chang’e 4 ในเดือนมกราคม 2562 และ Long March 5 ในปี 2563
เพื่อไขคำตอบว่าใครจะเป็นหน่วยงานด้านอวกาศของประเทศหรือบริษัทเอกชนรายต่อไปที่ประสบความสำเร็จในการไปเยือนดวงจันทร์? อินโฟกราฟิกนี้จาก Statista ได้สรุปภารกิจหลักบนดวงจันทร์ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นภาพว่าการแข่งขันในภารกิจพิชิตดวงจันทร์นั้นยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น

หลังจาก 2 ภารกิจที่ล้มเหลวของ SpaceIL บริษัทเอกชนของอิสราเอลในเดือนเมษายน 2562 และ ISRO หน่วยงานด้านอวกาศของอินเดียในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนั้น การลงจอดอย่างนุ่มนวลครั้งต่อไปบนดวงจันทร์ อาจสำเร็จได้โดย Astrobotic Technology และ Intuitive Machines บริษัทสัญชาติอเมริกันซึ่งกำลังวางแผนที่จะนำเครื่องบินลงจอดและสำรวจดวงจันทร์ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Commercial Lunar Payload Services ของ NASA ที่ได้ทำสัญญากับบริษัทในอุตสาหกรรมอวกาศต่างๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการบินไปยังขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ที่ตรวจพบว่ามีน้ำแข็งและอาจมีแร่ธาตุอื่นๆ ซึ่งจะเป็นทรัพยากรที่สำคัญสำหรับนักสำรวจในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัท iSpace ของญี่ปุ่นกำลังวางแผนที่จะเปิดตัวเครื่องบินลงจอด Hakuto ในปลายปีนี้ ซึ่งจะนำยานสำรวจ Rashid ที่พัฒนาโดย United Arab Emirates Space Agency ลงจอดบนดวงจันทร์ในต้นปี 2023
กระนั้น ท่ามกลางความโกลาหลทั่วโลกหลังจากปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน อาจทำให้ไทม์ไลน์ของผู้สำรวจบางรายคลาดเคลื่อนไปจากเดิมบ้าง โดยการเปิดตัวโครงการสำรวจดวงจันทร์ครั้งใหม่ของจีนและองค์การอวกาศยุโรป (ESA) คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ เช่นเดียวกับโครงการ Viper rover ของ NASA ที่จะเกิดขึ้นร่วมกับบริษัทเอกชนในปี 2567 นอกจากนี้ NASA และ ESA มีกำหนดจะเริ่มทำงานในสถานีอวกาศในวงโคจรของดวงจันทร์ในปี 2567 เช่นกัน

ด้านเกาหลีใต้ได้เริ่มต้นโครงการสำรวจดวงจันทร์แล้ว ด้วยการเปิดตัวยานอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ที่ประสบความสำเร็จในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กำลังเดินทางไปดวงจันทร์ โดยเกาหลีใต้ต้องการบรรลุเป้าหมายในการลงจอดบนดวงจันทร์อย่างนุ่มนวลภายในปี 2573
สำหรับประเทศไทย ได้มีการสนับสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศเช่นกัน และหนึ่งในแผนนั้นคือภารกิจพิชิตดวงจันทร์ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ เพื่อให้การดำเนินการด้านกิจการอวกาศเป็นไปด้วยความเหมาะสม สอดคล้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านนี้ ไม่เพียงเท่านี้ยังก่อเกิดความร่วมมือภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium: TSC) ที่มีหน่วยงานด้านอวกาศที่สำคัญของประเทศ 12 หน่วยงาน ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการด้านอวกาศที่ดำเนินการในประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านอวกาศ และสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจอวกาศในประเทศ
ต้องรอดูกันว่าหลังจากที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศ เมื่อกลางเดือนมกราคม 2564 ว่าไทยจะสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ และจะบินโคจรรอบดวงจันทร์ให้ได้ในอีก 7 ปีข้างหน้า หรือนับจากนี้เหลือเวลาเพียง 6 ปี นั้น จะสำเร็จดังเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

แล้วทำไมเรายังต้องเดินหน้าสำรวจดวงจันทร์ คำตอบคือ บนดวงจันทร์มีทรัพยากรที่นำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ๆ เนื่องจากตัวอย่างหินที่นักบินอวกาศจากยานอพอลโลนำกลับมาเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ให้ความรู้นักวิทยาศาสตร์มากมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของโลกและดวงจันทร์
ที่ผ่านมา การลงจอดของยานอวกาศใกล้เส้นศูนย์สูตรของดวงจันทร์นั้นง่ายกว่า จึงเป็นที่มาของการลงจอดทั้ง 6 ครั้งของยานอพอลโล แต่ตอนนี้นาซามีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมากขึ้น เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ นาซาได้ประกาศจุดลงจอดที่เป็นไปได้ 13 แห่ง โดยแต่ละแห่งอยู่ในบริเวณขั้วโลกใต้ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าพบน้ำแข็งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในปล่องภูเขาไฟที่แสงแดดส่องไม่ถึง โดนจุดลงจอดเหล่านี้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการสำรวจธรณีวิทยาของดวงจันทร์เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำแข็งบนดวงจันทร์และสุ่มตัวอย่างน้ำแข็งบนดวงจันทร์

David Kring นักธรณีวิทยาทางจันทรคติจาก Center for Lunar Science & Exploration ในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “หากต้องการเข้าใจที่มาของวิวัฒนาการของระบบสุริยะอย่างแท้จริง ไม่มีที่ใดจะดีไปกว่าการไปสำรวจดวงจันทร์ เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศหรือน้ำไหล ดวงจันทร์จึงไม่อยู่ภายใต้สภาวะอากาศและการกัดเซาะ”
นอกจากนี้ การสำรวจดวงจันทร์ยังเป็นบันไดสู่ดาวอังคาร ที่อยู่ห่างจากโลกอย่างน้อย 200 เท่าของดวงจันทร์ ซึ่งหมายถึงความท้าทายอย่างมากในการรักษาความปลอดภัยให้กับนักบินอวกาศจากอันตรายต่างๆ เช่น การได้รับรังสี ด้วยการทดสอบเทคโนโลยีทั้งหมดบนดวงจันทร์ก่อนจะส่งผลให้ภารกิจพิชิตดาวอังคารประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ การสำรวจดวงจันทร์สามารถกระตุ้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับมนุษยชาติ เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายสิบอย่างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อไปในอวกาศและไปยังดวงจันทร์ได้นำประโยชน์มากมายมาสู่ผู้คนบนโลกด้วย โดยเป็นรากฐานสำคัญของประดิษฐกรรมสำคัญตั้งแต่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงเครื่องฟอกไต อินซูลิน ปั๊ม (เครื่องมือทางการแพทย์ที่เลียนแบบการทำงานของตับอ่อนและทำหน้าที่ปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย) และอาหารแห้งแช่แข็ง เป็นต้น ดังนั้นการสำรวจดวงจันทร์ครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ จึงมารถจุดประกายให้เกิดนวัตกรรมที่คล้ายคลึงกันได้
ที่สำคัญ ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติต่อไปในอนาคต
แม้ขณะนี้ ภารกิจของ Artemis I จะถูกเลื่อนออกไปจากอุปสรรคดังกล่าว แต่ Artemis II ก็คาดว่าจะนำนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ได้ในปี 2567 และการลงจอดบนดวงจันทร์ของ Artemis III อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2568
ที่มา :










