ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ คนไทยคงเห็นประจักษ์แล้วว่าผลของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือ Climate change มีส่วนทำให้ภัยพิบัติธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง ความแปรปรวน ทวีความรุนแรง สร้างความเสียหายไปทั่วทุกภูมิภาคของไทยได้เพียงใด ซึ่งปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ล้วนเกิดขึ้นภายใต้คำนิยาม ภาวะโลกรวน ที่เมื่อเอ่ยขึ้นมา ใครหลายคนอาจคิดว่าพูดผิด เพราะเคยได้ยินแต่คำว่า ภาวะโลกร้อน จนชินหู
ทว่า ภาวะโลกรวน นี้ เป็นนิยามใหม่ ที่สื่อตรงตัวถึงสภาวะของธรรมชาติที่แปรปรวน เรรวน แบบคาดการณ์ไม่ได้ หรือมีการอธิบายไว้ชัดเจนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบสภาพอากาศที่กินเวลามายาวนาน ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ที่มาจากกิจกรรมการผลิต และการบริโภคของมนุษย์ ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
และนี่เป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้ประชาคมโลกต่างตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมกันจัดทํากรอบความร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ว่าพร้อมยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้ได้ในปี ค.ศ. 2065
อะไรคือความจำเป็นเร่งด่วนให้ประเทศไทยต้องเตรียมวางยุทธศาสตร์ระดับประเทศเพื่อขับเคลื่อนให้เกิด Action ตามปณิธานข้างต้นนี้ และอะไรคือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เจตนารมณ์ข้างต้นนี้สำเร็จลงได้ วันนี้เรามีคำตอบมาบอกกัน
รู้กันก่อน ความจำเป็นเร่งด่วน ที่ทำให้ไทยต้องเดินหน้าไฟท์ ภาวะโลกรวน ก่อนจะสายเกินไป
ในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 องศา และถ้าตอนนี้เรายังไม่ทำอะไรเลย อุณหภูมิของไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 2 องศา ในปี 2050 ตัวเลขอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นแปรผันตรงต่อความเป็นไปของสภาพแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ความเป็นกรดของน้ำในมหาสมุทร คุณภาพดิน ความรุนแรงของลม ปริมาณน้ำฝน ประเทศไทยจะประสบกับความแห้งแล้งที่ยาวนาน และทวีความซับซ้อนต่อการรับมือด้วยการเกิดน้ำท่วมฉับพลันเป็นระยะ
ส่วนผลกระทบเชิงลบที่ตามมาถ้าปัญหา ภาวะโลกรวน ที่กล่าวมานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศอย่างแน่นอนเพราะ Global Risk Index จัดอันดับให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากโลกรวนเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยเรามีความเสี่ยงต่อภัยแล้งสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก แต่มีขีดความสามารถในการรับมืออยู่ในอันดับที่ 39 จาก 48 ประเทศ
นอกจากนั้น ผลการศึกษาจาก Swiss Re Institue รายงานว่า หากไทยยังไม่มีมาตรการปรับตัวใดๆ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกรวน หากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้น 2 องศา GDP ของเราจะลดลง 4.9% และหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3.2 องศา GDP ของเราจะลดลงถึง 43.6% จึงกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามของประเทศไทย กระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการเกษตร รวมถึงกระทบต่อความเป็นอยู่ของเราทุกคน

ดังนั้นไทยในฐานะประชาคมโลกจึงต้องมีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นด้วยการกำหนด “เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ” เพื่อเป้าหมายหลัก 3 ข้อ ตามที่ได้ให้สัตยาบันคือ
1. ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศา เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยต้องพยายามควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศา
2. เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมภูมิต้านทาน รวมถึงความสามารถในการฟื้นตัว
3. ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนที่มีความสอดคล้องกับแนวทางสู่การพัฒนาคาร์บอนต่ำ ที่มีภูมิต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีโครงสร้างของแผนปฏิบัติการระดับชาติต่างๆ ตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว แต่ปัจจุบัน ณ กลางปี 2022 ไทยก็ยังไม่กำหนด “แผนปฏิบัติการเพื่อให้ไปได้ถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ” สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะนำไปสู่การลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรมของภาคส่วนและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างภาคพลังงานในระดับการผลิตและบริโภค ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของประเทศไทยในสัดส่วน 70%
เจาะแผน ติดกระดุมให้ถูกเม็ด เพื่อขับเคลื่อนภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกของไทยให้ถูกทาง
เพื่อบรรลุภารกิจต่อโลกและประเทศนี้ ประเทศไทย ต้องเริ่มติดกระดุมเม็ดไหนจึงจะถูกต้อง?
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเกิดขึ้นแล้ววันนี้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนทั้งในด้านการมุ่งลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศา รวมถึงในด้านการปรับตัวและตั้งรับภัยพิบัติต่างๆ ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
กระดุมเม็ดที่ 1
ผลักดันให้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ประเทศไทยต้องมีกฏหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกำหนดทิศทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยต้องบังคับให้มีเปิดเผยและจัดส่งข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายโรงงาน (คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร) จากโรงงานทุกภาคอุตสาหกรรมที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงตามที่กำหนด
กระดุมเม็ดที่ 2
สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อพัฒนาระบบการวัดผลได้ การรายงานผล และการตรวจสอบพิสูจน์ผลได้ (Measurable, Reportable and Verifiable หรือ MRV) ให้การตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกๆ อุตสาหกรรมดำเนินงานบนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสะท้อนข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงอย่างเที่ยงตรง พร้อมทั้งพัฒนาระบบติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กระดุมเม็ดที่ 3
ให้ความรู้ความเข้าใจในการตรวจวัดและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่ภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SME)
นอกจากนี้ เราต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเกษตรกรรมมีส่วนร่วมในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เพราะแผนแม่บทของภาครัฐในปัจจุบันแทบจะยังไม่มีการทำแผนที่ชัดเจนสำหรับการเกษตร ทั้งๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสัดส่วนอันดับที่ 2 รองจากภาคพลังงานก็ตาม
กระดุมเม็ดที่ 4
สนับสนุนมาตรการส่งเสริมการดำเนินงานด้านบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น บทบาทของตลาดทุนผ่านการออกพันธบัตรสีเขียว บทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนที่เป็นรายเล็กมีโอกาสรับการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติม
รวมถึงส่งเสริมสร้างมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ที่ช่วยสนับสนุนการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้นทุนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
การภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เครื่องมือซึ่งเป็นไปตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter-pays-principle) ซึ่งผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายค่าปล่อย โดยรัฐบาลสามารถกำหนดเป็นอัตราภาษีต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้น
กำหนดมาตรการราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เครื่องมือปรับราคาตลาดของสินค้าและบริการให้สะท้อนต้นทุนของผลกระทบจากการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการยอมรับเทคโนโลยีที่สะอาด ซึ่งมีต้นทุนของผลกระทบจากการปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า
วางระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยคาร์บอน (Emission Trading Scheme หรือ ETS) เครื่องมือกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap) ของผู้ผลิต โดยรัฐจะจัดสรรสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ผู้ผลิตแต่ละรายในรูปของใบอนุญาต (Allowance) หากผู้ผลิตรายใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าจำนวนในใบอนุญาต ก็สามารถขายต่อใบอนุญาตที่เหลือแก่ผู้ผลิตรายอื่นได้ ในทางกลับกันหากผู้ผลิตรายใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินโควต้าที่ได้รับ ก็ต้องซื้อใบอนุญาตต่อจากผู้ผลิตรายอื่น ถือเป็นระบบที่จำกัดปริมาณแล้วแลกเปลี่ยน (Cap-And-Trade)
กระดุมเม็ดที่ 5
ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่น Carbon Capture ในราคาที่สมเหตุสมผล รวมถึงเพิ่มความตระหนักและศักยภาพให้ประชาชน เกี่ยวกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมความยืดหยุ่นของสังคม (Resilient)
กระดุมเม็ดที่ 6
สร้างมาตรการเชิงรุกให้สอดคล้องกับผลการประเมินความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) เช่น ปรับปรุงพันธุกรรมของข้าว พร้อมทั้งฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพในทุกมิติ
เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตลอดจนการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นประเด็นที่ซับซ้อน และต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งยังต้องใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการตรวจวัด รายงานผล พิสูจน์และหาหนทางแก้ไขปัญหา
เศรษฐกิจหมุนเวียน ความหวังลดผลกระทบจาก ภาวะโลกรวน อย่างมีประสิทธิภาพ
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คืออะไร จะช่วยลดโลกรวนได้อย่างไร? นี่คือคำถามต่อไปที่จะชี้เป้าให้เห็นเลยว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน จะมามีส่วนช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และตอบสนองต่อปัญหา ภาวะโลกรวน ได้อย่างไร
เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ แนวคิดเชิงระบบในการออกแบบกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ การบริการ และรูปแบบธุรกิจ ด้วยการจัดการทรัพยากรให้เกิดการหมุนเวียน เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งสามารถลดการเกิดของเสียได้ เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีการขับเคลื่อนทั้งจากภาครัฐ และภาคธุรกิจทั่วโลก เพื่อร่วมเติมเต็ม และสนับสนุนในการแก้ปัญหาโลกรวน
สำหรับในประเทศไทย มีตัวอย่างโครงการพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรม ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ในโรงงาน 6 แห่ง ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งได้นำการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์มาสนับสนุนการทำงานตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบแต่ละชนิดที่ใช้ในกระบวนการผลิต การใช้ไฟฟ้า ไอน้ำ กระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งสินค้า การใช้งาน และการจัดการของเสียของโรงงาน และการกําจัดซากของผลิตภัณฑ์เมื่อหยุดอายุการใช้งาน และวิเคราะห์การทำงานแต่ละขั้นตอนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

เช่น นําวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในกระบวนการผลิต การจัดการน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การนําของเสียต่างๆ ไปใช้ประโยชน์ ผลจากการดำเนินงานทำให้เห็นว่าการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมในการนําหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ เป็นการเชื่อมโยงการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าพร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม
ประโยชน์ที่ได้รับ อาทิ โรงงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการใช้พลังงานได้จากการลดการสูญเสีย ช่วยลดภาระในการจัดการของเสีย และถูกนําไปใช้ประโยชน์ต่อ และสามารถรับวัสดุเหลือใช้จากโรงงานหนึ่ง มาเป็นวัตถุดิบแทนวัตถุดิบที่ได้มาจากธรรมชาติ
จากการดำเนินโครงการดังกล่าวยังพบว่า เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมทั้ง 6 แห่ง ดําเนินการตามมาตรการตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ทำให้มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 73.10 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น
ที่มา :
- บทความเรื่อง “STOP ภาวะโลกรวน ต้อง START เศรษฐกิจหมุนเวียน” จาก Facebook : Infographic Thailand
- บทความเรื่อง “โลกรวนทำเศรษฐกิจไทยพัง แต่ยังนิ่งนอนใจไม่กำหนดแผนการลดก๊าซเรือนกระจก” จากเว็บไซต์ Global Compact Network Thailand
หลากหลายไอเดียเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้
แอปฯ กู้วิกฤต Food Waste เปลี่ยนอาหารเหลือให้กลายเป็นอาหารราคาถูก กำลังผลิดอกออกผลในเอเชีย















