รู้จัก ลิซ ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งคนที่ 3 แห่งประวัติศาสตร์ สหราชอาณาจักร

หน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรต้องบันทึกไว้อีกครั้ง เมื่อวันที่ 6 กันยายน นี้ จะมี นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สามของสหราชอาณาจักร ‘ลิซ ทรัสส์’ ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยสองคนแรกคือ มาการ์เร็ต แทตเชอร์ (พรรคคอนเซอร์เวทีฟ) และ เทรีซา เมย์ (พรรคคอนเซอร์เวทีฟ)

แล้ว ลิซ ทรัสส์ สุภาพสตรีผู้ครองนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของอังกฤษ คือใคร? วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเธอกัน

โปรไฟล์การเมืองอันโชกโชนของหญิงแกร่ง ลิซ ทรัสส์

ย้อนไปเมื่อช่วงกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พรรคอนุรักษนิยมของอังกฤษได้ลงคะแนนเลือกผู้สมัคร 2 คนสุดท้ายที่จะเข้าสู่การแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค 2 คนที่ว่านั้นก็คือ ริชี ซูแนค อดีตรัฐมนตรีคลังอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นตัวเต็งเบอร์ 1 ได้คะแนนเสียงสูงสุด 137 คะแนน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคอนุรักษ์นิยมจำนวน 358 คนที่เป็นผู้ลงคะแนน ขณะที่ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศในตอนนั้นตามมาด้วยคะแนน 113 คะแนน
‘ลิซ ทรัสส์’ นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สามของสหราชอาณาจักร
แต่ต่อมา เกมเริ่มพลิก หลังจากที่ทั้งสองคนเริ่มการรณรงค์หาเสียงเพื่อเรียกคะแนนจากบรรดาสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมทั่วประเทศจำนวนราว 200,000 คน เริ่มเทคระแนนมาอยู่ฝั่งของทรัสส์
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน คือ สมาชิกพรรคฝ่ายฝักใฝ่ขั้วการเมืองแบบอนุรักษนิยม นับตั้งแต่ เดวิด คาเมรอน เทเรซา เมย์ รวมทั้ง บอริส จอห์นสัน มีท่าทีไม่ปลื้มหากนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะมีเชื้อชาติอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ ทำให้คะแนนความนิยมของ ซูแนค ที่มีเชื้อสายอินเดีย ลดลงชัดเจน และสปอตไลต์ก็ส่องมาที่ ทรัสส์ แทน
YouGov ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ ได้ทำการสำรวจเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ซูแนค อาจจะต้องพ่ายแพ้ต่อ ทรัสส์ แม้ว่าเขาจะมีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ในการลงคะแนนทุกรอบของ ส.ส. พรรคอนุรักษนิยมก็ตาม
บางส่วนมองว่า เหตุที่ทำให้ ซูแนค ได้คะแนนเสียงลดลงไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติของเขาอย่างเดียว แต่เป็นเพราะที่ผ่านมา ซูแนค มีความเห็นคัดค้านการปรับลดอัตราภาษี โดยเขามองว่า ภารกิจสำคัญของรัฐบาลคือการสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ซูแนค ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ผลงานระหว่างที่ครองตำแหน่งรัฐมนตรีคลังภายใต้การนำของ บอริส จอห์นสัน ด้วย อีกทั้งประชาชนส่วนหนึ่ง ยังมีความไม่พอใจที่ ซูแนค เป็นหนึ่งในผู้ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านพัก บอริส จอห์นสัน ขณะที่อังกฤษยังคงมีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19

รู้ประวัติส่วนตัวของ นายกหญิงคนที่ 3 ของอังกฤษเพิ่มเติม

ทรัสส์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2564 โดยก่อนหน้านั้น เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสตรีและความเท่าเทียมในปี 2562 เป็นสมาชิกสภาจากนอร์โฟล์คตะวันตกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปี 2553 และเคยร่วมงานคณะรัฐบาลมาตั้งแต่ยุคการบริหารประเทศของ เดวิด คาเมรอน, เทเรซา เมย์ จนถึง บอริส จอห์นสัน
ผู้หญิงเก่งและแกร่งท่านนี้มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา ลิซ ทรัสส์ มีชื่อเต็มว่า แมรี เอลิซาเบธ ทรัสส์ เกิดเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2518 ที่เมืองออกซฟอร์ด ในครอบครัวซึ่งบิดาเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ และมารดาเป็นพยาบาล จบการศึกษาจาก วิทยาลัยเมอร์ตัน ในออกซ์ฟอร์ด สมัยเรียนเคยเป็นประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เมื่อจบการศึกษาในปี 2539 จึงได้เข้าร่วมกับพรรคอนุรักษ์นิยม และในเวลาเดียวกันก็ทำงานประจำที่บริษัทเชลล์ เคเบิล แอนด์ ไวร์เลส ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายปรับโครงสร้างใหม่ของบริษัท

ทรัสส์มีนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักร เป็นแบบอย่าง นับตั้งแต่สวมบทบาทเป็นผู้นำหญิงเหล็ก ในการแสดงละครเวทีของโรงเรียน เมื่ออายุเพียง 7 ขวบ
ตอนที่ยังเป็นเด็กสาว แม่ของเธอเข้าร่วมการเดินขบวนของกลุ่มเรียกร้องปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นการต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลแทตเชอร์ที่อนุญาตให้มีการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ที่กรีนแฮม คอมมอนทางตะวันตกของกรุงลอนดอน ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร
ครอบครัวของเธอย้ายไปอยู่ที่เมืองเพสลีย์ ทางตะวันตกของเมืองกลาสโกว์ ตอนที่ทรัสส์อายุได้ 4 ขวบ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่เมืองลีดส์ ซึ่งเธอได้เข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของรัฐที่นั่น
จนทรัสส์ได้เข้าเรียนด้านปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และทำกิจกรรมด้านการเมืองของนักศึกษา และเคยเป็นสมาชิกพรรคลิเบอรัล เดโมแครต

จุดยืนการเมืองอันแข็งแกร่งของ ลิซ ทรัสส์

และอีก 39 ปีต่อมา หลังแธตเชอร์สร้างประวัติศาสตร์นำพรรคอนุรักษ์นิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไป ด้วยเสียงข้างมากเหนือพรรคแรงงาน 144 เสียง ทรัสส์สามารถเดินตามรอยแธตเชอร์ได้อย่างสมเกียรติ ก้าวขึ้นสู่การดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน

สำหรับจุดยืนทางการเมืองของทรัสส์ในประเด็นหลักนั้น ก่อนการลงประชามติเมื่อปี 2559 ทรัสส์ยืนกรานคัดค้านการเบร็กซิต อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงข้างมากระบุว่า ต้องการให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ทรัสส์ปรับเปลี่ยนท่าที ด้วยการกล่าวว่า เบร็กซิตถือเป็นการสร้างโอกาส “ให้กับการแก้ไขและปฏิรูป”
โดยในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ทรัสส์ได้ดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ระหว่างปี 2559-2560 แล้วย้ายมาดำรงตำแหน่งรมว.การคลัง ระหว่างปี 2560-2562
ต่อมาในยุคของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ทรัสส์ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านการค้าระหว่างประเทศ และตามด้วยการดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ เมื่อเดือน ก.ย. 2564 การอยู่ในตำแหน่งหนึ่งในรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่ที่สุดและเป็น “เกรดเอ” ด้วยวัย 46 ปี ถือได้ว่า ทรัสส์คือหนึ่งในนักการเมืองหญิงดาวรุ่งของสหราชอาณาจักร ที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง
ผลงานโดดเด่นของทรัสส์ในฐานะเจ้าหน้าที่การทูตหมายเลขหนึ่งของสหราชอาณาจักร รวมถึงการสามารถแก้ไขเนื้อหาบางส่วนของข้อตกลงเบร็กซิต ในประเด็นเกี่ยวกับไอร์แลนด์เหนือ เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากสหภาพยุโรป (อียู) นอกจากนั้น ยังมีการช่วยเหลือตัวประกันชาวสหราชอาณาจักรเชื้อสายอิหร่าน 2 คน ออกจากกรุงเตหะราน และการประกาศจุดยืนหนักแน่น ว่าสหราชอาณาจักรอยู่เคียงข้างยูเครน

ภารกิจสำคัญที่รอนายกรัฐมนตรีคนใหม่แกะกล่องของอังกฤษ

ภารกิจสำคัญที่รอนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาเร่งแก้ไขคือเรื่องเศรษฐกิจปากท้องและราคาพลังงานที่แพงลิ่ว ขณะนี้สหราชอาณาจักรเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง ตัวเลขล่าสุดเมื่อกลางเดือนสิงหาคม เงินเฟ้ออยู่ที่ 10.1% นั่นก็ผลักให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงสุดในรอบสี่สิบปี ขณะที่ผลพวงจากสงครามรัสเซียและยูเครนที่รัสเซียระงับการส่งก๊าซบางส่วนให้ยุโรป ส่งผลต่อราคาก๊าซและพลังงานในสหราชอาณาจักร ซ้ำเติมปัญหาสะสมของสหราชอาณาจักรในเรื่องการลงทุนไม่เพียงพอในด้านพลังงาน จึงทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาสำคัญในขณะนี้

นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ครัวเรือนในสหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับการปรับตัวสูงขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยเฉลี่ยราว 80% ขณะนี้มีรายงานว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของทรัสส์ เตรียมจะประกาศนโยบายตรึงเพดานราคาค่าพลังงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน
ในแง่นโยบายต่างประเทศโดยเฉพาะรัสเซียนั้นทรัสส์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีนโยบายชัดเจนว่าประชาคมระหว่างประเทศจะต้องคว่ำบาตรรัสเซียอยู่ต่อไปจนกว่ารัสเซียจะยอมถอนทหารออกจากยูเครน และชาติตะวันตกก็จะต้องสนับสนุนยูเครนให้มากและเร็วขึ้น เพื่อต้านทานการรุกรานของรัสเซีย และรัสเซียจะต้องไม่ชนะในสงครามครั้งนี้ เพื่อไม่ให้ต้องไปรุกรานชาติอื่นอีก ท่าทีเช่นนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเกรงว่าจะทำให้การรอมชอมกับรัสเซียเป็นไปได้ยากขึ้น
ในแง่ความสัมพันธ์กับจีนนั้น ทรัสส์ เปรียบเปรยว่าต้องป้องกันไม่ให้สิ่งที่รัสเซียทำกับยูเครนเกิดขึ้นกับไต้หวัน และชาติตะวันตกต้องทำให้แน่ใจว่าไต้หวันจะสามารถปกป้องตัวเองจากการรุกรานของจีน และชาติตะวันตกเองก็ต้องพยายามไม่ให้ตัวเองต้องพึ่งพิงจีนในทางเศรษฐกิจมากเกินไป

ที่มา :


อัปเดตเรื่องราวระดับโลก ผ่านบุคคลสำคัญต่อไปนี้

เปิดมุมคิด “นักการเงินระดับโลก” Ronald Chan มองสถานการณ์ครึ่งปีหลัง

“เฮฮาปาร์ตี้” จุดเปลี่ยน “การเมืองอังกฤษ” จุดจบรัฐนาวา Boris Johnson

Metro Lines “เครือข่ายรางรถไฟ” คือ “หัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง ศาสตราจารย์ Alain Bertaud “ปรมาจารย์แห่งการบริหารจัดการผังเมือง”