เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดเพชรบุรี สิ่งที่ทุกคนรับรู้ร่วมกัน นั่นคือ ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุง ที่อัดแน่นไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพครบครัน ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่าง ทะเล ภูเขา และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม โบราณวัตถุ โบราณสถาน นอกเหนือจากนั้นยังเป็น แหล่งอาหารเลิศรส ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน จนได้รับคัดเลือกจาก UNESCO ให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์โลก (UNESCO Creative Cities Network) ประจำปี 2564 ในสาขาเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร (City of Gastronomy) มาในวันนี้ เมืองเพชร ได้สร้างอีกหนึ่งโปรไฟล์กับการเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต้นแบบ BCG Model ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการ ธนาคารต้นไม้ นั่นคือ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน
ชุมชนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาเหนือเขื่อนแก่งกระจาน บนพื้นที่ 4,000 ไร่ ที่มีแต่ความเขียวขจีของต้นไม้ใหญ่ และชุมชนบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใจกลางธรรมชาติอันงดงาม โดยมีแม่น้ำเพชรบุรีอันศักดิ์สิทธิ์ไหลรินสร้างความชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชนแห่งนี้
ด้วยสภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์นี้ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต่อยอดสู่โครงการ ธนาคารต้นไม้ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของชาวชุมชนและผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อฟื้นฟูผืนป่า ให้เป็นทุนสืบต่อไปยังลูกหลาน ควบคู่ไปกับกุศโลบายในการทำให้ชุมชนแห่งนี้ตระหนักถึงมูลค่าของต้นไม้ที่ตัวเองปลูก เพราะต้นไม้นี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นหลักประกันเงินกู้ บรรเทาปัญหาหนี้สิ้นของเกษตรกรในพื้นที่บ้านถ้ำเสือได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ต้องยอมรับบุคคลที่เป็น Key person นำพาความสำเร็จให้กับ โครงการ ธนาคารต้นไม้ ณ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ แห่งนี้ คือ สุเทพ พิมพ์ศิริ ประธานคณะกรรมการธนาคารต้นไม้บ้านถ้ำเสือ ที่ร่วมลงทุน ลงแรง สร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับชาวชุมชน ได้ตระหนักในโครงการธนาคารต้นไม้ ว่าเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนนี้ในทุกมิติได้อย่างยั่งยืน แถมในตอนนี้ยังต่อยอดสู่ความสำเร็จขั้นต่อไปของการเป็น ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ BCG Model หรือชุมชนท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำได้ด้วย
เปิดที่มา โครงการ ธนาคารต้นไม้ สร้างทั้งจิตสำนึกรักษ์ต้นไม้ รักษ์ป่า แก้ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน
หัวเรือใหญ่ของ โครงการ ธนาคารต้นไม้ ชุมชนบ้านถ้าเสือ คุณสุเทพ หรือ พี่น้อย ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของโครงการนี้ ที่ในวันนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน
“จากสภาวะหนี้สิ้นของเกษตรกร และภาคเกษตรกรรมระดับรากหญ้า ทำให้ชุมชนพยายามหาวิธีที่จะช่วยเกษตรกรในการปลดหนี้ ซึ่งในบริบทของชุมชนบ้านถ้ำเสือมีประชากรทั้งหมดประมาณ 500 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร เมื่อก่อนชาวบ้านที่นี่ก็ทำเกษตรเชิงเดี่ยว แต่ก็ล้มเหลว ทว่า มาในปัจจุบันก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำเกษตรเชิงผสมผสาน ปลูก พริก ถั่ว มะเขือ แตง มะนาว พืชผลการเกษตรที่เป็นรายได้ระยะสั้น เพื่อกินด้วย ขายด้วย จากนั้นเราและกลุ่มเกษตรกรก็มาพูดคุยกันว่าจะหาทางอย่างไรที่จะมาปลดเปลื้องหนี้สินกัน ก็มีโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ตอนปี 2530”

“โดยเรามาพูดคุยกันว่า ถ้ามองในเรื่องของสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดหนี้สิ้น ก็เป็นเรื่องยากที่ชาวบ้านจะปลดเปลื้องหนี้สินได้ ภาวะหนี้สินก็ยังวนเวียนเป็นวัฏจักร “เอาหนังวัวไปแปะหนังแพะ” เกิดเป็นวิถีชีวิตที่ทุกคนก็มองเป็นเรื่องธรรมดาไป แต่จริงๆแล้ว ปัญหาหนี้สิน เป็นปัญหาที่บอบช้ำที่สุดของเกษตรกรรากหญ้า”
“สำหรับโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้นี้เป็นโครงการนี้ก็ทำกันมานานแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งในปี 2548 ก็นำเรื่องนี้ไปคุยกับทาง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธกส. มีผู้ที่เป็นหัวหอกในโครงการนี้คนแรกๆ คือ ประยงค์ รณรงค์ และมีว่าที่ร้อยตรี ไสว แสงสว่าง ผู้จัดการธนาคารต้นไม้คนแรก ซึ่งการพูดคุยนี้เป็นลักษณะของการร่วมมือกันในการปลูกต้นไม้เพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเวลานั้น”

“นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราตั้งใจจะดำเนินการ นำต้นไม้มาเป็นหลักประกันเงินกู้และเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “โครงการธนาคารต้นไม้” ในช่วงแรก ได้ศึกษาแนวทางการทำโครงการทำธนาคารต้นไม้ ซึ่งเมื่อมาพิจารณาถึงเนื้อหาโครงการแล้ว ก็รู้สึกว่าโครงการนี้ได้ ถ้าเราปลูกต้นไม้ใน 1 ไร่ อาจได้ 100 ต้น ก็จะได้รายได้เสริมกลับมา แถมสิ่งตอบกลับที่ได้มายังเป็นเรื่องของการสร้างเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี คืนอากาศสะอาดให้กับชุมชนด้วยต้นไม้อีกด้วย”
“โดยการปลูกต้นไม้ในชุมชนบ้านถ้ำเสือ ก็จะปลูกตามภูมิสังคมในแต่ละพื้นที่เทียบเคียงจากไม้สายพันธุ์เดิมที่เคยปลูก ในพื้นที่ แล้วก็นำมาขยายพันธุ์ปลูกให้มีจำนวนมากขึ้น เช่น สัก ตะเคียนทอง พยูง ยางนา มะค่าโมง ประดู่ กระพี้ ฯลฯ”
“ทั้งนี้ ในพื้นที่ชุมชนถ้ำเสือนี้ ต้องยอมรับว่าได้อานิสงส์จากความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของพืชพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากผืนป่าใหญ่ในแถบเทือกเขาตะนาวศรี โดยมีนกที่คาบเมล็ดพันธุ์มาตกอยู่ในพื้นที่ชุมชน เกิดเป็นความหลากหลายของสายพันธุ์ต้นไม้โดยธรรมชาติ”
“และแน่นอนว่า ไม้เหล่านี้มีราคา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะวางแผนการปลูกอย่างไร ที่ดอน ที่ราบ ที่ลุ่ม ควรปลูกต้นไม้ชนิดไหน ซึ่งเรามีความภูมิใจว่าพื้นที่ของเราเป็นต้นแบบที่มาลบข้อจำกัดที่ว่า “พื้นที่น้ำท่วมปลูกต้นไม้ไม่ได้” เพราะในพื้นที่นี้เคยโดนน้ำท่วมมาสองรอบหนักๆ แต่ก็มีพืชพันธุ์แทบทุกชนิดสามารถปลูกได้ในพื้นที่นี้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปลูกจะเลือกปลูกแบบไหน ปลูกแบบขอบรั้ว รอบที่ดิน ปลุกผสมผสานกับพืชไร่ หรือปลูกเป็นกลุ่ม เราไม่ได้กำหนดให้ต้องปลูกเหมือนกัน แค่แนะนำให้ปลูกตาม “ภูมิสังคม” ของแต่ละคนที่ถนัด”

“ที่ผ่านมา ตอนที่รณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ตามโครงการธนาคารต้นไม้ เราได้มีการจัดอบรมให้ความรู้กับชาวบ้านโดยให้ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ให้ชัดเจน แม่นยำ ตามหลักการปลูกที่ถูกต้อง เพราะเรารู้ดีว่า การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดี ก็จะทำให้ชาวบ้านหรือสมาชิกโครงการฯ อาจจะถอดใจ ไม่ร่วมมือทำไปเลยก็ได้”
“จุดประสงค์หลักที่จูงใจให้ชาวบ้านในพื้นที่สนใจเข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้ แน่นอนว่า คือ การทำให้เห็นว่าต้นไม้สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้ โดยต้นไม้แต่ละต้นที่จะนำมาเป็นหลักประกันเงินกู้ เราจะต้องเป็นผู้ไปตรวจวัดเส้นรอบวงของต้นไม้นั้นทุกต้น เพื่อบันทึกค่าพิกัดที่ต้นไม้นั้นปลูกอยู่ แล้วประเมินราคาร่วมกับเจ้าหน้าที่ ธกส. ตั้งแต่ตั้งธนาคารต้นไม้ ปี 2548 มาจนถึงตอนนี้เป็นเวลา 16 ปีมาแล้ว”
“โดยต้นไม้ที่จะมีมูลค่าต้องมีอายุ 4-5 ปีขึ้นไป และไม้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นไม้ประกันการกู้ยืมได้ ต้องเป็นไม้ที่สูงอย่างน้อย 1.30 เมตร ขึ้นไป เส้นรอบวงก็ตั้งแต่ 3 ซม. ขึ้นไป ซึ่งชี้วัดได้ว่าต้นเท่านี้ต้นไม้นั้นรอดแล้ว จะบันทึกได้เลย เพียงแค่ถ้าต้นยังเล็ก คือแค่บันทึกได้ แต่มูลค่ายังไม่มี”
“นอกจากนั้น ยังต้องดูประเภทไม้ ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อปานกลาง ไม้เนื้อแข็ง และไม้สัก โดยไม้สักจะเป็นราคาแยกออกไปเลย โดยเป็นราคาสากล”
“ที่ผ่านมา มีผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้นไม้ และใช้ต้นไม้เป็นประกันเงินกู้แล้วได้เงินกู้มากที่สุด คือ 3 แสนบาท โดยใช้ไม้ยื่นประกันเงินกู้ประมาณเกือบ 200 ต้น แต่ผู้ยื่นกู้ก็ต้องดูแล ไม่ตัดต้นไม้ที่ใช้ประกันเงินกู้เพราะต้นไม้นั้นถือเป็นทรัพย์สินของทางธนาคารแล้ว”
“ทว่า ที่ผ่านมาในพื้นที่ชุมชนถ้ำเสือ ก็ไม่เคยเกิดเหตุการลักลอบตัดต้นไม้ที่ใช้ประกันเงินกู้โดยไม่แจ้งก่อน เพราะบทลงโทษที่รับรู้ร่วมกัน คือ การแจ้งความดำเนินคดี และก็จะอยู่ในสถานะคนที่ผิดคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ ก็จะเสียความน่าเชื่อถือไป”
“นอกจากนั้น ประโยชน์ในทางอนุรักษ์ นั่นคือ การปลูกต้นไม้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้ประกันเงินกู้นี้เป็นการปลูกไม้ใหญ่ที่จะช่วยรักษาป่าต้นน้ำได้ และทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งนี่เป็นความรู้ที่เราบอกกับชาวบ้านด้วย เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมว่าไม้เหล่านี้มีคุณค่าในเรื่องของจิตใจ ไม่ได้มีมูลค่าทางตัวเงิน เป็นวัตถุเท่านั้น และเมื่อเขาตระหนักเช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดจิตสำนึกในการร่วมกันดูแลและให้ความสำคัญ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเราต้องการใช้ต้นไม้เป็นหลักประกันเงินกู้ อยากปลดหนี้ให้ได้เร็ว ก็ต้องดูแลต้นไม้นั้นอย่างดี”
ได้เวลาต่อยอดโครงการ ‘ธนาคารต้นไม้’ สู่การท่องเที่ยวชุมชนคาร์บอนต่ำ ด้วยแรงหนุนสำคัญจาก อพท.
ดังที่ได้เกริ่นว่า ด้วยความสำเร็จของ โครงการธนาคารต้นไม้ที่บ้านถ้ำเสือ ที่มีความโดดเด่นในด้านการเป็นแหล่งสะสมพันธุ์ไม้ในรูปแบบ “ธนาคารต้นไม้” จึงเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้การอนุรักษ์ต้นไม้ที่มีคุณค่า และมีมูลค่า ทั้งในด้านการดำรงชีวิตและการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคนในชุมชน และนักท่องเที่ยวได้สัมผัส
โดยหนึ่งในหน่วยงานที่มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาให้ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ เดินหน้าสู่ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT Thailand) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญ ที่จะเป็นต้นแบบ และพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Criteria หรือ GSTC) คือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.
ที่ผ่านมา อพท. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ร่วมกันพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยว ให้มีการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างสมดุล หรือ “Carbon Neutral Community-Based Tourism” ที่จะผลักดันการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด BCG Model (Bio-Circular-Green Economy Model) ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนบนพื้นฐานการมีส่วนร่วม (Co-Creation) และการเป็นเจ้าของร่วมกัน Co – Own ของชุมชนบ้านถ้ำเสืออย่างต่อเนื่อง

นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ อพท. ได้ใหข้อมูลเพิ่มเติมถึงการร่มมือกันกับ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของโครงการธนาคารต้นไม้ สู่ชุมชนท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำว่า
“ที่ผ่านมา อพท.และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว ด้วยการเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ความเข้าใจ เพื่อการพัฒนาเป็น”ชุมชนท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร พร้อมลงมือทำให้เกิดผลอย่างแท้จริง ภายใต้กิจกรรม “ดิน น้ำ ป่า จากภูผา สู่มหานที” นับเป็นต้นแบบของพื้นที่ภาคตะวันตก ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมการออกแบบพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวและกิจกรรม โดยที่ชุมชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากรายได้เสริมที่มาจากการให้บริการนักท่องเที่ยว”
“จุดเด่นของ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ คือการเป็นชุมชนริมแม่น้ำเพชรบุรี ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ มีความเข้มแข็งในเรื่องการท่องเที่ยวและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม และได้รับการยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์ ขณะที่ ชุมชนแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่มุ่งสู่การใช้ประโยชน์ผืนป่าเพื่อการกักเก็บคาร์บอน พร้อมเดินหน้าสู่เข้าสู่สังคม Net Zero ที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต้องตระหนักและให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีความยั่งยืน”
โดย กิจกรรมหลักในเส้นทางการท่องเที่ยว ณ ชุมชนบ้านถ้ำเสือ ที่พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัส นั่นคือ


ยิง “กระสุนเมล็ดพันธุ์” ช่วยชุมชนสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่ม
เป็นกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์และปลูกต้นไม้แบบง่ายๆ ด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ ด้วยการปั้นดินเหนียวบรรจุเมล็ดพันธุ์ คือ เมล็ดมะขวิด พะยอม ปั้นง่ายมาก หยิบดินมานวด เป็นลูกกระสุนโดนปั้นให้ดินแบนก่อนแล้วใส่เมล็ดลงไปแล้วปั้นให้กลม ไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไป รอ 1-2 วัน ดินถึงจะแห้งแล้วจึงนำมาใช้ยิงกระจายเมล็ดพันธุ์ ด้วยการยิงหนังสติ๊ก รอวันที่เมล็ดพันธุ์ค่อยๆ เป็นต้นกล้าและเติบใหญ่เป็นต้นไม้ให้ร่มเงาในผืนป่า หรือพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมต่อไป


ทำไข่เค็มอัญชันและใบเตย เรียนรู้การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น
เรียนรู้วิธีทำไข่เค็มไข่เค็มอัญชัน และใบเตย โดยใช้วัตถุดิบหาได้ในท้องถิ่นมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับไข่เป็ด ยืดอายุให้ของสดสำหรับรับประทานได้นานยิ่งขึ้น เป็นสูตรเฉพาะที่ชุมชนบ้านถ้ำเสือจะใช้อัญชัน และใบเตย สดๆ ที่ปลูกไว้หลังบ้านภายในชุมชน จากนั้นนำส่วนผสมมาคลุกเคล้าให้เข้ากันนำมาพอกกับไข่ จนมิด จะได้รับรู้สีสัน และความนุ่มของอัญชัน โดยภายใน 7 วันสามารถทำไข่ดาว และ 15 วันทำไข่ต้ม


ลิ้มรส ทองม้วนตาลโตนด ตำนานขนมหวานเมืองเพชรที่ยังมีลมหายใจ
ร่วมกิจกรรมการทำขนมทองม้วน บ้านถ้ำเสือ ที่สืบทอดสูตรจากรุ่นต่อรุ่น โดยใช้วัตถุดิบในชุมชน ความหวานจากน้ำตาลโตนด ที่ให้ความหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเพชรหอมมันด้วยกะทิเข้มข้น และกลิ่นหอมละมุนจากการรมควันเทียน ทำให้ทองม้วนที่นี่อร่อยจนหยุดไม่อยู่ ซึ่งทองม้วนตาลโตนดนี้ยังเป็นสินค้าส่งออกของหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อระดับตัวท็อปอีกด้วย

ล่องเรือยางชมธรรมชาติ สัมผัสระบบนิเวศอันอุดมของสองฝั่งแม่น้ำเพชร
แดดร่มลมตก ขอแนะนำให้ล่องเรือยางชมความงามของธรรมชาติที่มีทั้งความร่มรื่น สวยงาม ของต้นไม้ใหญ่ขนาบไปสองข้างทาง ความเงียบสงบที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส อากาศที่สดชื่น และบริสุทธิ์ อีกทั้งยังสามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ระหว่างจะได้เห็นนกนานาชนิดที่มาหากินตามริมน้ำ แถมยังมีเสียงนกร้องตามธรรมชาติเรียกว่า เติมพลังให้กับชีวิต ที่สำคัญยังได้เห็นธรรมชาติอันอุมดมสมบูรณ์ของแม่น้ำเพชรบุรีที่เป็นเหมือนเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงชาวเพชรบุรีมาอย่างยาวนาน
ส่องเทรนด์การท่องเที่ยวยั่งยืน ที่กำลังมาแรงในยุคนี้
ถึงเวลาขานรับ “Accessible Travel” การท่องเที่ยวที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างจริงจัง










