Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.254

ประธาน EEC HDC ชี้ EV conversion สร้างมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 2 ล้านล้านใน 3 ปี

ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC
ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC กล่าวถึงการจัดตั้ง ศูนย์เชี่ยวชาญพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EVCON) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา หรือ ศูนย์เชี่ยวชาญ EV conversion ว่า อุตสาหกรรม EV conversion คือความหวังใหม่ของประเทศ เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ลองคิดดูว่าถ้าประชาชนต้องใช้เงินซื้อรถไฟฟ้าใหม่สัก 1 คัน ใช้เงิน 1 ล้านบาท ถ้าซื้อ 1 แสนคันก็จะมีหนี้ครัวเรือน 1 แสนล้านบาท แต่ถ้าสามารถนำรถยนต์คันเดิมมาดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าได้ ก็จะลดภาระหนี้ครัวเรือนดังกล่าวลงไปได้ แถมยังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจฐานรากอย่าง อู่ซ่อมรถ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ผู้ประกอบการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ให้ดำรงธุรกิจอยู่ต่อไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มตัว ซึ่งจะมีเวลาให้ปรับตัว 7-10 ปี ในการเรียนรู้ เพิ่มทักษะ แต่ถ้าเราไม่มีอุตสาหกรรมนี้ นอกจากจะสร้างหนี้ครัวเรือนจำนวนมหาศาลแล้ว ผู้ประกอบการรายย่อยก็จะล้มหายตายจากเพราะปรับตัวไม่ทัน กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด ปัจจุบัน EEC HDC ได้ประสานภาคเอกชนและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหนุนนำขับเคลื่อนสร้างอุตสาหกรรมนี้ ร่วมกับมหาวิทยาลัย-วิทยาลัยอาชีวะ 20 แห่ง รวมถึงอู่ซ่อมรถยนต์กว่า 400 อู่ ในพื้นที่อีอีซี เพื่อยกระดับเป็น Micro Factory Network โดยทั้งหมดที่ร่วมมือกันนี้ จะปั้นสร้างกระบวนการเศรษฐกิจใหม่ที่มีผลลัพธ์แบบ win-win Solution ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ตั้งแต่กลุ่มรากหญ้าจนถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 2 ล้านล้านใน 3 ปีข้างหน้า

รัฐบาลลั่น! มวยไทยสู่เวทีโลก บูรณาการทุกภาคส่วน เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศ

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยยกมวยไทยเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์สำคัญ วางแผนประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก ส่งเสริมให้เป็นกีฬาเชิงศิลปะป้องกันตัวในระดับนานาชาติ โดยจะบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วนเพื่อต่อยอดกีฬาของไทยให้เป็นที่นิยมในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมไทยและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับความนิยม มีความงดงามในท่วงท่าการเคลื่อนไหว รวมทั้งยังนำไปประยุกต์ใช้ในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้อีกด้วย รัฐบาลเห็นเสน่ห์และศักยภาพของกีฬามวยไทย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สำคัญ ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยพร้อมใช้มวยไทยเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยควบคู่กับการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และขยายสู่ระดับนานาชาติ เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนไทยได้อีกทางหนึ่ง

หนุนปลูกกาแฟอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพิ่มมูลค่า อะราบิกาชนะประกวด กก. ละ 23,000 บาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟ เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟ จึงทำให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการได้ทั้งพันธุ์อะราบิกาและพันธุ์โรบัสต้า โดยเน้นให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลัก และความคุ้นชินของเกษตรกร รวมถึงตลาดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ โดยทางกระทรวงเกษตรฯและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกำหนดแผนบริหารจัดการการผลิตกาแฟจากภาคเหนือจรดใต้ สร้างคุณภาพได้ครบวงจรตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ถึงการตลาด ผลผลิตคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีอัตลักษณ์ของกาแฟเฉพาะถิ่น สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ หรือกาแฟกระบี่ เป็นต้น สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่เกษตรกร ซึ่งปัจจุบันกาแฟถือเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแบบก้าวกระโดด ล่าสุด เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯได้จัดงานประมูล 10 สุดยอดกาแฟไทย ปี 2565 ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟระดับประเทศมาร่วมทดสอบรสชาติกาแฟ และคัดเลือกเมล็ดกาแฟที่เป็น 10 สุดยอดกาแฟไทยใน 4 ประเภทอย่างพิถีพิถัน รวมทั้งสิ้น 40 รายการ โดยเมล็ดกาแฟอะราบิกา ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในประเภทกระบวนการผลิตแบบกึ่งแห้ง (Semi-Dry / Honey Process) ของเกษตรกรจากจังหวัดน่าน ได้รับการประมูลมีมูลค่าสูงที่สุด คือกิโลกรัมละ 23,000 บาท ในขณะที่กาแฟอะราบิกาแบบเปียก หรือ Wet / Fully Wash Process มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 3,050 บาท ส่วนกาแฟอะราบิกาแบบแห้ง หรือ Dry Process มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5,050 บาท และกาแฟโรบัสต้า มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5,500 บาท 

ไทย-สหรัฐฯจับมือก้าวสู่พลังงานสะอาด เปลี่ยนผ่านยุคการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยการประชุมหารือทวิภาคีร่วมกับกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา นำโดย นาย David Turk Deputy Secretary, U.S. Department of Energy เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานไทย – สหรัฐฯ ภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่ อาทิ เวทีหารือเชิงนโยบายด้านพลังงานระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย (United States-Thailand Energy Policy Dialogue: UTEPD) โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอนโยบายด้านพลังงานที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ อาทิ การพัฒนาพลังงานสะอาด การอนุรักษ์พลังงานเชื้อเพลิงไฮโดรเจน เทคโนโลยีการดักจับ กักเก็บและใช้ประโยชน์คาร์บอน และยินดีที่จะร่วมมือกับฝ่ายสหรัฐฯ ภายใต้ข้อเสนอข้อริเริ่ม “Net Zero World Initiative” ที่สหรัฐฯ ได้เสนอในระหว่างการประชุม ซึ่งเป็นข้อเสนอความร่วมมือที่จะให้การสนับสนุนไทยในด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาวิจัย เทคโนโลยี และเงินทุนสำหรับพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน รวมถึงการจัดตั้งโครงการนำร่องด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย เพื่อช่วยส่งเสริมให้ไทยสามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างราบรื่น โดยทั้งสองประเทศมุ่งส่งเสริมประเด็นความร่วมมือด้านพลังงานที่สำคัญร่วมกัน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในภาคไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ LNG การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน ไฮโดรเจน ยานยนต์ไฟฟ้า และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่า การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงบทบาทของสถาบันทางการเงินเพื่อการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา จะเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกันต่อไปในอนาคต ซึ่งทั้งสองประเทศจะมีการหารือและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

สะพรึง! ‘แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์’ ใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์กละลาย เพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกเกือบหนึ่งไม้บรรทัด

(แฟ้มภาพซินหัว : หมีขั้วโลกบนแผ่นน้ำแข็งในทะเลชุกชีของมหาสมุทรอาร์กติก วันที่ 24 ก.ค. 2010) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัว รายงานผลการศึกษาจากคณะนักวิจัยของฟินแลนด์ เดนมาร์ก และอเมริกา ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารวิทยาศาสตร์เนเจอร์ ไคลเมต เชนจ์ (Nature Climate Change) ระบุว่าการละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ภายใต้อุณหภูมิปัจจุบันจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 27 เซนติเมตร หรือเกือบหนึ่งไม้บรรทัด คณะนักวิจัยนำโดยอาลัน ฮับบาร์ด จากหน่วยวิจัยภูมิศาสตร์กายภาพ มหาวิทยาลัยโอลูในฟินแลนด์ อธิบายว่าแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์เกิดความไม่สมดุลตามสภาพอากาศของอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ โดยแผ่นน้ำแข็งอย่างน้อย 59,000 ตารางกิโลเมตรของทั้งหมดจะละลายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง คำแถลงจากมหาวิทยาลัยฯ เมื่อวันศุกร์ (9 ก.ย.) ระบุว่าแผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะละลายหายไปนั้นมีขนาดใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์ก คณะนักวิจัยใช้การวัดสภาพอากาศของอาร์กติกระหว่างปี 2000-2019 รวมกับข้อมูลจากดาวเทียมและธรณีฟิสิกส์น้ำแข็ง ตรวจสอบความไม่สมดุลของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ได้อย่างแม่นยำ “การศึกษานี้เป็นเรื่องใหม่มาก อาศัยการวัดจริงจากกรีนแลนด์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมกับทฤษฎีวิเคราะห์อันเป็นที่ยอมรับ” ฮับบาร์ด ระบุ พร้อมเสริมว่าคณะนักวิจัยสามารถตรวจสอบการมีส่วนเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกของกรีนแลนด์ที่น่าเชื่อถือได้ นอกจากนั้นการศึกษานี้เผยว่าหากทุกปีมีอากาศอุ่นเหมือนปี 2012 2016 หรือ 2019 ซึ่งเป็นปีที่กรีนแลนด์เผชิญคลื่นอากาศร้อน การละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกเกือบ 1 เมตร ฮับบาร์ดชี้ว่าแม้แต่กรณีที่ดีที่สุด ระดับน้ำทะเลก็จะเพิ่มขึ้น 27 เซนติเมตร แต่หากสภาพอากาศในกลุ่มประเทศกรีนแลนด์ยังคงอบอุ่นต่อไปเหมือนช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นใกล้ 1 เมตร “นั่นจะเป็นมหันตภัยใหญ่หลวงสำหรับภูมิภาคชายฝั่งที่ราบลุ่มต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยเกิดน้ำหลากท่วมจากเฮอริเคนและคลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) บ่อยครั้งแล้ว”.