แม้ว่าทุกวันนี้ “Made in China” จะกลายเป็นสินค้าหลักในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก แต่ทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงเสื้อผ้าที่ผลิตในอดีตนั้น “โรงงานของโลก” กลับไม่ใช่แผ่นดินใหญ่ จนกระทั่งจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปี 2544 ทำให้แดนมังกรได้เปิดกว้างสู่เศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง และกลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในปัจจุบัน
วิดีโอ Racings Bars ล่าสุดจาก Statista ของแสดงให้เห็นถึงการส่งออกสินค้าของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่งจนการก้าวขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของผู้ส่งออกสินค้าของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าใครกันที่ผู้นำและครองการค้าโลกมาก่อน
ในปี 2493 อันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างสหราชอาณาจักรเกือบสองเท่า ขณะที่อันดับ 3-10 ก็ยังไม่มีจีนปรากฎ และ Top 10 อยู่ในทวีปยุโรป 8 ประเทศ อีกสองประเทศคือสหภาพโซเวียตและออสเตรเลีย
จากนั้น 10 ปีผ่านไป ในปี 2503 เจ้าแห่งโรงงานของโลกยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา แต่เยอรมนีขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แทนสหราชอาณาจักร และใน Top 10 มีญี่ปุ่น สอดแทรกขึ้นมาอยู่ในอันดับ 8 เป็นชาติแรกและชาติเดียวของเอเชีย

ทศวรรษถัดมาในปี 2513 แม้สองอันดับแรกจะยังคงเป็นสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี แต่ญี่ปุ่นทะยานขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 อันเป็นผลมาจากเมื่อกลางทศวรรษ 2503 ที่นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ของญี่ปุ่นเนื่องจากเศรษฐกิจเปิดกว้างสู่การแข่งขันระดับนานาชาติในบางอุตสาหกรรม และมีการพัฒนาการผลิตอุตสาหกรรมหนักและเคมีภัณฑ์ ในขณะที่ผู้ผลิตสิ่งทอและอุตสาหกรรมเบายังคงความสามารถในการทำกำไรในระดับสากล แต่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เรือ และเครื่องมือกล กลับฉายแสงเจิดจ้ามูลค่าเพิ่มให้กับการผลิตและทำให้มีอัตราการเติบโต 17% ต่อปี ระหว่างปี 2508-2513
ต่อมาในปี 2523 สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น ยังยืนหยัดเป็น 3 อันดับแรกเหนือตาราง ที่ทำผลงานได้ดีอย่างน่าทึ่งคือซาอุดีอาระเบีย ที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 รองจากฝรั่งเศส อันเป็นผลจากรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมัน เศรษฐกิจของประเทศตะวันออกกลางนี้จึงเฟื่องฟูในช่วงทศวรรษ 2513-2523 ต่างจากประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่

ซาอุดีอาระเบียมีทุนมหาศาลและมีการพัฒนาโครงการมากมาย ทำให้ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยด้อยพัฒนา กลายเป็นรัฐสมัยใหม่ ในช่วงเวลานั้นแรงงานต่างชาติจำนวนมากถูกนำเข้ามาเพื่อทำงานก่อสร้างรวมถึงงานด้านเทคนิคขั้นสูงที่สุด ขณะที่รายได้ต่อหัวและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวอยู่สูงที่สุดในกลุ่มที่ไม่ใช่โลกตะวันตก
สำหรับในปี 2533 เป็นครั้งแรกที่เยอรมนีชิงบัลลังก์มาจากสหรัฐอเมริกาที่หล่นไปอยู่อันดับ 2 ได้ โดยหนึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการรวมประเทศเยอรมนี เมื่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (เยอรมนีตะวันออก) และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) รวมประเทศกันเป็นเยอรมนีเดียวที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย (แม้หากพิจารณาตามพื้นที่ปกครองเดิมเยอรมนีตะวันตกซึ่งพัฒนากว่าจะต้องรับภาระอุ้มเยอรมนีตะวันออกที่ยากจน แต่เศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วจนถึงปี 2535 หลังจากนั้นก็เริ่มประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก่อนที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วงปี 2538) โดยอุตสาหกรรมหลักของเยอรมนี คือ การผลิตเครื่องจักร รถยนต์ วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และการแปรรูปอาหาร ส่วนญี่ปุ่นรั้งอันดับ 3 เช่นเคย ขณะที่สหภาพโซเวียตหลุดอันดับ Top 10 ไปแล้ว เพราะการล่มสลายจากความขัดแย้งของสาธารณรัฐต่างๆ ภายใน USSR ขณะที่ฮ่องกงซึ่งขณะนั้นยังคงปกครองโดยอังกฤษ ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 10 เป็นครั้งแรก

จีนพุ่งเข้ามาอยู่ใน Top 10 เป็นผู้ท้าชิงโรงงานของโลกได้ตั้งแต่ปี 2542 และจากนั้นปี 2543 อยู่ในอันดับ 7 และฮ่องกงยังอยู่ในอันดับ 10 เศรษฐกิจจีนขยายตัว 7.3% ในปี 2544 ซึ่งเป็นปีแรกที่จีนมีที่นั่งใน WTO ตามการประมาณการเบื้องต้นของสำนักสถิติแห่งรัฐ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปีนี้มีมูลค่ามากกว่า 9.58 ล้านล้านหยวน (1.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และมีมูลค่าสินค้าส่งออก 255,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าสินค้าส่งออกของสหรัฐอเมริกาที่ชิงตำแหน่งผู้นำกลับมาจากเยอรมนีได้ในปีเดียวกันนั้นอยู่ที่ 761,326 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักประการหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นทางเศรษฐกิจของจีนคือเครือข่ายโรงงานขนาดใหญ่ที่ปั่นทุกอย่างตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงโทรศัพท์มือถือสำหรับผู้บริโภคที่ถูกส่งไปจำหน่ายทั่วโลก ในรายงานของ McKinsey ซึ่งวิเคราะห์ 186 ประเทศ พบว่าจีนเป็นปลายทางการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ 33 ประเทศ และเป็นแหล่งนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ 65 ประเทศ

จีนแซงหน้าสหรัฐอเมริกามาอยู่อันดับ 2 ได้ในปี 2549 ส่วนเยอรมนีกลับมาครองแชมป์อีกครั้ง ต่อมาในปี 2551 อีกเพียงสองปีนับจากนั้นจีนก้าวขึ้นมาอยู่เหนือตาราง ครองอันดับ 1 เจ้าแห่งโรงงานของโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ด้วยมูลค่าสินค้าส่งออก 1,262,848 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนั้นในปี 2553 มูลค่าสินค้าส่งออกของจีนยังมากกว่าสหรัฐถึงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มหาอำนาจร่วมภูมิภาคเชียอย่างญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 4 และเกาหลีใต้ติดโผในอันดับ 6

ล่าสุดในปี 2564 จีนยังคงนำเป็นจ่าฝูง มีมูลค่าสินค้าส่งออกทิ้งห่างสหรัฐอเมริกาที่ตามมาเป็นอันดับ 2 เกือบ 2 เท่า โดยอันดับ 3-10 ได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ อิตาลี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม
ทั้งนี้ หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้จีนยังคงยืนหยัดในฐานะ “โรงงานของโลก” ในปัจจุบันได้นั้น คือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่ยังคงอยู่ทั่วโลก บรรดาเจ้าของแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกหลายแห่งต่างพึ่งพาการผลิตของจีน และยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านอุปทานที่เกิดจากการล็อกดาวน์และการปิดโรงงานทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา
ที่มา : The World’s Suppliers











