Ig Nobel (Ignoble Nobel Prizes) เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานทางวิทยาศาสตร์ “ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้”
Ig Nobel ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1991 โดย Marc Abrahams อดีตบรรณาธิการ Journal of Irreproducible Results และผู้ก่อตั้ง Annals of Improbable Research
โดยจะมีการมอบรางวัลทุกปี ปีละ 10 รางวัล เป้าหมายเพื่อกระตุ้นวงการวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยแปลกๆ แต่เป็นงานชั้นเลิศที่ไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชน
ซึ่ง Marc Abrahams กลัวว่า งานวิจัยแปลกๆ เหล่านี้ อาจสูญหายได้ในอนาคต
โดย Ig Nobel มีคำขวัญว่า “รางวัลนี้ จะทำให้คุณหัวเราะในตอนแรก แล้วจึงทำให้คุณคิดได้ในภายหลัง”
ซึ่ง Ig Nobel จะมีการจัดงานมอบรางวัลทุกปี โดยจะจัดก่อนหน้าการประกาศผลรางวัล Nobel เป็นเวลา 1 เดือน
โดยในปี ค.ศ. 2022 นี้ ผู้ชนะ Ig Nobel จะได้รับถ้วยรางวัลที่ทำจากกระดาษ พร้อมกับธนบัตรมูลค่า “10 ล้านล้านดอลลาร์ซิมบับเว”
ซึ่งในปี ค.ศ. 2022 ได้มีการประกาศ Ig Nobel สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นรางวัลแรกของปีนี้ออกมาแล้ว นั่นคือ ผลงานการศึกษาค้นคว้าเรื่องวิธีหมุนลูกบิดประตูที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นการไขคำตอบให้กับคำถามที่แทบไม่มีผู้ใดให้ความสนใจมาก่อน
“วิธีหมุนลูกบิดที่ถูกต้อง” เป็นผลงานการวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. Gen Matsuzaki นักวิจัยด้านการออกแบบอุตสาหกรรมชาวญี่ปุ่น จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจังหวัดชิบะครับ

โดยศาสตราจารย์ ดร. Gen Matsuzaki ได้ให้อาสาสมัครจำนวน 32 คน หมุน “ลูกบิดประตู” ที่มีขนาดต่างกันทั้งหมด 47 รุ่น
ผลการวิจัยพบว่า การหมุนลูกบิดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.ขึ้นไป จะต้องใช้นิ้วมือจับอย่างน้อย 3 นิ้ว แต่กับลูกบิดที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 2.5 ซม. ไปจนถึง 5 ซม. จะต้องใช้นิ้วมือจับอย่างน้อย 4 นิ้ว และ 5 นิ้ว ตามลำดับ
บทความวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. Gen Matsuzaki ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารของสมาคมวิทยาศาสตร์การออกแบบแห่งญี่ปุ่น ระบุว่า “ยิ่งลูกบิดมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้นิ้วมาจับมากขึ้น”
แต่เราไม่สามารถใช้นิ้วทั้ง 5 จับลูกบิดที่มีขนาดเล็กมากในคราวเดียวกันได้!

ขณะที่ Ig Nobel สาขาฟิสิกส์ตกเป็นของศาสตราจารย์ ดร. Frank Fish จากมหาวิทยาลัย West Chester ในสหรัฐฯ จากผลการวิจัย “ลูกเป็ดว่ายน้ำตามแม่เป็นเส้นตรงเพื่อประหยัดพลังงาน”
ศาสตราจารย์ ดร. Frank Fish ได้ทำการทดลอง โดยให้ลูกเป็ดว่ายน้ำตามหุ่นยนต์แม่เป็ดในแทงค์น้ำขนาดใหญ่
ผลการวิจัยพบว่า การที่ลูกเป็ดว่ายน้ำตามกันเป็นเส้นตรง จะช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะช่วยผ่อนแรงให้ลูกเป็ดน้อยตัวที่อยู่หลังสุด
สำหรับ Ig Nobel รางวัลสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ได้แก่งานวิจัยการวิเคราะห์ภาพเขียนบนเครื่องปั้นดินเผาของชาวมายาช่วงศตวรรษที่ 6-9 โดยศาสตราจารย์ ดร. Nicholas Hellmuth จากมูลนิธิเพื่อการวิจัยทางมานุษยวิทยาแห่งละตินอเมริกา
ผลการวิจัยพบว่า การใช้แอลกอฮอล์และสมุนไพรสวนทวารเพื่อหลอนประสาท สร้างความสนุกสนานครึกครื้นในงานเลี้ยงยุคโบราณ!
ด้าน Ig Nobel สาขาวรรณกรรม เป็นผลงานการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ที่เป็นการหาคำตอบ ว่าเหตุใดเอกสารทางกฎหมายจึงอ่านทำความเข้าใจได้ยากนัก?
ผลการวิจัยพบว่า การที่เอกสารทางกฎหมายอ่านยากอ่านเย็น ไม่ใช่เพราะ “แนวคิดทางกฎหมายที่ซับซ้อน” แต่เป็นเพราะ “ทักษะการเขียนที่ย่ำแย่”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอกสารทางกฎหมายส่วนใหญ่ชอบใช้ประโยคความซ้อนมากเกินจำเป็น แทนที่จะแยกออกมาเป็นประโยคความเดียว
ขณะเดียวกัน Ig Nobel สาขาสันติภาพ ตกเป็นของงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Exeter แห่งสหราชอาณาจักร ผลงานคิดค้น Algorithms ที่ช่วยบอกได้ว่า “ควรจะโกหกหรือพูดความจริงเวลาซุบซิบนินทา”
โดย Algorithms ดังกล่าว ได้ให้คำแนะนำแก่เราๆ ท่านๆ ผ่านหลักการที่ว่า “ควรจะโกหกหรือพูดความจริงเวลาซุบซิบนินทา”
เหตุผลก็คือ มนุษย์จะซุบซิบนินทาเพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้คนที่เรารัก
ขณะเดียวกับ มนุษย์จะซุบซิบนินทาเพื่อส่งต่อข้อมูลที่เป็นโทษให้คนที่เราเกลียด!
Ig Nobel อีก 2 รางวัลตกเป็นของงานวิจัยเรื่อง “จังหวะหัวใจเต้นตรงกันคือ สัญญาณของรักแรกพบ”
ผลงานของ ดร. Eliska Prochazkova แห่ง Leiden University ที่ใช้เรื่องราว “ชีวิตรักส่วนตัว” ในการทำวิจัยเกี่ยวกับ “การออกเดท” ซึ่งทำให้เธอคว้า Ig Nobel สาขา Applied Radiology
ดร. Eliska Prochazkova บอกว่า ฉากในเว็บไซต์หาคู่นั้น มันไม่ยากเลยที่จะ Swipe Right เพื่อหาคนที่ใช่ในการ “เดทแบบออนไลน์” แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เรื่องทำนองนี้ไม่มีทาง Spark หัวใจได้เท่ากับการเจอกันแบบ “ตัวต่อตัว”
ดร. Eliska Prochazkova จึงเริ่มต้นการทดลอง “นัดบอด” เพื่อวัดปฏิกิริยาทางกาย ผลการวิจัยพบว่า อัตราการเต้นของหัวใจคู่เดทที่สนใจกันและกัน จะเต้นในจังหวะที่ตรงกัน ซึ่งนี่ก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่พิสูจน์ถึง “รักแรกพบ”
Ig Nobel รางวัลสุดท้ายเป็นสาขาชีววิทยา ซึ่งตกเป็นของ Solimary Garcia-Hernandez และ Glauco Machado จาก University of São Paulo ประเทศบราซิล
ที่ศึกษาเกี่ยวกับ “ภาวะท้องผูกของแมงป่อง” ว่าได้ทำลายโอกาสการหาคู่ของพวกมันบ้างหรือไม่? ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Integrated Zoology
โดย Solimary Garcia-Hernandez และ Glauco Machado ได้ศึกษาแมงป่องชนิดหนึ่งในอเมริกาใต้ ที่ต้องยอมสละหางทิ้ง เพื่อเอาชีวิตรอดจากผู้ล่า หรือที่รู้จักกันว่า “กระบวนการสลัดหาง”
ส่งผลให้ระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย ได้รับผลกระทบ และทำให้พวกมันต้อง “ท้องผูก” ไปตลอดชีวิต!
อย่างไรก็ตาม “แมงป่อง” จะยังสามารถหาคู่ใหม่ และมีลูกได้ แม้จะไร้หาง เพียงแต่สมรรถภาพทางเพศของพวกมันอาจลดลง!










