สินค้า GI เพชรแท้แห่งสยาม

สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geograpgical IDentification: GI) เป็นสินค้าที่เชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติและภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น มีเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ที่ผลิตได้จากท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น จึงมีลักษณะเฉพาะ รสชาติเฉพาะ ที่สินค้าแบบเดียวกันของท้องถิ่นอื่นไม่มี และเลียนแบบไม่ได้ เนื่องจากความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศ พูดง่ายๆ คือเป็นสินค้าที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก


การยื่นขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อปกป้องและคุ้มครองชื่อสินค้าให้ยังคงเป็นสิทธิของชุมชนเดิม ไม่ให้ใครแอบอ้างเอาชื่อสินค้าไปใช้ประชาสัมพันธ์ อีกทั้งยังช่วยทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักและเพิ่มมูลค่าด้วย ซึ่งผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ได้แก่
(1) ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลซึ่งมีเขตรับผิดชอบครอบคลุมบริเวณแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้านั้น
(2) บุคคลธรรมดา กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และมีถิ่นที่อยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า
(3) กลุ่มผู้บริโภคหรือองค์กรผู้บริโภคสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จะต้องเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค มีการกล่าวถึงหรือใช้กันมาแล้วในระดับหนึ่ง เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง มะขามหวานเพชรบูรณ์ เป็นต้น ไม่ใช่สิ่งที่คิดขึ้นใหม่เพื่อหวังนำมาขอขึ้นทะเบียน และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของโดยคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้นที่มีสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของร่วมกัน
ทุ่งกุลาร้องไห้

กาแฟดอยตุง

ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน GI ครบ 77 จังหวัดแล้ว รวม 164 สินค้า มูลค่าตลาด GI ในประเทศ สูงถึงกว่า 36,000 ล้านบาท นอกจากการขึ้นทะเบียนภายในประเทศแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนในต่างประเทศด้วย ขณะนี้ ได้ยื่นขึ้นทะเบียน GI ใน 5 ประเทศ จำนวน 8 รายการ แล้ว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ที่สหภาพยุโรป, เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน มะขามหวานเพชรบูรณ์ ที่เวียดนาม, กาแฟดอยตุง ที่กัมพูชา, ผ้าไหมยกดอกลำพูน ที่อินโดนีเซีย และที่อินเดีย ยังมีที่อยู่ระหว่างการพิจารณารับจดทะเบียนอีก 10 สินค้า เช่น กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดห้วยมุ่น ที่ญี่ปุ่น ส่วนที่อยู่ระหว่างพิจารณาจัดทำคำขอ คือ ไวน์เขาใหญ่ ที่สหภาพยุโรป
ทุเรียน

เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน

ผ้าไหมไทย

สำหรับจังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดในประเทศไทยคือ นครราชสีมา มีจำนวน 10 สินค้า ประกอบด้วย กาแฟดงมะไฟ กาแฟวังน้ำเขียว ไวน์เขาใหญ่ ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ มะขามเทศเพชรโนนไทย ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ผ้าไหมปักธงชัย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน และ ผ้าไหมคึมมะอุบัวลาย สินค้าทั้ง 10 รายการสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่จังหวัดได้กว่า 550 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นจังหวัดต้นแบบในการนำระบบ GI มายกระดับสินค้าท้องถิ่นจนเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันถือเป็นโอกาสทองของตลาดสินค้า GI เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีความกระตือรือร้นออกเดินทางไปสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ในท้องถิ่นต่างๆ โดยนักท่องเที่ยวจะมีการเดินทางในลักษณะกระจายตัวออกไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเท่านั้น ทำให้เทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้มีส่วนช่วยให้คนในท้องถิ่นสร้างรายได้เพิ่มทั้งด้านการให้บริการที่พัก และ ขายสินค้า GI ซึ่งเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของท้องถิ่นนั่นเอง