มิติใหม่การส่งออก เวียดนาม กัมพูชา ลาว ติดสปีดให้เศรษฐกิจอาเซียนไปได้ไกลกว่าที่คิด

เมื่อเอ่ยถึง เวียดนาม กัมพูชา ลาว หลายคนอาจมองว่าเป็นเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคอาเซียนของไทย แต่ต้องยอมรับว่าในแง่มุมของศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ประเทศนี้ ไม่เป็นสองรองประเทศใดในภูมิภาคนี้เลย ยิ่งล่าสุด

จากบทวิเคราะห์ ASEAN Roundup ประจำวันที่ 11-17 กันยายน 2565 ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ Thaipublica ยิ่งทำให้เห็นว่า เมื่อวิกฤตโควิดคลี่คลาย 3 ประเทศอาเซียนนี้ ก็ได้เปิดมิติใหม่การส่งออก ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกหลากหลายด้านของ 3 ประเทศนี้ ที่ไทยเราจำเป็นต้องรู้ทันและวางกลยุทธ์รับมือความเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อไม่สูญเสียโอกาสในการส่งออกของบ้านเราให้กับเพื่อนร่วมภูมิภาคนี้เช่นกัน

เดินหน้าส่งออกผลไม้ ยุทธศาสตร์เสริมอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ของ เวียดนาม

ผลไม้ส่วนหนึ่งที่ปลูกในเวียดนามประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงและมีความท้าทาย และเวียดนามเองกำลังเดินหน้าเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องผ่านการส่งออกผลไม้ ซึ่งถ้าทำได้ จะสร้างภาพลักษณ์ใหม่และมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ให้กับเวียดนามแบบมหาศาล
โดยในราวครึ่งศตวรรษก่อน ครอบครัวชาวเวียดนามเผชิญกับความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการที่เลวร้าย และได้แต่ฝันว่าจะมีอาหารเพียงพอ อีกทั้งอาจคาดไม่ถึงว่าชาวเวียดนามจะสามารถจัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติอร่อย และปลอดภัยสำหรับตัวเองได้อย่างเพียงพอ
แต่ภาพที่บรรยายมานี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2565 เวียดนามมีรายได้เกือบ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯจากการส่งออกผักและผลไม้ โดยจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามมาหลายปี แม้การขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ ลดลง เป็นผลมาจากกฎระเบียบที่เข้มงวดในการนำเข้าอาหาร แต่ผักและผลไม้ของเวียดนามมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดหลักอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
ดังนั้น ในตอนนี้ ผู้ส่งออกหลายรายจึงเบนเข็มไปมองตลาดยุโรป ที่มีอัตราภาษีเป็นศูนย์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม (EVFTA) และตลาดเหล่านี้กำลังมีความต้องการผักและผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้น ยืนยันได้ด้วยข้อมูลจากกรมศุลกากรแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามไปยังยุโรปในปี 2564 มีมูลค่า 303 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 17.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี
นอกจากนี้ยังมีการเจรจาเพื่อให้ผลไม้สดอื่นๆ เข้าสู่ตลาดใหม่ และเพื่อคว้าโอกาสนี้ หลายพื้นที่กำลังเตรียมพื้นที่ปลูกผลไม้มากขึ้น เช่น จังหวัดเตี่ยนซาง ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นจังหวัดที่ปลูกผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม กำลังเตรียมขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อช่วยเพิ่มรายได้และการส่งออกของเกษตรกร
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จังหวัดเตี่ยนซาง ได้เปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลผลิตและทุ่งนาอื่นๆ ให้เป็นสวนผลไม้ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสามารถทนทานกับน้ำเค็มในแม่น้ำและความแห้งแล้งได้

ขณะเดียวกัน จังหวัดซา ลาย ในที่ราบสูงตอนกลาง ได้ทำให้เสาวรสเป็น 1 ใน 4 ผลไม้หลักของจังหวัด และมีแผนจะเพิ่มพื้นที่สวนเสาวรสเป็น 20,000 เฮกตาร์ภายในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากพื้นที่ปัจจุบัน เพื่อให้ส่งออกผลไม้ได้อย่างต่อเนื่อง และเจาะตลาดแบบดั้งเดิมหรือตลาดระดับไฮเอนด์ได้ ดังนั้น การผลิตที่ปลอดภัยจะเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งจะขยายจุดแข็งทางการเกษตรของประเทศ และตอกย้ำฐานะผู้ส่งออกผลไม้สดรายใหญ่รายหนึ่งของโลก
แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็มับทพิสูจน์สำคัญที่ต้องก้าวข้ามให้ได้ โดยเฉพาะใน ตลาดสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานภาคเอกชนสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรของกลุ่มผู้ค้าปลีกในยุโรปหรือ Global Good Agricultural Practice (GAP) และเกณฑ์สารเคมีตกค้างที่เข้มงวดสำหรับทุเรียนเวียดนาม ทุเรียนที่ไม่ผ่านครบทุกด้านอาจเสี่ยงที่จะถูกตีกลับ ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรและผู้ส่งออกผลไม้เสียหายอย่างมาก และยังมีผลต่อทั้งเศรษฐกิจและชื่อเสียงของเวียดนามด้วย
และล่าสุด เวียดนามยังได้เผยแพร่ข่าวว่าได้ประสบความสำเร็จในการส่งออกทุเรียนสดไปจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรจีนอนุมัติ 76 พิกัดสำหรับพื้นที่เพาะปลูกและการบรรจุภัณฑ์ทุเรียนในเวียดนาม ทุเรียนส่วนใหญ่ส่งออกไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ทั้งแบบไม่เป็นทางการและในรถบรรทุกห้องเย็น โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกทุเรียนไปยังจีนเพิ่มขึ้น 123% เป็น 2.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนาม
และด้วย อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของเวียดนามที่กล่าวมานี้ ทำให้หลายคนสามารถลบภาพความยากจนของเวียดนามไปได้เลย เพราะ ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) จากอังกฤษ คาดการณ์ว่า ชาวเวียดนาม 48 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรจะมีรายได้มากกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อวันภายในปี 2573 ซึ่งเวียดนามเลื่อนอันดับขึ้นจากอันดับที่ 13 ในปีที่แล้วมาอยู่ที่อันดับที่ 10 ในกลุ่มประเทศที่มีจำนวนคนที่มีรายได้มากกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อวันสูงสุด (อิงจากความเท่าเทียมกันของกำลังซื้อในปี 2554)

กัมพูชา เตรียมขยับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำสิ่งทอ พร้อมเดินหน้าเต็มที่สู่ผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก

อีกหนึ่งภาพจำสำหรับ กัมพูชา คือ การเป็นแหล่งผลิตสิ่งทอของโลก ด้วยค่าแรงของแรงงานที่นี่ยังคงต่ำ ทำให้เสื้อผ้าในอุตสาหกรรม ฟาส แฟชั่น หลายแบรนด์ในโลก ยึด กัมพูชา เป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าของตนเองานาน มาในวันนี้ สภาคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำแห่งชาติ (National Council for Minimum Wage:NCMW) ของ กัมพูชา จะประชุมครั้งสุดท้ายในวันที่ 21 กันยายนเพื่อกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำปี 2566 สำหรับแรงงานในภาคสิ่งทอและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
โดยสหภาพแรงงานขอให้นายจ้างเพิ่มค่าเดินทางและค่าอาหาร และตรวจสอบเพื่อให้การขนส่งแรงงานมีมาตรฐานความปลอดภัย และยังขอให้นายจ้างพิจารณาจ่ายเงินเดือนที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาความเป็นไปได้ในการลดอัตราค่าน้ำและค่าไฟฟ้า ตลอดจนขอให้กระทรวงแรงงานจัดหลักสูตรฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาผลิตภาพและทักษะของคนงาน
ด้านตัวแทนของนายจ้างมีข้อเสนอ 3 ข้อ ซึ่งรวมถึงการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมท่าเรือ และค่าธรรมเนียมตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่สมดุลของบริษัทชิปปิ้ง และขอให้ลดค่าไฟฟ้า และสิทธิประโยชน์ในการติดตั้งแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนขอให้รัฐบาลจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาภาคเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าการเดินทางปี 2565-2570
ในปี 2564 หลังจากที่ NCMW ลงมติให้คงค่าแรงขั้นต่ำปี 2565 ไว้ที่ 192 เหรียญสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้เพิ่มค่าแรงขึ้นอีก 2 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ค่าแรงขั้นต่ำของปี 2565 อยู่ที่ 194 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน

อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2565 การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของกัมพูชาเพิ่มขึ้น 28.77% เมื่อเทียบเป็นรายปี มีมูลค่ารวม 6.466 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็น 52.20% ของรายได้ต่างประเทศทั้งหมดของกัมพูชาซึ่งมีจำนวน 12.388 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากข้อมูลกรมศุลกากรและสรรพสามิต สังกัดกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน
ขณะที่ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2565 กัมพูชาส่งออกข้าว 389,000 ตันไปยังตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 13.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2564 ตามรายงานของสหพันธ์ข้าวกัมพูชา (Cambodia Rice Federation:CRF)
โดยจีนยังคงเป็นผู้นำเข้าข้าวจากกัมพูชารายใหญ่ที่สุด ในช่วง 8 เดือนแรก การส่งออกข้าวไปยังประเทศจีน ฮ่องกง และมาเก๊า มีปริมาณรวม 178,142 ตัน คิดเป็น 46% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 94.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามเมื่อปีที่แล้ว กัมพูชามีโควตา 400,000 ตันสำหรับ ส่งออกข้าวสารไปจีน
นอกจากนี้ ยังมีการส่งออกข้าวสารไปยัง 26 ประเทศในยุโรป มีปริมาณ 141,483 ตัน มูลค่ารวม 98.74 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลของ CRF ระบุว่าใน 54 ประเทศที่กัมพูชาส่งออกข้าว จีนอยู่ในลำดับที่1 ด้วยสัดส่วน 44% ฝรั่งเศสมาเป็นอันดับสอง 15% มาเลเซีย 6% เนเธอร์แลนด์ 4% และอิตาลี กาบอง และบรูไน ประเทศละ 3%
สำหรับประเภทข้าวที่ส่งออก เป็นข้าวหอมมะลิ 65.8% ข้าวขาว 29.91% ข้าวอินทรีย์เกือบ 2% ข้าวนึ่ง (เมล็ดยาว) มากกว่า 2% และข้าวฟ่าง 0.01%

ลาว ย้ำเป้าหมาย ส่งออกพลังงานลม ลงทุนโครงการศึกษาเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 กระทรวงการวางแผนและการลงทุน สปป.ลาว ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) สำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ด้านการพัฒนาโครงการพลังงานลมในเขต Lako Focus อำเภอเซปอน แขวงสะหวันนะเขต ระหว่าง รัฐบาล สปป. ลาว และ Savan Vayu Renewable Energy Co., Ltd. ร่วมกับ LMT Lao Co., Ltd.
โดยพื้นที่ที่ทำการศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม อยู่ในเขต Lako Focus อำเภอเซปอน แขวงสะหวันนะเขต มีเนื้อที่รวม 28,513 เฮกตาร์ กำลังการผลิตติดตั้ง 1,200 เมกะวัตต์ และมูลค่าก่อสร้างประมาณ 2,159 ล้านเหรียญสหรัฐ การก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ภายในสิ้นปี 2568 เพื่อการใช้ไฟฟ้าในประเทศและเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
การพัฒนาโครงการนี้ดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าใน สปป. ลาว ระบบเชื่อมโยงสายส่ง และการค้าพลังงานระหว่างสองประเทศในช่วงปี 2563-2573
ผู้พัฒนาโครงการได้เริ่มศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการพลังงานลมตั้งแต่กลางปี ​​2564 มาแล้ว เห็นว่ามีศักยภาพสูงในการพัฒนาธุรกิจพลังงาน ดังนั้น ผู้พัฒนาโครงการจึงเสนอให้รัฐบาลทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ โดยทำการวิจัยและหารือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นปี 2565 ซึ่งหลังจากหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว รัฐบาลเห็นชอบและอนุมัติให้ลงนามบันทึกข้อตกลงนี้ร่วมกัน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดใน สปป. ลาว

และล่าสุด สปป.ลาว ยังได้ประกาศการเผชิญหน้ากับความยากจน ด้วยการวางยุทธศาสตร์ 3 สร้าง เพื่อบรรเทาความยากจนและทำให้ลาวสามารถหลุดพ้นจากรายชื่อประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดของสหประชาชาติในปี 2569 และยุทธศาสตร์ 3 สร้าง มีเป้าหมายสร้างจังหวัดให้เป็นหน่วยวางยุทธศาสตร์ อำเภอต้องเข้มแข็งในทุกด้าน และหมู่บ้านเพื่อเป็นหน่วยพัฒนา
รองประธานประเทศ ดร.บุญทอง จิตมะนี กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ 3 สร้างมุ่งการพัฒนาระดับรากหญ้า โดยเฉพาะการลดความยากจนในชนบทตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์นี้ยังช่วยยกระดับการบริหารงานในระดับอำเภออีกด้วย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้เงิน 248 พันล้านกีบใน 943 โครงการ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรใน 109 หมู่บ้านใน 51 อำเภอภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 สร้าง ขณะที่กลไกกองทุนเพื่อการพัฒนาอำเภอ(District Development Fund) ได้ช่วยสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้การบริหารราชการและให้บริการดีขึ้นด้วยทุนสนับสนุนการลงทุน โครงการต่างๆ
และได้ดำเนินการใน 53 อำเภอจาก 148 อำเภอ ของประเทศ สิ่งที่ได้เรียนรู้และความสำเร็จที่ได้รับจากกระบวนการนี้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น กลไกนี้เปิดโอกาสให้พันธมิตรด้านการพัฒนาทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาค
ยุทธศาสตร์ 3 สร้าง ได้ผ่านการลงมติของสภาแห่งชาติในสมัยการประชุมที่ 9 แนวคิดของยุทธศาสตร์ 3 สร้าง คือ การกระจายความรับผิดชอบ มีการมอบหมายหน้าที่ที่ชัดเจน และมีประโยชน์ต่อหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเหมาะสม

ที่มา : รายงาน ASEAN Roundup ประจำวันที่ 11-17 กันยายน 2565 เผยแพร่ใน เว็บไซต์ Thaipublica


รอบรู้เรื่องเศรษฐกิจภูมิภาค เพื่อสร้างแต้มต่อให้เศรษฐกิจไทย

ถอนสถานะ แลนด์ล็อค สู่ประเทศ แลนด์ลิงค์ กับโอกาสโตต่อเนื่องของ ตลาดโลจิสติกส์ ของ ไทย & สปป.ลาว

3 เคล็ดลับ SME ไทย นำ ‘นวัตกรรมจากสมุนไพร’ บุกตลาดเวียดนามได้ภายใน 9 เดือน

เหรียญสองด้านความสัมพันธ์ ‘กัมพูชาและจีน’ มิตรแท้ร่วมดันเศรษฐกิจภูมิภาคให้โตไม่หยุด