คำว่า “วัยรุ่นสร้างตัว” หรือ “คนรุ่นใหม่สร้างตัว” เป็นอีกหนึ่งคำคุ้นหู ที่สื่อถึงความตั้งใจของคนเจนนี้ ที่อยากหลุดจากกรอบการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆและต้องการเป็นนายตัวเอง ทว่าเส้นทางสู่จุดหมายนั้นอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ใช่ว่าจะเดินไปถึงไม่ได้หากมีความมุ่งมั่น และก้าวข้ามผ่านทุกอุปสรรคที่มาขัดขวางบนเส้นทางให้ได้ และเพื่อชี้แนะแนวทางให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวในช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างเพิ่งฟื้นตัวและอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวจากวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2565 หัวข้อ ก้าวสู่ยุคใหม่เศรษฐกิจการเงินไทย Strengthening Economic and Financial Foundations for the Next Generation ในประเด็น 3 ปัจจัยสั่นคลอน “คนรุ่นใหม่” ที่ต้องรู้ทัน หากต้องการประสบความสำเร็จใน “การสร้างเนื้อสร้างตัว” ยุคนี้
โดยในเบื้องต้น ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้ชี้ให้เห็นว่า “ประเทศไทยยังเผชิญกับความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้นั้นคือ คนรุ่นต่อไป (next generation) ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยเรียน คนวัยเริ่มทำงาน หรือคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว”

“กลุ่มคนที่จะเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น การวาง “รากฐาน” (foundations) ของระบบเศรษฐกิจ และการเงินที่เอื้อต่อการสร้างศักยภาพ และความมีส่วนร่วมให้กับคนรุ่นใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ”
“อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่ เป็นกลุ่มคนที่มีพลัง กล้าคิดกล้าลอง อยากเรียนรู้ สนใจในโอกาสที่เพิ่มขึ้นจากโลกที่ไร้พรมแดน และนวัตกรรม คนรุ่นใหม่จึงเต็มไปด้วยศักยภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าคนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากยังขาดความมั่นคงในอนาคต (insecurity) ในหลายด้าน ในด้านที่หนึ่งนั้น คนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (economic insecurity)”
“แต่อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่ เป็นกลุ่มคนที่มีพลัง กล้าคิดกล้าลอง อยากเรียนรู้ สนใจในโอกาสที่เพิ่มขึ้นจากโลกที่ไร้พรมแดน และนวัตกรรม คนรุ่นใหม่จึงเต็มไปด้วยศักยภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าคนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากยังขาดความมั่นคงในอนาคต (insecurity) ในหลายด้าน ในด้านที่หนึ่งนั้น คนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากขาด ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (economic insecurity)”

และสาเหตุของการขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มี 3 ด้านด้วยกัน
หนึ่ง คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการหาเลี้ยงชีพ และการสร้างรายได้ที่มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ ที่สั่งสมความมั่งคั่งในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง จากอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยที่สูงถึง 7.2%ต่อปีในช่วงทศวรรษ 1980s ลงเหลือ 3.6% ในช่วงทศวรรษ 2010s
สอง การศึกษาและการพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่ให้ทันสมัยอยู่เสมอทำได้ยากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน เนื่องจากบริบทโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และความไม่แน่นอนในอนาคตที่สูงขึ้น
ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด กระแสความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่เข้มข้นขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างคำถามต่อคนรุ่นใหม่
ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยเรียนหรือคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ว่าทักษะใดที่จะตอบโจทย์ความต้องการของโลกในอนาคต (skills for the future) งาน และรูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร อาชีพปัจจุบันจะอยู่รอดและเติบโตในอนาคตหรือไม่ (future of work)
สาม คนรุ่นใหม่มีภาระหนี้ที่สูงกว่าคนรุ่นก่อนๆ คนไทยเริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้น และเป็นหนี้เสียตั้งแต่อายุยังน้อย โดยครึ่งหนึ่งของคนอายุประมาณ 30 ปี มีหนี้จากสินเชื่ออุปโภคบริโภคหรือหนี้จากบัตรเครดิต ขณะที่หนึ่งในห้าของคนที่เป็นหนี้เสียกระจุกอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ช่วงอายุ 29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงานและอยู่ในช่วงสร้างรากฐานครอบครัว
นอกจากนั้น ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ยังชี้ว่าคนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากขาด ความมั่นคงทางสังคม (social insecurity) ด้วยเช่นกัน
“เพราะคนไทยรุ่นใหม่เติบโตมาในช่วงที่ความขัดแย้งทางสังคมมีความรุนแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของ World Value Survey ที่พบว่าประเทศไทยมีคะแนนความเชื่อใจกันของคนในสังคมลดลงถึงหนึ่งในสี่ในช่วงเวลาเพียง 10 ปี ระหว่างปี 2008-2018”
“ส่วนผลสำรวจเรื่องความแตกแยกในสังคมโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างของคนอายุต่ำกว่า 40 เห็นว่าสังคมไทยมีคุณภาพต่ำกว่า เมื่อเทียบกับความคิดเห็นจากกลุ่มคนอายุ 40 ขึ้นไป”
“ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับประเทศไทยเท่านั้น ผลการสำรวจจากกว่า 40 ประเทศของ Deloitte Global Millennial Survey พบว่ามีคนรุ่นใหม่แค่ 36% ในกลุ่มตัวอย่างในปี 2017 ที่คาดว่าสภาพสังคม และการเมืองจะดีขึ้น และสัดส่วนนี้ยังลดลงเหลือเพียง 24% ในปี 2019”
“สิ่งที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทย คือ ความไม่มั่นคงทางสังคมนี้ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคต ซึ่งเกิดจากการบริโภคสื่อที่มีความเห็นใกล้เคียงกับคนฝั่งเดียวกัน (echo chamber) ในระดับสูง มีแนวโน้มที่จะมีความคิดสุดขั้ว และรู้สึกอคติต่อคนฝั่งตรงข้ามมากกว่า รวมถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยที่สูง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางโอกาส ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความไม่มั่นคงในสังคม”

มาถึงในด้านที่สาม ที่คนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากขาด คือ ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม(environmental insecurity)
“เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เร่งตัว และรุนแรงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไทยถือเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัยธรรมชาติ ขณะที่ขีดความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติของไทยค่อนข้างต่ำ โดยอยู่ในอันดับที่ 39 จาก 48 ประเทศ”
“การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตของคนไทย ไม่เพียงแต่รายได้ และทรัพย์สินที่เสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น”
“แต่ยังกระทบการผลิตในภาคเกษตรที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของคนไทย นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากการที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจะทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบภาวะน้ำท่วม”
“ดังนั้น การขาดความมั่นคงในอนาคตทางสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นใหม่จึงครอบคลุมถึง การขาดความมั่นคงทางอาหาร (food insecurity) และการขาดความมั่นคงในถิ่นฐานที่อยู่ (insecurity in human settlements) อีกด้วย”
“ความไม่มั่นคงในอนาคตเหล่านี้จะบั่นทอนแรงจูงใจ ความพร้อม และโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่จะพัฒนาทักษะลงทุน บุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ และก้าวเข้ามาเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง”
“เพราะฉะนั้นการสร้างความมั่นคงในอนาคตให้กับคนรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน และเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งภาพหรือรูปร่างหน้าตาการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (shape of growth) ที่ควรจะเป็น ควรครอบคลุมมิติต่อไปนี้”
หนึ่ง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยต้องเปิดโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสที่สูงในหลายมิติควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ บริการสุขภาพเทคโนโลยี บริการทางการเงิน รวมถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ใช้ศักยภาพของตนตอบสนองความต้องการในระบบเศรษฐกิจในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งยังช่วยลดการกระจุกตัวของความเจริญทางเศรษฐกิจ

สอง ระบบเศรษฐกิจจะต้องเอื้อให้คนรุ่นใหม่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในการยกระดับการผลิตในภาคเศรษฐกิจปัจจุบันที่สะท้อนจุดแข็ง (comparative advantage) ของประเทศ เช่น การทำเกษตรอัจฉริยะ (smart farming) และการใช้ช่องทาง e-commerce ในการขายสินค้า รวมถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งภาคเศรษฐกิจและการเงินในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในบริบทโลกใหม่
สาม ระบบเศรษฐกิจต้องมีโครงข่ายความคุ้มครอง (safety nets) เพื่อให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะบุกเบิกแสวงหาโอกาสใหม่ในการลงทุนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้
นอกจากนั้น ผู้ว่าการแบงค์ชาติชี้ว่าการจะเสริมสร้างรากฐานให้ระบบเศรษฐกิจการเงินของไทยก้าวทันบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพื่อช่วยให้คนรุ่นต่อไปสามารถใช้ศักยภาพที่มีในการร่วมพัฒนาประเทศของเราจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาครัฐ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย เองก็มีบทบาทในการดูแลรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินเพื่อให้เศรษฐกิจไทยมั่นคง และยั่งยืน
รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจและครัวเรือนเพื่อเพิ่มรายได้ และความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นโยบายต่างๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีส่วนในการช่วยสร้างความมั่นคงในอนาคตให้แก่คนรุ่นใหม่ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ดร.เศรษฐพุฒิ ได้ยกตัวอย่างแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย 2 ด้านที่มีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงในอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไป
แนวนโยบายแรก คือ แนวนโยบายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นในต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผลักดันนโยบายนี้ด้วยแนวทาง 3 Open
Open Infrastructure คือ โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เปิดกว้างให้ผู้ให้บริการที่หลากหลายสามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกบริการที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น
Open Data โดยการผลักดันระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลของประเทศ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั้งใน และนอกภาคการเงิน เพื่อให้ digital footprint ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง ไม่เกิดการผูกขาดข้อมูลโดยบริษัทรายใหญ่ไม่กี่ราย
Open Competition โดยสนับสนุนให้ผู้ให้บริการทางการเงินรายใหม่ และรายเดิมสามารถแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม (level-playing field) เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่ตอบสนองผู้ใช้บริการและอยู่ภายใต้เกณฑ์การกำกับดูแลที่เท่าเทียมกัน

ธนาคารแห่งประเทศไทย หวังว่าแนวนโยบายทั้งสองนี้จะเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม และสามารถใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน
ที่มา : สุนทรพจน์ งานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2565 หัวข้อ ก้าวสู่ยุคใหม่เศรษฐกิจการเงินไทย Strengthening Economic and Financial Foundations for the Next Generation โดย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ฟังคมคิดในหลากหลายประเด็นจากบุคคลสำคัญทั้งในและต่างประเทศ
“ชีวิตหลังเกษียณ” ที่ไม่ธรรมดาของ Obama จาก “หมายเลขหนึ่งทางการเมือง” สู่ “หมายเลขหนึ่งด้านบันเทิง”
เปิดมุมคิด “นักการเงินระดับโลก” Ronald Chan มองสถานการณ์ครึ่งปีหลัง













