ถ้าไม่อยากเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ต้องเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารในกรณีฉุกเฉินจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างไร

ในขณะที่โลกเราเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นทุกวัน คู่มือนี้จะสาธิตวิธีการปกป้องครอบครัวของคุณได้ เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนการสื่อสารในครอบครัวก่อนเกิดภัยพิบัติ เนื่องจากการสื่อสารในกรณีฉุกเฉินที่ไม่เพียงพอและไร้ประสิทธิภาพจะเป็นหายนะที่เลวร้ายที่สุด โปรดอ่านและนำคู่มือนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤต จากนั้นเชิญแบ่งปันกับครอบครัวและเพื่อนของคุณได้ตามสบาย


สหรัฐอเมริกา หนึ่งในประเทศที่ประสบภัยพิบัติรุนแรงเป็นประจำทุกปี มีบทเรียนอันเจ็บปวดในปี 2555 เมื่อพายุเฮอริเคนแซนดี้ทำให้เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ เป็นเหตุหลายคนที่พึ่งพาเพียงอุปกรณ์สื่อสารชนิดนี้ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากมากกว่าผู้ประสบภัยคนอื่นๆ ที่มีเครื่องมือและโซลูชันที่มากกว่าโทรศัพท์ เพื่อสื่อสารเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งนั่นก็คือวิทยุทรานซิสเตอร์และวิทยุฉุกเฉิน
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เคยประสบภัยพิบัติมาก่อนต้องรู้สึกประหลาดใจ ไม่รู้จะเตรียมตัวรับมืออย่างไร แต่ในยุคนี้ต่อให้คุณจะอาศัยหรือไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดพายุทอร์นาโด พายุเฮอริเคน พายุไต้ฝุน พายุดีเปรสชัน แผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่นๆ คุณควรเตรียมข้อมูลและรายการต่อไปนี้ให้พร้อมโดยทันที

เริ่มตั้งแต่การจัดทำรายชื่อหน่วยงานท้องถิ่นพร้อมข้อมูลเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ และแผนการอพยพในพื้นที่ โดยสามารถค้นหาข้อมูลนี้ได้จากเว็บไซต์ของเมืองหรือโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเมืองหรือท้องที่นั้นๆ
จัดทำและแจกจ่ายบัตรรายชื่อให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว บัตรเหล่านี้ควรระบุสถานที่นัดพบ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ที่อยู่และข้อมูลติดต่อต่างๆ ของเพื่อนสนิทมิตรสหายหรือญาติที่อยู่นอกพื้นที่ที่สมาชิกในครอบครัวสามารถพึ่งพาหรือติดต่อได้ได้
ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมวิทยุและแบตเตอรี่สำรองไว้เพื่อรับฟังข่าวสารสำคัญๆ จริงอยู่ที่การแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินทางโทรศัพท์มือถือนั้นยอดเยี่ยม แต่เทคโนโลยีที่เก่ากว่า เช่น วิทยุ มีบทบาทสำคัญในการจัดการภัยพิบัติในชุมชน เมื่อระบบสื่อสารและโครงข่ายไฟฟ้าขัดข้อง วิทยุที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยุที่สามารถชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จะยังคงทำงานต่อไป และนั่นคืออุปกรณ์สำคัญที่จะชี้ความเป็นความตายของผู้ประสบภัยพิบัติได้ เพราะเมื่อเกิดอุทกภัยหนัก พายุฝนถล่มรุนแรง ไฟฟ้าอาจถูกตัดขาด ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือไม่ได้ เสาสัญญาณโทรคมนามพังพินาศ จะได้ไม่ตกอยู่ในความมืดมนเพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้


เราจะได้ข้อมูลอะไรจากวิทยุระหว่างเกิดภัยพิบัติ?

ในกรณีฉุกเฉิน การรับทราบข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ หากจะต้องตัดสินใจทำอะไรที่ส่งผลเสียหรือมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ซึ่งประเภทของข้อมูลที่วิทยุสามารถให้กับผู้ประสบภัยที่ไม่อาจเชื่อมต่อการสื่อสารประเภทอื่นๆ ได้ มีดังนี้
1. เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ทุกภัยพิบัติจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน รายงานทางวิทยุแจ้งให้คุณทราบว่าเกิดอะไรขึ้น
2. ประเด็นที่เกี่ยวข้อง เหตุฉุกเฉินบางครั้งก่อให้เกิดเหตุฉุกเฉิน เหตุฉุกเฉินด้านสภาพอากาศอาจทำให้ไฟฟ้าดับได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ความผิดปกติทางแพ่งหรือการเจ็บป่วย
3. คำแนะนำอย่างเป็นทางการ เนื่องจากภัยธรรมชาติและเหตุฉุกเฉินที่คาดเดาไม่ได้ สร้างความโกลาหลและวุ่นวาย ทำให้ยากที่จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร การออกอากาศทางวิทยุรวมถึงคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
4. คำเตือนการอพยพ การออกอากาศทางวิทยุสามารถบอกได้ว่าจำเป็นต้องมีการอพยพหรืออยู่ระหว่างการพิจารณา การแจ้งล่วงหน้าทำให้ผู้ประสบภัยมีเวลาจัดของและวางแผนเส้นทางการเดินทาง
5. แหล่งข้อมูลในท้องถิ่น วิทยุกระจายเสียงจะบอกวิธีเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นในท้องถิ่น เช่น อาหาร น้ำสะอาด หรือแอปพลิเคชันสำหรับความช่วยเหลือจากภัยพิบัติ
6. มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสัมภาษณ์กับหน่วยงานท้องถิ่น ผู้ประสบภัย และผู้บริหารองค์กรการกุศลจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้
7. เป็นสื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ในระหว่างที่ถูกตัดขาดจากการสื่อสารประเภทอื่นๆ วิทยุจะช่วยเชื่อมต่อกับโลกภายนอก การได้ฟังข่าวสารต่างๆ เพลง หรือความบันเทิงอื่นๆ สามารถทำให้จิตใจแจ่มใส และผ่อนคลายความกังวลได้
ภัยพิบัติ
กระนั้น ต่อให้เสาสัญญาณและเครือข่ายไม่ถูกทำลาย แต่การใช้โทรศัพท์ในช่วงเวลาฉุกเฉินจากภัยพิบัติหมายความว่า มีผู้คนจำนวนมากพยายามใช้โทรศัพท์พร้อมๆ กันมากกว่าที่เครือข่ายปกติเตรียมไว้ให้ ปริมาณการโทรที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เกิดความแออัดของเครือข่าย ดังนั้นนี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องรู้เมื่อใช้โทรศัพท์ระหว่างเกิดภัยธรรมชาติ
1. จำกัดการโทรที่ไม่ฉุกเฉินไว้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างบนเครือข่ายสำหรับการสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงประหยัดพลังงานแบตเตอรี่หากใช้โทรศัพท์ไร้สาย หากจำเป็นต้องใช้งานอย่าใช้นาน โดยให้ใช้โทรศัพท์เพื่อส่งข้อมูลที่สำคัญไปยังเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินและ/หรือครอบครัวเท่านั้น
2. สำหรับการโทรที่ไม่ฉุกเฉิน ให้ส่งข้อความแทน ขณะที่การโทรซ้ำแบบไร้สายหลายครั้งติดต่อกันอย่างรวดเร็วอาจเพิ่มความแออัดของเครือข่าย และจำกัดความสามารถของผู้ใช้ทั้งหมดในการโทรออก
3. มีแบตเตอรี่ที่ชาร์จแล้วและอะแดปเตอร์ชาร์จในรถยนต์เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับโทรศัพท์ไร้สาย
บันทึกรายชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉินในโทรศัพท์ไร้สายไว้ พร้อมทั้งระบุแผนการสื่อสารที่ชัดเจนในครอบครัว กำหนดให้บางคนที่อยู่นอกพื้นที่เป็นผู้ติดต่อหลัก และทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวรู้ว่าต้องติดต่อใครหากจำเป็นต้องแยกจากกัน
นอกจากนี้ หากสัญญาณอินเตอร์เน็ตยังใช้งานได้ โซเชียลมีเดียสามารถใช้เพื่อเช็คอินกับเพื่อนและครอบครัว รวมทั้งเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอพยพหรือการรักษาพยาบาล