รู้จัก เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ให้โตได้อย่างมั่นคงใน 10 จังหวัดชายแดนไทย

ดังที่เคยพูดถึง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในบทความก่อนหน้า ว่าหมายถึง เขตพื้นที่เฉพาะที่คณะรัฐมนตรีประกาศกำหนดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบาย เพื่อให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอันจำเป็นและการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จในเขตพื้นที่

มาในวันนี้ ขอขยายความเพิ่มเติมถึง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Border Special Economic Corridor: B-SEZ) ที่มีวัตถุประสงค์จำเพาะลงไปเพื่อพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่บริเวณชายแดนให้มีการพัฒนาเป็นรูปธรรมอย่างสมดุล ยกระดับคุณภาพชีวิตและการแก้ไขปัญหาความมั่นคง นอกจากนั้นยังมีเป้าหมายเพื่อ
  • กระจายความเจริญและยกระดับคุณภาพชีวิต
  • พัฒนาพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • จัดระเบียบและใช้ประโยชน์แรงงานต่างด้าว
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
โดยได้กำหนด “พื้นที่เป้าหมาย 10 จังหวัด” เป็น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมพื้นที่ 3,886,507.21 แบ่งเป็น
ระยะที่ 1 ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา ประกอบด้วย 10 อำเภอ 36 ตำบล พื้นที่รวม 1,832,480 ล้านไร่)
ระยะที่ 2 ได้แก่หนองคาย นราธิวาส เชียงราย นครพนม และกาญจนบุรี ประกอบด้วย 13 อำเภอ 54 ตำบล พื้นที่รวม 2,054,027 ล้านไร่
สำหรับกลไกขับเคลื่อน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน วางอยู่บนหลักการดำเนินการดังนี้
  1. ดำเนินการภายใต้กฎหมายปัจจุบันและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  2. ต้องไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังคม ความมั่นคงและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
  3. ยืดหยุ่นปรับได้ตามสถานการณ์
  4. กำหนดพื้นที่ส่งเสริมตามเขตปกครอง
  5. ใช้แนวคิดประชารัฐ ในการบริหารจัดการ โดยกำหนดให้ภาครัฐมีบทบาทในการส่งเสริมการลงทุน/จัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น/อำนวยความสะดวก ภาคเอกชนมีบทบาทในการลงทุน ส่วนภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับผลประโยชน์จากการการพัฒนา  
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
ทั้งนี้ จากเดิมที่มีคณะกรรมการนโยบาย (กนพ.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 6 ชุด เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในส่วนต่างๆ ประกอบด้วย
  1. ด้านสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน
  2. ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงานสาธารณสุข และความมั่นคง
  3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร
  4. ด้านการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการ
  5. ด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
  6. ด้านการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับพื้นที่
ปัจจุบัน ได้มีการขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ซึ่งเป็นชุดเดียวกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค โดยมีการแต่งตั้งอนุกรรมการ 3 ชุด เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในส่วนต่างๆ ประกอบด้วย
  1. ด้านสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน
  2. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร
  3. ด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
นอกจากนั้น ยังมีคณะทำงานสรรหา คัดเลือก เจรจา และกำกับติดตามการดำเนินงานของผู้ลงทุนในที่ดินราชพัสดุที่กำหนดเป็นพื้นที่พัฒนาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นประธาน และมีกลไกระดับพื้นที่ทั้ง 10 จังหวัดขับเคลื่อนคู่ขนานกันไป โดยกำหนดกิจการเป้าหมาย สำหรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย 13 กลุ่มกิจการเป้าหมาย เช่นอุตสาหกรรมการเกษตร ประมงและกิจการที่เกี่ยวข้อง อุตสาหกรรมเซรามิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง อุตสาหกรรมผลิตเครื่องเรือน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  อุตสาหกรรมการผลิตพลาสติก อุตสาหกรรมผลิตยา กิจการโลจิสติกส์ นิคมหรือเขตอุตสาหกรรม กิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และประกาศเพิ่มเติมอีก 10 ประเภทกิจการจำแนกเป็น กลุ่มที่ BOI ให้การส่งเสริมในขณะนั้น และ กลุ่มที่ BOI ยกเลิกการส่งเสริมแล้ว แต่นำกลับมาให้ใหม่เฉพาะในพื้นที่ SEZ 
โดยล่าสุดมีความคืบหน้าการดำเนินงาน ดังนี้  
ด้านการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการ ได้มีการกำหนดพื้นที่ราชพัสดุเพื่อใช้เป็นพื้นที่พัฒนาหรับภาคเอกชน หน่วยงานราชการใช้ประโยชน์ใน 8 จังหวัดพื้นที่รวมประมาณ 19,000 ไร่ โดยได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ลงทุน การกำหนดอัตราค่าเช่าประมาณ 24,000-40,000 บาท/ไร่/ปี ปรับเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 5 ปี และค่าธรรมเนียมในการให้เช่าที่ดินสำหรับตาก สระแก้ว ตราด สงขลา ประมาณ 160,000-300,000 บาท/ไร่/50 ปี สำหรับนครพนม หนองคาย มุกดาหาร กาญจนบุรี ประมาณ 20,000-140,000 บาท/ไร่/50 ปี (ผ่อนชำระ 5 ปี โดยจ่ายปีที่ 6-10)  และกำหนดระยะเวลาการเช่าพื้นที่ 50 ปีและอาจต่อได้อีก 49 ปี
ด้านสิทธิประโยชน์ สำหรับกิจการเป้าหมาย BOI ได้ให้สิทธิประโยชน์ระดับสูงสุดโดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ลดหย่อนร้อยละ 50 อีก 5 ปี รวมถึงอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าว ผ่อนปรนทั้งนี้จะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมฯ ภายใน ธ.ค. 2565 เงื่อนไขสำหรับ SMEs เงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 แสนบาท อนุญาตให้นำเครื่องจักรใช้แล้วในประเทศมาใช้ในในโครงการที่อรักการส่งเสริมฯได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท กรมสรรพากร ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% เหลือ 10% ใน 10 รอบบัญชี กรมศุลกากร สามารถลงทุนจดทะเบียนของผู้ขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปจาก 10 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท และลดทุนจดทะเบียนของผู้ขอจัดตั้งเขตปลอดอากรจากทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท เป็นไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ด้านแรงงานและศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร (OSS) มีการจัดตั้งศูนย์ OSS ทั้งในด้านการลงทุนและด้านแรงงานครบ 10 จังหวัด การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบไป กลับ หรือตามฤดูกาล ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ด้านงบประมาณ ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด่านศุลกากร (C.I.Q)และความมั่นคง  สาธารณสุข สาธารณูปการต่างๆ โดยในปีงบประมาณ 2558 เท่ากับ 2,377 ล้านบาท (งบกลางปี) ปีงบประมาณ 2559 : 6,168 ล้านบาท ใปีงบประมาณ 2560 : 3,305 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2561 : 9,883.5 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2562 : 8,757.98 ล้านบาท  ปีงบประมาณ 2563 : 6,393.90 ล้านบาท  ปีงบประมาณ 2564 : 5,751.64 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2565 : 7,185.17 ล้านบาท และยังมีการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องภายใต้การจัดสรรงบประมาณบูรณาการเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ด้านการลงทุนในพื้นที่ ในเดือนสิงหาคม 2565 มีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI กว่า 68 โครงการ เงินลงทุนประมาณ 17,698 ล้านบาท โดยมีจังหวัดที่มีการลงทุนสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดสงขลา 9,103 ล้านบาท จังหวัดตาก 3,284 ล้านบาท และจังหวัดหนองคาย 1,990 ล้านบาท
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
ส่วนปัญหา/อุปสรรค ในการพัฒนา เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน มีดังนี้
  1. การกำหนดพื้นที่เป็นเขตตำบลทำให้ไม่มีความชัดเจนและไม่มีการกำหนดบทบาทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ที่ชัดเจน
  2. ที่ดินราคาแพง จนภาคเอกชนไม่สามารถจัดหาเองได้ ส่วนพื้นที่ที่รัฐจัดหาให้บางจังหวัดยังไม่มีความชัดเจน ในขณะที่บางจังหวัดตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่เหมาะสม  และขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
  3. ความไม่ชัดเจนของนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค
  4. ความไม่ชัดเจนขององค์กรในการขับเคลื่อน และบริหารจัดการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะการดำเนินงานในเชิงพื้นที่ยังมีลักษณะต่างคนต่างทำ  
  5. การให้บริการศูนย์ OSS ที่ยังสามารถทำได้เพียงการเป็นศูนย์รับเรื่องแล้วส่งต่อซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้  
  6. ยังขาดมาตรการที่เข้มแข็งในการส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่และการเอื้อประโยชน์ให้กับชุมชน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมาตรเพิ่มขีดความสามารถที่เป็นรูปธรรม (สศช.จ้างที่ปรึกษาทำการประเมินผลการดำเนินงาน SEZ แล้วเสร็จมิถุนายน 2560)
ขณะที่มีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการส่งเสริมและกำกับดูแล SEZ ได้แก่
  • การจะพัฒนาระบบอนุมัติอนุญาตการลงทุนที่ง่ายและรวดเร็วแทนที่ระบบการอนุมัติการลงทุนเดิมใน SEZ โดยในการอนุมัติอนุญาตเพียงหน่วยงานเดียว/ วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและหน่วยงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดย“คณะกรรมการส่งเสริมและกำกับดูแลเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” เป็นต้น
  • ปรับเปลี่ยนจากการกำหนด “กิจการเป้าหมายที่ส่งเสริมการลงทุน” เป็นการกำหนด “กิจการที่ไม่อนุญาตลงทุนหรือไม่เหมาะสมที่จะลงทุน”
  • ให้ดำเนินการวางแผนการใช้ที่ดินและการแบ่งเขตตามพื้นที่ที่กำหนด ครอบคลุมทั้งพื้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของนักพัฒนาเอกชน
  • เดินหน้าจัดทำกฎหมายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดหลักเกณฑ์ และดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งของภาครัฐและเอกชนตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคของรัฐบาลต่ำลง (มติ ครม อนุมัติหลักการ ร่าง พ.ร.บ. sez เมื่อ 23 ส.ค. 59 แต่จำเป็นต้องชะลอการประกาศบังคับใช้ไป)

 

 

บทความ โดย ทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์


เรียนรู้ทุกมิติของกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วไทย

ผ่าแผนยกระดับ ‘นิคมอุตสาหกรรม’ ในพื้นที่ไข่แดง EEC เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เดินหน้าพัฒนา 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายครบทุกมิติ

เจาะลึกการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษ ในไทย กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติได้ครบทุกมิติ