ท่ามกลางวิกฤตรุมเร้าในปี 2022 นี่คือ 10 ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงที่สุดในโลก

โลกเพิ่งเริ่มกลับมาขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้งหลังจากถูกโควิด-19 ทำลายอย่างแสนสาหัส แต่ก็ถูกความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งเป็นสงครามตัวแทนชาติตะวันตกและสหรัฐอเมริกามาบั่นทอนกำลังลงไปอีก แต่ในปี 2022 นี้ ก็ยังมีหลายประเทศที่ส่งสัญญานบวกกว่าใครว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในระดับสูง ตั้งแต่ตัวเลขหลักเดียวปลายๆ ไปจนถึงสองหลัก เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของจีดีพีโลกซึ่ง IMF ประเมินไว้ว่าจะเติบโตเพียง 3.2%


“กายอานา” ได้รับเลือกให้เป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงที่สุดในการคาดการณ์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเทศที่มีประชากรเบาบางเพียง 800,000 คนนี้ กำลังเติบโตด้วยโครงการขุดเจาะน้ำมันใหม่ ทำให้ได้รับการคาดการณ์ว่าจีดีพีจะพุ่งสูงขึ้นถึง 57.8%
ประเทศเล็กๆ นี้ที่ไม่เคยปรากฏว่ามีชื่อเสียงหรือโดดเด่นในด้านใดมาก่อนบนเวทีโลก กำลังร้อนแรง และอยู่ในเส้นทางที่จะกลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งชั้นนำของโลก ประเทศแถบแคริบเบียนนี้ผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่า 300,000 บาร์เรลต่อวันแล้ว และคาดว่าอาจจะเกิน 1 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2030

กายอานา

ในปี 2021 กายอานาส่งออกน้ำมันดิบ 101,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกไปยังเอเชีย ขณะที่การจัดส่งไปยังยุโรปคิดเป็น 16% ของทั้งหมด
ด้าน Rystad Energy บริษัทที่ปรึกษาของนอร์เวย์ คาดการณ์ว่ารัฐบาลกายอานาจะทำเงินได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้จากการผลิตในประเทศ ในระบบเศรษฐกิจที่จีดีพีในปี 2021 อยู่ที่ 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การคำนวณนี้พิจารณาจากรายได้ที่เกิดจากใบอนุญาตการแสวงหาผลประโยชน์ ในรูปของค่าลิขสิทธิ์ ส่วนแบ่งกำไร และภาษี
นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่ารายรับของรัฐบาลกายอานาจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีภายในปี 2025 และ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีภายในปี 2030
ไม่เพียงเท่านี้ Rystad คาดการณ์ว่าการผลิตนอกชายฝั่งจะสูงถึง 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2035 ทำให้กายอานาก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตนอกชายฝั่งรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก แซงหน้าประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และนอร์เวย์
กายอานา
ประเทศกายอานา
“การค้นพบแหล่งพลังงานฟอสซิลที่อุดมสมบูรณ์แห่งล่าสุดของโลกนี้ และก้าวย่างที่มั่นคงของการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย จะทำให้รัฐบาลกายอานาได้รับผลตอบแทนจากการค้นพบนี้ด้วยรายได้สะสมรวมมากถึง 157 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในปี 2040” บริษัทที่ปรึกษาแห่งนี้ระบุ
อุตสาหกรรมผลิตน้ำมันได้เปลี่ยนกายอานาให้กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
ทั้งนี้ กายอานา มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐสหกรณ์กายอานา” เป็นประเทศที่ตั้งอยู่แถบชายฝั่งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ พรมแดนด้านตะวันออกจรดประเทศซูรินาม ด้านใต้ติดกับประเทศบราซิล พรมแดนด้านตะวันตกติดกับเวเนซุเอลา และด้านเหนือติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก
สำหรับอันดับ 2-10 ประเทศที่มีจีดีพีเติบโตสูงที่สุดในโลกในปี 2022 ได้แก่ อิรัก (+9.3%) ไอร์แลนด์ (+9%) คูเวต (+8.7%) ซาอุดีอาระเบีย (+7.6%) โคลอมเบีย (+7.6%) ปานามา (+7.2%) เวียดนาม (+7%) อินเดีย (+6.8%) และอียิปต์ (+6.6%) โดยใน 10 อันดับแรกนี้ เป็นประเทศที่มีรายได้สูงตามเกณฑ์ของธนาคารโลก 3 ประเทศ ได้แก่ ไอร์แลนด์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต
จีดีพี
10 ประเทศที่มีจีดีพีเติบโตสูงที่สุดในโลก
เมื่อมองในภาพรวม “อินเดีย” ประเทศที่คาดว่าจะมีประชากรมากที่สุดในโลกและแซงหน้าจีนได้ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ถือว่าทำผลงานได้ดี และคาดว่าอินเดียจะแซงหน้าญี่ปุ่นในฐานะเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียได้ภายในปี 2573
สำหรับประเทศไทย IMF คาดการณ์ว่าจีดีพีในปี 2022 จะเติบโต 2.8% ขณะที่สหรัฐอเมริกาจะเติบโตเพียง 1.6% ส่วนรัสเซีย เบลารุส (พันธมิตรสำคัญของรัสเซีย) และยูเครนคาดว่าจะติดลบ 3.4%, 7% และ 35% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม IMF ระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังประสบกับการชะลอตัวในวงกว้างและรุนแรงเกินคาด โดยมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตค่าครองชีพ ภาวะการเงินที่ตึงตัวในภูมิภาคส่วนใหญ่ การรุกรานยูเครนของรัสเซีย และการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่ยังคงดำเนินอยู่ ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก โดยคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวจาก 6% ในปี 2021 เป็น 3.2% ในปี 2022 และ 2.7% ในปี 2023 ซึ่งเป็นการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ยกเว้นวิกฤตการเงินโลกและช่วงที่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
นอกจากนี้ ยังคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 4.7 ในปี 2021 เป็น 8.8% ในปี 2022 แต่จะลดลงเป็น 6.5% ในปี 2023 และเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% ภายในปี 2024 พร้อมกับแนะนำว่านโยบายการเงินควรอยู่ในแนวทางเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพราคา และนโยบายการคลังควรมุ่งบรรเทาแรงกดดันด้านค่าครองชีพในขณะที่ยังคงจุดยืนที่เข้มงวดเพียงพอและสอดคล้องกับนโยบายการเงิน

ที่มา :