เมื่อจินตนาการ Sci-Fi กลายเป็นจริง!

วิวัฒนาการนวัตกรรม และเทคโนโลยี ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรม Sci-Fi เริ่มกลายเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งประดิษฐ์จำนวนมากได้ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้จริง ขณะที่บางชิ้นก็กำลังจะเปิดตัว
Smithsonian Arts + Industries Building ได้จัดแสดงผลงานนวัตกรรม ที่ผสมผสานสิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิม กับชิ้นงานต้นแบบวิวัฒนาการล้ำนำยุค
Rachel Eva Goslins ผู้อำนวยการ Smithsonian’s Arts and Industries กล่าวว่า ศิลปะและประวัติศาสตร์ เป็นสองพลังร่วมกันพัฒนาโลก
“Arts and Industries Building ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนด้วยคาดหวัง ระหว่างสิ่งของ และความคิด จินตนาการว่าคุณต้องการอยู่ในอนาคตแบบไหน” Rachel Eva Goslins กระชุ่น
เช่นเดียวกับ Ashley Molese ภัณฑารักษ์ของ Smithsonian Arts + Industries Building ที่บอกว่า สิ่งที่มนุษย์พยายามทำตลอดมาก็คือ ความพยายามลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างชิ้นงานต้นแบบแรกๆ เข้าด้วยกัน ก่อนจะผนวกเข้ากับงานออกแบบร่วมสมัยที่มีการใช้งานกันอยู่
“ขณะที่เทคโนโลยีสามารถนำเสนอความหวังต่างๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านบวก เราทุกคนต้องร่วมมือกันช่วยเพื่อผลักดันให้เกิดความแตกต่างกับโลกนี้ให้ได้”
บรรดานักประดิษฐ์ ต่างพยายามมองหาความน่าจะเป็นต่างๆ ในการออกแบบ และสร้างชิ้นงาน ด้วยความความหวัง ว่าความพยายามของพวกเขาจะประสบความสำเร็จ และนำมาซึ่งนวัตกรรมแห่งอนาคตในที่สุด Ashley Molese สรุป

เริ่มด้วย Bell Nexus Air Taxi โดรนต้นแบบที่สามารถบินขึ้น และลงจอดในแนวตั้ง จุดเด่นคือการเลียนแบบภาพยนตร์ดังหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Eternals จาก Marvel Cinematic Universe หรือ Oblivion ที่ Tom Cruise แสดงนำ
หรือจะเป็นก้อนอิฐที่ทำจาก Mycelium โครงข่ายเส้นใยเชื้อรา ที่สามารถส่งสัญญาณไฟฟ้าเพื่อสื่อสารถึงกันได้!
งานก่ออิฐที่น่าทึ่งนี้ทำจากเห็ด ซึ่งวัสดุอินทรีย์สามารถเติบโต และขยายตัวเป็นกำแพงที่แน่นหนาได้ ผ่านแม่พิมพ์ที่สามารถย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ สามารถช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโลกได้!

ตามมาด้วย “สวนหยอดเหรียญ” ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิดเพื่อสร้างระบบนิเวศขนาดเล็ก เครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้า ที่มีระบบส่งต่อน้ำเสียเข้ากับสวนชุ่มน้ำ ที่นอกจากจะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียทางธรรมชาติ ยังสามารถนำ Phosphate ส่งธาตุอาหารให้พืชได้อีกด้วย

ต่อกันที่ Co-Lab ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Autodesk และสตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรม The Living เพื่อสร้างสมดุลและแก้ปัญหาใหญ่ และซับซ้อนของการวางผังเมือง
ในพื้นที่นี้ เราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า Generative Design ซึ่งเป็นกระบวนการที่ออกแบบเมืองผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เมื่อปรับใช้อย่างถูกต้องแล้ว จะสามารถสนับสนุนการทำงานของสถาปนิก นักวางแผน และนักอนุรักษ์ เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

เป็นการเตือนผู้เยี่ยมชม ว่าอนาคตที่เรามองเห็นจะต้องสามารถเข้าถึงได้ โดยนิทรรศการ Citizen Science จะมีกิจกรรมสำหรับผู้เข้าชมสามารถทดลองวางแผนสวนสาธารณะได้อีกด้วย
ตามมาด้วยแบบจำลองเมืองใต้น้ำที่ยั่งยืน นั่นคือ Oceanix City Model แนวคิดของเมืองใต้พิภพที่สามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้กว่า 10,000 คน พัฒนาโดย UN-Habitat

คำขวัญของ Oceanix City Model ก็คือ “ดำดิ่งสู่อนาคตด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย” เป็นการจินตนาการถึงโลกที่มนุษย์ต้องปรับตัวเข้ากับน้ำ
นวัตกรรมชิ้นที่ฮือฮาที่สุดคือ me+you งานศิลปะแบบโต้ตอบโดย Suchi Reddy ที่ขอให้ผู้เยี่ยมชมแบ่งปันวิสัยทัศน์ของพวกเขาสำหรับอนาคต ในขณะที่คุณยืนอยู่หน้างานศิลปะชิ้นนี้ ชิ้นงานจะใช้ Machine Learning เพื่อแปลงความฝันของคุณให้เป็นสีสัน และลวดลาย

งานศิลปะอินเทอร์แอคทีฟที่จัดวางโดย Suchi Reddy ตั้งอยู่ใจกลางของพื้นที่เปิดโล่งที่มีเพดานสูง และกระเบื้องตกแต่ง ที่งดงามอย่างลงตัว เป็นการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม และการออกแบบทางศิลปะ
Mineral Rover ลักษณะเหมือนโต๊ะขนาดใหญ่ ที่เคลื่อนไหวด้วยล้อ และวิ่งคร่อมแปลงเพาะปลูกได้อย่างคล่องแคล่ว และทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เพื่อวัดขนาดใบ ต้น และจำนวนผลผลิต ซึ่งจะช่วยเกษตรกรดำเนินการกระตุ้นปริมาณพืชผักเพื่อการเก็บเกี่ยวได้

ปิดท้ายด้วย “หุ่นยนต์นางพยาบาล” ที่มีลักษณะคล้ายกับกระเช้าติดล้อ ที่สามารถก้าวเดิน และไต่พื้นผิวต่างๆ ได้ ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์ที่ยากลำบากที่มนุษย์หรือพาหนะปกติไม่สามารถเข้าถึงได้
เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความพยายามในการประยุกต์เทคโนโลยีให้เข้ากับการใช้งานในชีวิตจริงนั่นเองครับ!