ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ช่วง 3 ไตรมาสแรก (ม.ค. – ก.ย.) ของปี 2565 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 436 ราย เม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 99,369 ล้านบาท จ้างงานคนไทยกว่า 4,041 คน
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 110 ราย (ร้อยละ 25) เงินลงทุน 34,972 ล้านบาท สิงคโปร์ 71 ราย (ร้อยละ 16) เงินลงทุน 11,425 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 61 ราย (ร้อยละ 14) เงินลงทุน 3,305 ล้านบาท ฮ่องกง 28 ราย (ร้อยละ 6) เงินลงทุน 7,788 ล้านบาท และ จีน 21 ราย (ร้อยละ 5) เงินลงทุน 20,754 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 (ม.ค. – ก.ย.) พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 47 ราย คิดเป็นร้อยละ 12 (ปี 2565 อนุญาต 436 ราย ปี 2564 อนุญาต 389 ราย) เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 44,781 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82 (ปี 2565 ลงทุน 99,369 ล้านบาท ปี 2564 ลงทุน 54,588 ล้านบาท) และจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 490 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 (ปี 2565 จ้างงาน 4,041 คน ปี 2564 จ้างงาน 3,551 คน) โดยปี 2564 ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และ สหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับปี 2565

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกลุ่มธุรกิจที่คนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในเมืองไทยช่วง 3 ไตรมาสแรก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ หนึ่งในธุรกิจที่มาแรงคือ บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Electric Vehicle Charging Station) สำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า
เนื่องจากปัจจุบันกระแสของโลกกำลังมุ่งเข้าไปสู่รูปแบบของการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมายานยนต์สารพัดชนิดต่างใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยเองก็มีการกำหนดนโยบายเพื่อให้สอดรับกับเจตจำนงของนานาชาติ ในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงได้เห็นชอบกรอบ “แผนพลังงานชาติ” โดยได้กำหนดแนวนโยบายภาคพลังงาน ที่จะมีผลต่อทิศทางการพัฒนาพลังงานที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
(1) เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าใหม่โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
(2) ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานภาคขนส่งเป็นพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ผ่านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย 30@30
(3) ปรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากกว่าร้อยละ 30
(4) ปรับโครงสร้างกิจการพลังงานรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตามแนวทาง 4D1E
และเพื่อให้มีการดำเนินการที่สอดรับกับเป้าหมาย การพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ จึงกำหนดเป้าหมายในปี 2568 จะมีจำนวนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะแบบ Fast Charge 2,200-4,400 เครื่อง และในปี 2573 จะมี 12,000 เครื่อง ครอบคลุมทั้งเมืองใหญ่ พื้นที่ท่องเที่ยว จุดแวะพัก และพื้นที่ชุมชน ทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้มีการจัดทำร่างแผนการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขึ้น เพื่อรองรับเป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ ตามนโยบายการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 30@30 ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญอย่างมากในอนาคต เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาว และยังช่วยแก้ไขปัญหาสภาพอากาศจากภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 ได้อีกด้วย
ซึ่งจากผลการศึกษาของโครงการจัดทำแผนการพัฒนาสถานีประจุแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับเป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ พบว่า ในปี 2030 ประเทศไทยจะมีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ Fast Charge ในหัวเมืองใหญ่ จำนวน 8,227 เครื่อง และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในเขตพื้นที่ทางหลวง (Highway) จำนวน 5,024 เครื่อง นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเครื่องสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั่วประเทศอีก 8,291 เครื่อง
ปัจจุบันมีบริษัทไทย-เทศ สนใจลงทุนในธุรกิจ ‘สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ จำนวนมาก อาทิ
บมจ.ปตท. เปิด EV Charging Station ตั้งเป้าปี 65 ขยายกว่า 1,000 เครื่อง รับการเติบโตตลาดยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ตอบโจทย์ผู้ใช้ EV ให้มีพลังงานทางเลือก
บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เดินหน้าติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า มีเป้าหมายอย่างน้อย 1,000 สถานีทั่วประเทศ
บมจ.ซีพี ออลล์ จับมือกับบริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าบริเวณพื้นที่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่ออำนวยความสะดวก และตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่มตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้โครงการ 7 Go Green
บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ลุยธุรกิจ EV Charging ในกลุ่มที่พักอาศัย เพราะมองว่าในอนาคตจะต้องมีที่ชาจน์ส่วนตัวทั้งในคอนโดมิเนียมและในบ้าน
บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ผนึกเอ็มจี ผุด MG Super Charge หนุนสู่เป้าหมายเพิ่มสถานีชาร์จรถอีวีเบื้องต้น 100 สาขา
บมจ.แสนสิริ ผนึก ชาร์จ แมเนจเม้นท์ ทุ่มงบติดตั้ง EV Charging ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ทุกโครงการแนวสูง แนวราบต้องมีที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
บริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับโลก ระดมเงินลงทุนมูลค่า 210 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,700 ล้านบาท ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จเร็วให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยตั้งแต่ปี 2022 เพื่อรองรับการขยายตัวและเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า













