5 เรื่องควรรู้ใน ‘วันชาติจีน’ เพื่อเข้าใจประวัติการสร้างชาติ ก่อนก้าวสู่ชาติมหาอำนาจแห่งโลกตะวันออก (ตอนที่ 1)

เชื่อว่ายังมีหลายท่านที่ยังไม่ทราบว่า เดือนตุลาคมของทุกปีเป็นอีกเดือนหนึ่งที่สำคัญสำหรับชาวจีนรองจากวันตรุษจีน เพราะวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็น วันชาติจีน หรือ 国庆节 และใน ปีนี้ (2022) เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 73 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน K AEC PLUS จึงได้นำเสนอบทความเรื่อง “5 เรื่องควรรู้ เกี่ยวกับวันชาติจีน” เพื่อประมวลประวัติความเป็นมาและให้ความรู้เกี่ยวกับ 5 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ วันชาติจีน ให้มากยิ่งขึ้น


หนึ่ง : ความเป็นมาของ วันชาติจีน

วันชาติจีน ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 ซึ่งเป็นวันที่ เหมา เจ๋อตุง ผู้นำจีน ประกาศให้เป็นวันก่อตั้งหรือสถาปนาประเทศจีนที่ปกครองโดยระบบสังคมนิยม ภายใต้ชื่อว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ซึ่งก่อนหน้านั้นจีนมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในช่วงสั้นๆ นับตั้งแต่ ดร.ซุน ยัตเซ็น เป็นแกนนำโค่นล้มราชวงศ์ชิง ล้มจักรวรรดิ และก่อตั้ง “สาธารณรัฐจีน” ขึ้นมาพร้อมทั้งจัดตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง ในปี 1912 หลังจากปฏิบัติการ “ปฏิวัติซินไฮ่” ในปี 1911
แต่หลังจาก ดร.ซุน ยัตเซ็น เสียชีวิต ในปี 1925 เจียง ไคเช็ค ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสาธารณรัฐจีนและพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งภายหลังได้ทำสงครามกลางเมืองแย่งอำนาจปกครองประเทศกับพรรคคอมมิวนิสต์
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่มีการทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันนั้น สาธารณรัฐจีนในเวลานั้น ต้องรับมือกับทัพญี่ปุ่นด้วย ทำให้ในปี 1937 ฝ่าย เจียง ไคเช็ค และ เหมา เจ๋อตุง ต้องสงบศึกชั่วคราวหันมาร่วมมือกันทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2
กระทั่งกองทัพญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกขับไล่ออกจากจีนได้สำเร็จในปี 1945 ทางฝ่าย เจียง ไคเช็ค ซึ่งเป็นประชาธิปไตย และ เหมา เจ๋อตุง ซึ่งเป็นฝ่ายสังคมนิยม หันกลับมาทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันอีกครั้งตั้งแต่ปี 1946 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง เป็นฝ่ายรบชนะ ทำให้ เจียง ไคเช็ค พร้อมคณะรัฐบาลสาธารณรัฐในขณะนั้น ต้องลี้ภัยไปที่เกาะไต้หวัน และตั้งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ขึ้นมาใหม่ที่นั่น
โดยหลังประกาศชัยชนะในสงครามกลางเมืองเมื่อปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง จึงได้อำนาจปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ และตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จในที่สุด

สอง : การประกาศวันชาติและงานเฉลิมฉลอง

พิธีประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน รัฐบาลประชาชนกลางผ่านมติว่าด้วย วันชาติจีน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1949 และประกาศว่าวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันชาติ
โดยในปัจจุบัน วันชาติจีน จะมีการเฉลิมฉลองขึ้นทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและมาเก๊า โดยมีการเฉลิมฉลองที่ภาครัฐจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ มีการแสดงพลุดอกไม้ไฟและคอนเสิร์ต มีการตกแต่งสถานที่สาธารณะ เช่น จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งอย่างงดงาม  และจัดแสดงรูปภาพของผู้นำซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เช่น ประธาน เหมา เจ๋อตุ งตามที่สาธารณะ ทั้งนี้ การจัดแสดงพลุดอกไม้ไฟมักจัดขึ้นทั่วประเทศ รวมทั้งฮ่องกงและมาเก๊าอีกด้วย

สาม : วันหยุดราชการและเทศกาลท่องเที่ยว

รัฐบาลจีนกำหนดให้วันชาติจีนของทุกปีเป็นวันหยุดราชการ รวมวันหยุดทั้งหมดเป็น 7 วัน คือวันที่ 1-7 ตุลาคม ซึ่งเรียกว่า “สัปดาห์ทอง” หรือ Golden Week (黄金周) เป็นเทศกาลวันหยุดที่ยิ่งใหญ่พอๆ กับวันหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีน ในบางปีวันหยุดยาวฉลองวันชาติจีนนั้นอาจได้หยุดติดต่อกัน 10-12 วันเลยทีเดียว เช่นในปี 2015 ที่ผ่านมา
โดยชาวจีนหลายล้านคนเลือกที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วงปลายปี 2019 เรามักจะได้เห็นภาพการหลั่งไหลออกท่องเที่ยวของชาวจีนที่สะท้อนจากภาพรถติดยาวเหยียดบนถนนระหว่างเมืองสายต่างๆ ในกรณีการท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือภาพคลื่นมนุษย์แออัดกันซื้อตั๋ว รอขึ้นรถไฟ-รถโดยสารตามสถานีต่างๆ รวมทั้งภาพสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว
จากสถิติของ Ctrip บริษัทรับจองบัตรโดยสารเครื่องบินและที่พัก รวมถึงบริการต่างๆ ในธุรกิจท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของประเทศจีนเผยว่า ในปี 2019 ก่อนที่โควิดจะบาดขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค. ของปีนั้น ญี่ปุ่นและไทย คือจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนนิยมมาเที่ยวมากที่สุดในช่วงเทศกาลหยุดยาววันชาติ แต่หลังรัฐบาลจีนประกาศควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดอย่างเข้มงวด การเดินทางท่องเที่ยวในช่วง “สัปดาห์ทอง” ฉลองวันชาติก็แผ่วลงไปมาก

สี่ : วันชาติของชาว “ไต้หวัน” อยู่ในเดือนตุลาคมเช่นกัน

นอกจาก วันชาติจีน แล้ว เดือนตุลาคมยังมีวันชาติไต้หวัน หรือวันชาติสาธารณรัฐจีน ที่เรียกว่า “วันดับเบิลเท็น” (วันสองสิบ) ตรงกับวันที่ 10 ที่เรียกว่า “วันดับเบิลเท็น” หรือ “วันสองสิบ” นั้นหมายถึง วันที่ 10 เดือน 10 (ตุลาคม) นั่นเอง
เป็นการให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เดือน 10 ปี ค.ศ. 1911 ซึ่งมีการก่อเกิดกลุ่ม “อู่ชาง” ขึ้นเพื่อล้มล้างราชวงศ์ชิง อันนำไปสู่ “การปฏิวัติซินไฮ่” ในเวลาต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การสละราชสมบัติของจักรพรรดิผู่อี๋ ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง เป็นการสิ้นสุดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีนที่มียาวนานกว่า 5,000 ปี และเริ่มต้นการปกครองประเทศแบบ “สาธารณรัฐจีน”
โดย ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวคนแรกของสาธารณรัฐ โดย “วันดับเบิลเท็น” หรือ “วันสองสิบ” จึงได้กลายเป็นวันชาติของสาธารณรัฐจีนตลอดที่ปกครองในแผ่นดินใหญ่ แต่ในปี 1949 เมื่อรัฐบาลสาธารณรัฐจีนพ่ายแพ้ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสงครามกลางเมือง และสูญเสียการควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่ก่อนจะอพยพไปยังเกาะไต้หวัน การฉลองวันสองสิบ ซึ่งภายหลังได้มีการเรียกกันอย่างย่อๆว่า “วันชาติไต้หวัน” จึงเฉลิมฉลองแต่เฉพาะในไต้หวันเป็นหลัก
ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ชนะสงครามกลางเมืองและได้สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ขึ้นปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ จึงได้เปลี่ยนวันชาติมาเป็นวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีแทน “วันสองสิบ” ที่เป็นวันชาติช่วงรัฐบาลสาธารณจีนมีอำนาจในแผ่นดินใหญ่

ห้า : หลังฉลองวันชาติ ทั่วโลกต่างจับตาการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน

เมื่อสิ้นสุดช่วงวันหยุดยาวเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติจีน (1-7 ต.ค.) แล้ว ยังจะมีอีกวาระเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปีนี้ นั่นก็คือ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ในวันที่ 16 ต.ค. ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี
และไฮไลต์ของประชุมสมัชชาฯ ครั้งนี้ ได้มีคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งมา 2 สมัย รวมเวลา 10 ปี จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดีจีนเป็นสมัยที่ 3 ได้ครองอำนาจปกครองประเทศอีก 5 ปี
ในประวัติศาสตร์ชาติจีน ไม่เคยมีมาก่อนเนื่องจากรัฐธรรมนูญเดิมระบุไว้ว่า วาระดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีเวลาจำกัดสูงสุดเพียง 10 ปีหรือ 2 สมัยเท่านั้น กระทั่งสภาประชาชนแห่งชาติจีนลงมติในปี 2018 ผ่านความเห็นชอบให้แก้ไขธรรมนูญของพรรคคอมมิวนิสต์ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี จากที่จำกัดไว้สูงสุดเพียง 2 สมัย ให้เป็นการดำรงตำแหน่งอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งมติครั้งนั้นเปิดทางให้ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง สามารถครองเก้าอี้ผู้นำจีนได้ตลอดชีพ

การพัฒนาในประเทศจีนที่เป็นต้นแบบการพัฒนาประเทศที่น่านำมาปรับใช้

ส่องตำนาน “โรงงานโลก” ก่อนที่จีนจะเทคโอเวอร์ด้วย “Made in China”

เซินเจิ้น เมืองแรกของจีน กับการเดินหน้าทดสอบ ‘ยานยนต์ไร้คนขับ’ ระดับ L4

EEC ก้าวต่อไป…ไฮสปีดเทรนเชื่อมรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน