ถ้าอ้างอิงตาม รายงานของ Global Report on Food Crises 2022 จะระบุชัดเจนว่าประชากรเกือบ 193 ล้านคนใน 53 ประเทศ กำลังเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหาร หรือ วิกฤตอาหารโลก อย่างเฉียบพลัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 40 ล้านคน ความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต และเป็นสัญญาณเตือนถึงคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังจะตามมา

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เขียนถึงสาเหตุของ วิกฤตอาหารโลก ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ 3 ประการ ได้แก่
1. ผลพวงจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตและส่งออกวัตถุดิบเพื่อนำไปประกอบอาหารรายใหญ่ของโลก เช่น ข้าวสาลี ซึ่งคิดเป็น 30% ของโลก
2. การสู้รบที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ราคาปุ๋ยแพงขึ้น เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบสำหรับทำปุ๋ยรายใหญ่ เมื่อปุ๋ยแพง สินค้าเกษตรก็แพงตามไปด้วย
3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนผลผลิตทางการเกษตรของแต่ละประเทศลดลง ซึ่งแนวโน้มนี้เกิดขึ้นก่อนที่สงครามจะปะทุ และแนวโน้มอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นต่อไปจะยิ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้น
โดยในบทความเรื่อง “วิกฤตอาหารโลก สัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่” เผยแพร่ในเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อัปเดตถึงผลกระทบของ วิกฤตอาหารโลก ที่เกิดขึ้นซึ่งมีส่วนทำให้ดัชนีราคาอาหารโลกพุ่งสูง ทุกประเทศทั่วโลกล้วนแล้วแต่ได้รับผลจากวิกฤตนี้กันทั่วหน้า
วิกฤตอาหารโลก ตัวการทำราคาอาหารพุ่ง ก่อเกิดมาตรการ “ห้ามส่งออก” สร้างผลกระทบวงจรอาหารโลก
ในบทความชิ้นนี้ยังระบุว่า โครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) วิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาวิกฤตอาหารโลกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จาก 3 ส่วนหลักเช่นกัน คือ
1. ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนและชาติตะวันตก ทำให้ผู้คนจำนวน 139 ล้านคนใน 24 ประเทศเกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารเฉียบพลัน เพิ่มขึ้นจาก 99 ล้านคนในปีก่อน
2. สภาพอากาศที่เลวร้ายส่งผลกระทบกับ 23 ล้านคนใน 8 ประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 15.7 ล้านคน
3. ผู้คนมากกว่า 30 ล้านคนใน 21 ประเทศ ลดลงจาก 40 ล้านคนใน 17 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19

“ความหิวโหยเฉียบพลันกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และสถานการณ์ทั่วโลกก็เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ความขัดแย้ง วิกฤตสภาพภูมิอากาศ โควิด 19 ค่าอาหารและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น ได้ก่อให้เกิดพายุหลายลูกที่ถาโถมเข้ามาพร้อม ๆ กัน และตอนนี้ภัยพิบัติได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนหลายล้านคนในหลายสิบประเทศกำลังเผชิญกับความอดอยาก” Mr. David Beasley กรรมการบริหาร โครงการอาหารโลกกล่าว
ราคาอาหารที่แพงขึ้นนำไปสู่ความไม่มั่นคงด้านอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศที่มีรายได้น้อย เพราะการซื้ออาหารคิดเป็นครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ผู้คนราว 10 ล้านคนทั่วโลกจะถูกผลักไปสู่สถานะที่ยากจนขึ้น เมื่อราคาสินค้าปรับขึ้นทุก 1% โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก FAO ระบุว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอาหารแพงและขาดแคลนอาหารมากถึง 1,800 ล้านคน
หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ ความไม่มั่นคงด้านอาหารเป็นสาเหตุของความไม่สงบทางสังคมและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก่อให้เกิดการประท้วงในศรีลังกา ตูนิเซีย และเปรู แม้กระทั่งประเทศอุตสาหกรรมหลักอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสก็มีมาตรการแจกคูปองอาหารให้กับครัวเรือนที่ยากจน

วิกฤตที่เกิดขึ้นยังทำให้ประเทศผู้ผลิตอาหารออกนโยบาย “ห้ามส่งออก” เพื่อรักษาสมดุลอาหารของคนในประเทศ ซึ่งนอกจากรัสเซียและยูเครนแล้ว อินโดนีเซียยังห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม คาซัคสถานจำกัดการส่งออกข้าวสาลีชั่วคราว อาร์เจนตินาจำกัดการส่งออกเนื้อวัว อินเดียประกาศห้ามส่งออกข้าวสาลี และล่าสุดมาเลเซียห้ามส่งออกเนื้อไก่ จนทำให้ข้าวมันไก่ อาหารประจำชาติสิงคโปร์ต้องขาดตลาด
จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) เปิดเผยรายงานระบุว่า ดัชนีราคาอาหาร (Food Price Index) ในปี 2564 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 125.7 เพิ่มขึ้น 28.1% เมื่อเทียบกับปี 2563 และถือเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 ที่แตะระดับ 131.9 และแนวโน้มในปี 2565 ดัชนีราคาอาหารยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับเมษายนปีก่อน
เข้าใจที่มาของ วิกฤตกิมจิ ตัวแทนบอกเล่าผลกระทบจากวิกฤตอาหารโลก
เพื่อจัดการกับปัญหาที่ท้าทายเหล่านี้ เครือข่ายทั่วโลกกำลังพยายามยกระดับการส่งเสริมระบบเกษตรและอาหารที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์สังคม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อเลี้ยงดูผู้คนกว่า 8,500 ล้านคนอย่างมีคุณค่าทางโภชนาการ มีความเท่าเทียม และสม่ำเสมอภายในปี 2573 ซึ่งจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบเกษตรและอาหารของโลกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น
อย่างไรก็ดี ในระดับประเทศ หลายประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตอาหารโลก ต่างพยายามหาหนทางบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชากรของประเทศ ซึ่งในวันนี้ขอยกตัวอย่างวิธีการรับมือที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ กับ “วิกฤตกิมจิ” ที่สั่นคลอนไม่เพียงแค่วงจรอาหารของประเทศ แต่ยังส่งผลต่อวัฒนธรรม ความเชื่อ ของการกินอาหารประจำชาติ ที่ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย

โดยในรายการ ร้อยเรื่องรอบโลก EP220 by กรุณา บัวคำศรี ที่นำเสนอในเรื่อง วิกฤตกิมจิในเกาหลีใต้ ได้บอกเล่าถึงที่มาและสาเหตุของวิกฤตอาหารที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมกล่าววถึงความพยายามทั้งของภาครัฐและภาคประชาชน ที่จะร่วมต่อสู้เพื่อดำรงความมีอยู่และภูมิปัญญาในการทำ กิมจิ อาหารประจำชาตินี้ให้คงอยู่ต่อไปให้ได้
กิมจิ คือ อาหารประจำชาติเกาหลีใต้ที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ได้มาจากการนำผักกาดขาวสดใหม่ มาล้าง หั่น ก่อนหมักดองด้วยพริก เกลือ และเครื่องปรุงอื่นๆ ชาวเกาหลีใต้เชื่อว่า กิมจิ เป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อ 3,000 ปีก่อน เป็นภูมิปัญญาของคนเกาหลีในการเก็บผักเอาไว้กินตลอดฤดูหนาวอันยาวนาน ซึ่งช่วงเวลลานั้นเองที่จะมีผู้เสียชีวิตจากความอดหยากมากมาย
พูดได้เลยว่า ผู้หญิงชาวเกาหลีในวัยกลางคนขึ้นไปแทบทุกคนรู้วิธีการทำอาหารเมนูนี้ โดยบนโต๊ะอาหารจะมีกิมจิเป็นเครื่องเคียงในทุกมื้อก็ว่าได้ ดังนั้นหากไปถามคนรุ่นลุง ป้า น้า อา ในเกาหลีใต้ คงมีไม่น้อยที่กล่าวตรงกันว่า “เรามีชีวิตอยู่ไม่ได้หรอกถ้าขาดกิมจิ”

นอกจากนั้น ต้องยอมรับว่า วัฒนธรรม K-pop และซีรีย์เกาหลี หรือ Korean drama เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ กิมจิ เป็นที่รู้จักของชาวโลก ด้วยการสอดแทรกวัฒนธรรมการกินอาหารประจำชาติเมนูนี้ลงไปในการนำเสนอเรื่องราวในซีรีย์นั่นเอง
เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา ยอดส่งออก กิมจิ ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10.7 สร้างรายได้เข้าประเทศถึง 6,000 ล้านบาท ถือเป็นสินค้ายอดนิยมของเกาหลีใต้ ชื่อเสียงนั้นเรียกว่าไม่ต่างจากบอยแบนด์อย่าง BTS และ ซีรีย์เกาหลีชื่อดัง ที่นำเสนอทาง Netflix อย่าง “Squid game”
ที่จริงแล้ว กิมจิ สามารถทำได้จากผักหลายชนิด ทั้ง แตงกวา หัวไชเท้า ต้นหอมและใบงา แต่ต้องยอมรับว่า กิมจิ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ กิมจิผักกาดขาว
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมานี่เอง ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับปัญหา วิกฤตกิมจิ นั่นคือ ภาวะการขาดแคลนผักกาดขาวซึ่งมีราคาพุ่งสูง โดยปกติแล้ว ผักกาดขาว เติบโตในดินในอุณหภูมิที่ค่อนข้างเย็นและมีสภาพอากาศคงที่ แต่นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว ยังมีสภาพอากาสแปรปรวนที่ต้องเผชิญ ทั้งคลื่นความร้อนและฝนตกหนัก ไปจนถึงพายุไต้ฝุ่น ส่งผลต่อจำนวนและผลผลิตได้

มีรายงานจาก Wasnington Post ระบุว่าที่เมืองแทแบก จังหวัดคังวอน ผลผลิตในปีนี้เหลือเพียง 2 ใน 3 ของที่เคยเก็บเกี่ยวได้ตามปกติ เพราะผักกาดขาวที่รอดจากสภาพอากาศเลวร้ายในระลอกแรก ก็มักจะตายด้วยโรคพืชหลังจากนั้น โดยในช่วงฤดูร้อนเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เมื่องแทแบก ต้องเจอกับอุณหภูมิสูงสุดถึง 33 องศาเซลเชียส ประมาณ 20 วัน ต่างจากช่วง ทศวรรษ 1900 ที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่เมืองแทแบกจะต้องเจอกับอากาศร้อนเช่นนี้
ผู้จัดการการเกษตรที่เมืองแทแบกกล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตผักกาดขาวที่นี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กังวลว่าในเร็วๆนี้เกษตรกรอาจต้องไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ทนสภาพอากาศร้อนได้มากขึ้น การเก็บเกี่ยวผลผลิตผักกาดขาวได้น้อยลงนี่เอง ที่ทำให้ราคาผักกาดขาว วัตถุดิบสำคัญในการทำกิมจิพุ่งสูงมากในเกาหลีใต้
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ราคาผักกาดขาวขายปลีก พุ่งขึ้นไปสูงถึง 11,200 วอน หรือประมาณ 290 บาท จากราคาเฉลี่ยปกติที่อยู่ที่ 5,900 วอน หรือประมาณ 150 บาท
ดังนั้น นอกจากปัญหาโลกร้อนแล้ว อุตสาหกรรมการผลิตกิมจิของเกาหลีใต้ก็กำลังสั่นคลอนด้วยความท้าย จากการตีตลาดของจีน ที่ผลิตกิมจิส่งออกเช่นกัน โดยกิมจิที่นำเข้าจากจีนมีราคาถูกกว่ากิมจิในเกาหลีใต้ถึง 1 ใน 3 และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กิมจิจากจีน ก็ครองสัดส่วนการตลาดได้ราวร้อยละ 40 ทีเดียว
ส่องความพยายามภาครัฐ ภาคประชาชน ที่พร้อมสู้เพื่อกอบกู้ประเทศจากวิกฤตกิมจิ
ด้วยวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับกิมจิ อาหารที่เป็นทั้งสินค้าส่งออกและสะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงเข้าแทรกแซงด้วยการประกาศแผนลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท สร้างคลังเก็บผักกาดขาวขนาด 9,900 ตารางเมตร จำนวน 2 แห่ง ที่เขตโคซานทางภาคกลางของประเทศ และในเขตแฮนัมทางตอนใต้

โดยโกดังทั้งสองแห่งนี้มีขนาดเทียบเท่าสนามฟุตบอล 2 สนามรวมกัน และจะสร้างเสร็จภายในปี 2025 ซึ่งจะเก็บผักกาดขาวได้ถึงหนึ่งหมื่นตัน รัฐบาลหวังจะช่วยจัดหาผักกาดขาวราคาไม่แพงป้อนอุตสาหกรรมกิมจิของประเทศ โดยเจ้าของโรงงานผลิตกิมจิในเกาหลี ก็มีความหวังว่าอย่างน้อยแผนการสร้างโกดังเก็บผักกาดขาวของรัฐบาลนั้นจะมีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมกิมจิในประเทศไม่เสียเปรียบไปมากกว่านี้
นอจากความกังวลว่าภาวะการขาดแคลนผักกาดขาวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการผลิตกิมจิแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อประเพณีคิมจัง หรือประเพณีที่จะมีการแบ่งปันกิมจิกันระหว่างครอบครัว เพื่อน และคนในชุมชนซึ่งปกติจะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนด้วย

นอกจากงานนี้จะมีเป้าหมายเพื่อทำกิมจิจำนวนากเตรียมไว้ในช่วงฤดูหนาวแล้ว คิมจังยังเป็นประเพณีที่เชื่อมร้อยผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านกิจกรรมลงมือ ลงแรง ช่วยกันทำกิมจิ นี่เป็นหนึ่งประเพณีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโยยูเนสโกว่าเป็นมรดาทางวัฒนธรรมของโลกที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ แต่ด้วยราคาของผักกาดขาวรวมถึงวัตถุดิบอื่นๆที่พุ่งสูงอยู่ในตอนนี้ ทำให้ชาวเกาหลีใต้บางคนต้องหันไปพึ่งพา กิมจิสำเร็จรูป แทนการทำกินเองในครัวเรือน
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แสดงให้เห็นว่าวิกฤตกิมจิที่เกิดขึ้น กำลังสั่นคลอนตั้งแต่ภาคธุรกิจไปจนถึงประเพณี วิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในเกาหลี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของผลกระทบจาก วิกฤตอาหารโลก ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ
หลากหลายมิติเรื่องปัญหาความมั่นคงทางอาหารโลก
5 เมกะเทรนด์ Future Food กำหนดอนาคตปากท้องชาวโลก วันอาหารโลก 2022











