Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.303

นายกฯสั่งติดตามเหตุการณ์ Itaewon สถานทูตแจ้งคนไทยเสียชีวิต 1 ราย แนะเลี่ยงงานฉลองในเกาหลีใต้ช่วงนี้

ย่าน Itaewon ประเทศเกาหลีใต้
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสียใจกับเหตุการณ์บริเวณถนนย่าน Itaewon ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตาม ตรวจสอบสถานการณ์หากมีคนไทยได้รับความเดือดร้อนให้รีบให้การช่วยเหลือโดยด่วน ขณะที่ เพจเฟสบุ๊ค สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล / Royal Thai Embassy, Seoul โพสต์ข้อความระบุว่า….สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ขอเรียนว่า เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2565 ได้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในงานเทศกาลคืนวัน Halloween ที่จัดขึ้นในย่านถนน Itaewon กรุงโซล ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเบียดกันแน่น ล้ม และเหยียบกัน รวมทั้งขาดอากาศหายใจ (stampede) โดยเฉพาะบริเวณซอยแคบทางลงถนนหลักบริเวณโรงแรม Hamilton ซึ่งล่าสุดเช้าวันที่ 30 ตุลาคม 2565 มีรายงานยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างน้อย 151 คน และได้รับบาดเจ็บ 82 คน
ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับรายงานจากตำรวจเกาหลีใต้ด้วยความเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า มีคนไทย 1 คน เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ อยู่ระหว่างการประสานงานกับทางการเกาหลีใต้เพื่อสอบถามรายละเอียด และแจ้งให้ญาติของผู้เสียชีวิตรับทราบ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในการจัดการศพผู้เสียชีวิตต่อไป
ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอแนะนำให้คนไทยในเกาหลีใต้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปท่องเที่ยวในงานเฉลิมฉลองที่อาจจะมีความหนาแน่นในช่วงนี้ ทั้งนี้ สามารถติดต่อ/สอบถาม/ตรวจสอบเกี่ยวกับคนสูญหายได้ที่ช่องทางของทางการเกาหลีใต้ เบอร์โทรศัพท์ 02 2199 8660 โดยหากคนไทยท่านใดต้องการความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตฯ สามารถติดต่อมายังเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน 010-6747-0095 หรือ 010-3099-2955 ได้ตลอดเวลา

รัฐโชว์ผลงาน 8 ปี ดึงเงินลงทุน “อีวี” กว่า 8 หมื่นล้าน ผุด Data Center 3 นิคมในอีอีซี

น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศมีการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ณ วันที่ 12 ต.ค.65 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น 26 โครงการ จาก 17 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 80,208 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน) จำนวนยานยนต์ที่ได้รับอนุมัติ 838,775 คัน และบีโอไอได้ออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วจำนวน 16 โครงการ ได้แก่ โครงการผลิตรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน จำนวน 6 ราย, รถยนต์กระบะ จำนวน 2 ราย และรถจักรยานยนต์ จำนวน 3 ราย เป็นต้น
นอกจากนี้ยังได้อนุมัติโครงการพัฒนา Data Center จำนวน 3 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง, นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง และ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของบริษัท อะเมซอน ดาต้า เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่าเงินลงทุนรวม 24,810 ล้านบาท (มูลค่าเงินลงทุนไม่รวมที่ดินและทุนหมุนเวียน 23,658 ล้านบาท)

โควิด-19 ฉุดความสามารถการแข่งขันของไทยร่วง 5 อันดับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถึงแม้ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness of Countries) โดย International Institute for Management Development (IMD) ประจำปี 2565 ประเทศไทยจะได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 33 ซึ่งลดลง 5 อันดับ จากอันดับที่ 28 ในปีก่อนหน้า เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ ปัจจัยหลักด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ไทยอยู่อันดับที่ 34 มาจากการลดลงของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาพึ่งพาการส่งออก-นำเข้าสูง ดังนั้นในช่วงเกิดวิกฤตโควิด ประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เป็นผลกระทบระยะสั้นจากการไม่สามารถส่งออกสินค้าอันเป็นผลข้อจำกัดในการขนส่งระหว่างประทศ เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติประเทศไทยจะสามารถกลับมาส่งออกได้มากขึ้นตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายปัจจัยบวกที่ปรับตัวดีขึ้น เช่น การกระจายรายได้ของกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยที่สุด 40% ของประเทศไทยมีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ตัวชี้วัดดังกล่าวมีอันดับดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 3 หรือดีขึ้น 26 อันดับจากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาครัฐในการลดค่าครองชีพของกลุ่มคนเปราะบาง และมีมาตรการบรรเทาช่วยเหลือด้านรายจ่ายให้แก่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยในประเทศผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการสำคัญ ได้แก่ เราชนะ และ คนละครึ่ง ซึ่งหากเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีอันดับลดลง 7 อันดับ ซึ่งลดลงมากกว่าประเทศไทย

“ดีอีเอส” กร้าว! กวาดล้างสีเทาออนไลน์ ขายข้อมูล PDPA มีสิทธิติดคุก 100 ปี

Thailand cybersecurity 2019
จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานกำลังเข้าจับกุมแก๊งแอพพลิเคชั่นพนันออนไลน์ ชาวจีนกว่า 50 คน และมีเม็ดเงินเข้าใช้บริการมากถึง 500 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้ยังแพร่ระบาดอยู่ในโลกออนไลน์ของไทย ซึ่งต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่ายทั้งตำรวจไซเบอร์ ตำรวจนครบาล และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เร่งรัด กวาดล้าง ทั้งอาชญากรรมออนไลน์ และสถานที่อโคจรต่างๆ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส กล่าวถึงธุรกิจสีเทาในโลกออนไลน์ว่า ในส่วนของกระทรวงดีอีเอส ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์ และหาแนวทางเร่งรัดและแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดแก้ปัญหา โดยเฉพาะการหลอกลวงทางการเงิน ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. แก๊ง Call Center 2. แชร์ลูกโซ่-ระดมทุนออนไลน์  3. การพนันออนไลน์ 4. บัญชีม้า  5. การหลอกหลวงซื้อขายสินค้าบริการออนไลน์  ซึ่งพบว่า คนร้ายมีการปรับรูปแบบและวิธีการหลอกหลวงประชาชน จนมีเหยื่อหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก  และมีการจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง จากสถิติผู้กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ปี พ.ศ.2565 นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 จนถึง วันที่ 24 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งลงโทษผู้กระทำความผิดตาม  พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แล้ว 184 คำสั่ง มี URLs ที่ผิดกฎหมายจำนวน  4,736 URLs นอกจากนี้ล่าสุดทางตำรวจยังมีการสอบสวนขยายผล กรณีแก๊ง Call Center พบเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นตัวการในการขายข้อมูลในระบบราชการของประชาชน ซึ่งเรื่องนี้มีความผิดตามกฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ของ กระทรวงดีอีเอสโดยตรง ฐานนำข้อมูลส่วนบุคคล ผู้อื่นไปขาย มีโทษอาญา จำคุก สูงสุด 1 ปี ต่อกรรม หากขายข้อมูล10คน ก็จะมีโทษถึง 10ปี  ถ้า100คนโทษก็จะเพิ่มขึ้นเป็น100ปี  

จีนเตรียมจัดเก็บภาษีบริโภค ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ เริ่ม 1 พ.ย. ห้ามตั้งร้านใกล้โรงเรียน

แถลงการณ์ร่วมจากกระทรวงการคลัง สำนักงานศุลกากรทั่วไป และสำนักบริหารภาษีอากรทั่วไปของจีน เมื่อวันอังคาร (25 ต.ค.) ระบุการเตรียมจัดเก็บภาษีการบริโภคบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หรือบุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นี้เป็นต้นไป จีนกำหนดอัตราภาษีสำหรับการผลิตและนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าที่ร้อยละ 36 และสำหรับธุรกิจการค้าส่งที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าที่ร้อยละ 11 โดยการดำเนินการครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายปรับปรุงระบบภาษีการบริโภค และทำให้ระบบฯ มีบทบาทส่งเสริมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ สำนักข่าวซินหัว ระบุ ก่อนหน้านี้จีนได้ออกข้อบังคับสำหรับอุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเสริมสร้างการกำกับดูแลบุหรี่ชนิดดังกล่าว ซึ่งบังคับใช้การจัดการใบอนุญาตสำหรับผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกบุหรี่ไฟฟ้า และห้ามตั้งร้านจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าใกล้โรงเรียน