“รางวัลแมกไซไซ” หรือ “รางวัลโนเบลแห่งเอเชีย” ห่างหายไปจากการรับรู้ของคนไทยชนิดที่เรียกว่าไม่สมศักดิ์ศรี “รางวัลโนเบลแห่งเอเชีย” เอาเสียเลย!
แม้ว่าล่าสุด “อังคณา นีละไพจิตร” จะคว้า “รางวัลแมกไซไซ” ในปี ค.ศ. 2019 ทว่า ข่าวคราวมีไม่มากเท่ากับความยิ่งใหญ่ของ “รางวัลแมกไซไซ”
สำหรับ “รางวัลแมกไซไซ” ปีล่าสุด มีรางวัลหนึ่งซึ่งมีความน่าสนใจนำมาเล่าสู่แฟนพันธุ์แท้ SALIKA ครับ!
นั่นคือ “จักษุแพทย์ Tadashi Hattori” หนึ่งในศัลยแพทย์ตาชั้นนำชาวญี่ปุ่น ผู้อุทิศตนเพื่อคนอื่น ซึ่งได้รับ “รางวัลแมกไซไซ” ร่วมกับผู้ได้รับรางวัลอีก 3 ท่าน นั่นคือ Gary Bencheghib (อินโดนีเซีย) Bernadette Madrid (ฟิลิปปินส์) และ Sotheara Chhim (กัมพูชา)

“นายแพทย์ Tadashi Hattori” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดน้ำวุ้นลูกตา เพื่อรักษาจอประสาทตา มีสถานะเป็นผู้ก่อตั้ง “สมาคมป้องกันตาบอดแห่งเอเชีย-แปซิฟิก” และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์จังหวัดเกียวโต
“คุณหมอ Tadashi Hattori” ได้เดินทางออกจากญี่ปุ่น โดยลาออกจากงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงเมื่อ 20 ปีก่อน
เพื่อมาช่วยดูแลรักษาดวงตาให้กับคนยากคนจนมากกว่า 20,000 คนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในเวียดนาม
ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 4 ของผู้รับ “รางวัลโนเบลแห่งเอเชีย” หรือ Ramon Magsaysay Award ประจำปี ค.ศ. 2022 นี้ จากผลงานด้านมนุษยธรรม
“คุณหมอ Tadashi Hattori” ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ที่จะประกอบอาชีพแพทย์ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หลังจากที่เขาบังเอิญได้ยินเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพูดอย่างไม่เคารพเกี่ยวกับพ่อของเขาที่เป็นมะเร็ง
ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ทำให้คุณหมออยากรักษาคนไข้ด้วยความเคารพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนที่คุณพ่อของเขาจะเสียชีวิต ได้ฝากข้อความถึง “คุณหมอ Tadashi Hattori” ว่า “จงอยู่เพื่อคนอื่น”

หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย “คุณหมอ Tadashi Hattori” พยายามสอบเข้าโรงเรียนแพทย์หลายครั้ง แต่ไม่ผ่าน หลังจากพากเพียรอย่างหนักถึง 4 ปี ในที่สุดเขาก็ได้เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยในเกียวโต
ประสบการณ์นี้ ทำให้ “คุณหมอ Tadashi Hattori” มีคติประจำใจว่า “อย่ายอมแพ้”
“ความคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่อยากเป็นแพทย์” “คุณหมอ Tadashi Hattori” กระชุ่น
“ถ้าผมยอมแพ้ระหว่างการผ่าตัด ไม่ใช่ผมที่รู้สึกเจ็บปวดแต่จะเป็นคนไข้ เมื่อใดก็ตามที่เราประสบปัญหาระหว่างการผ่าตัด เราต้องเอาชนะปัญหานั้นให้ได้”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราต้องทุ่มเทอย่างถึงที่สุดเพื่อให้คนไข้กลับมามองเห็น การยอมแพ้เป็นเรื่องง่าย การเดินหน้าเป็นเรื่องยาก แต่คุณก็จะต้องเดินหน้าต่อไป “คุณหมอ Tadashi Hattori” กล่าว และว่า
“ชีวิตคนเรามักไม่เป็นไปตามแผน แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทางใด จงตั้งเป้าทำในสิ่งที่คุณทำให้ดีที่สุด หากคุณรู้สึกมีความสุขที่ทำอะไรด้วยตัวเอง นั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับคุณ”
เมื่อ 20 ปีก่อน “คุณหมอ Tadashi Hattori” ได้มีโอกาสเดินทางมาประชุมกับเหล่าศัลยแพทย์ตาที่เวียดนาม ที่ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเขา เมื่อได้พบกับจักษุแพทย์หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่งซึ่งชักชวนให้เขานำความสามารถมาใช้ในประเทศของเธอ
โดยประสานงานให้ “คุณหมอ Tadashi Hattori” ได้ทำงานวิจัยในเวียดนามเป็นเวลา 3 เดือน ทว่า แผนการ 3 เดือนดังกล่าว ได้กลายเป็นภารกิจตลอดชีวิต!

เมื่อเขาได้พบเห็นผู้ป่วยโรคตาในเวียดนามที่ตาบอดจากต้อกระจกจำนวนมาก หลังจากที่กลับมาญี่ปุ่น “คุณหมอ Tadashi Hattori” ไม่สามารถหยุดคิดถึงคนเวียดนามที่จะตาบอดเพียงเพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่าผ่าตัดตาได้!
เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และเริ่มเดินทางไป-มาระหว่างญี่ปุ่นกับเวียดนามแทบทุกเดือน เพื่อคนไข้ในเวียดนามฟรีๆ เป็นเวลานานถึง 20 ปี โดยใช้เงินเก็บของเขาเองเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์
ระหว่างนั้น “คุณหมอ Tadashi Hattori” ยังทำงานเป็นศัลยแพทย์อิสระในญี่ปุ่นเพื่อหาเงินทุนสำหรับโครงการดังกล่าว โดยต้องทำงานหนัก ด้วยการผ่าตัดต้อกระจกมากถึง 30 ครั้งต่อวัน และผ่าตัดวุ้นตาอีก 8 ครั้งต่อวัน!
“คุณหมอ Tadashi Hattori” บอกว่า แม้เวียดนามจะมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วอย่างก้าวกระโดด แต่ยังมีคนยากคนจนจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!
ผู้คนจำนวนมากในเวียดนามไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลดวงตา แม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
“ผมจึงเน้นการรักษาไปยังพื้นที่ชนบท ที่ซึ่งค่าเดินทางไปโรงพยาบาลเมืองใหญ่ อาจเป็นเงินเก็บชั่วชีวิตของใครหลายคน”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สนนราคาค่าผ่าตัด” ที่คนยากคนจนไม่สามารถจะจ่ายได้!
การเข้าไปยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ยากจน ประสบปัญหามากมาย ตั้งแต่รถไฟล่าช้าเป็นเวลานาน ไปจนถึงระเบียบราชการที่เข้มงวด
แต่ “คุณหมอ Tadashi Hattori” ไม่เคยยอมแพ้ เพราะเชื่อว่าความสามารถในการมองเห็น จะช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้!
“ถ้าพ่อแม่ที่ตาบอดสามารถกลับมามองเห็นได้ พวกเขาก็สามารถกลับไปทำงานได้ และไม่สร้างภาระให้คนอื่น หากปู่ย่าตายายกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง พวกเขาก็จะสามารถช่วยดูแลลูกหลานได้”
ดังนั้น การกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ไม่เพียงแต่ช่วยตัวผู้ป่วย แต่ยังรวมถึงช่วยคนทั้งครอบครัวด้วย “คุณหมอ Tadashi Hattori” กล่าว
ปัจจุบัน “คุณหมอ Tadashi Hattori” พยายามแบ่งปันความรู้กับเหล่าจักษุแพทย์ชาวเวียดนาม เพราะ “คุณหมอ Tadashi Hattori” เชื่อว่ายิ่งฝึกฝนมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้คนไข้กลับมามองเห็นได้มากขึ้นเท่านั้น

“คุณหมอ Tadashi Hattori” บอกว่า การเก่งทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะงานนี้ต้องทำด้วยใจ
“เราต้องคิดให้ได้ ว่าผู้ป่วยคือพ่อแม่หรือลูกของคุณเอง ผมบอกจักษุแพทย์ชาวเวียดนามให้มีพื้นฐานความคิดเช่นนี้เสมอ”
ในอนาคตข้างหน้า “คุณหมอ Tadashi Hattori” ฝันที่จะก่อตั้งสถาบันจักษุแพทย์ในเวียดนาม ที่ซึ่งเขาจะสามารถรักษาผู้ป่วย และฝึกอบรมจักษุแพทย์รุ่นเยาว์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลรามอน แมกไซไซ” ได้ยกย่อง “คุณหมอ Tadashi Hattori” ว่าเป็น “ผู้ที่มีมนุษยธรรมที่เรียบง่าย และมีความเอื้ออาทรที่ยิ่งใหญ่”
“คุณหมอ Tadashi Hattori” บอกว่า แปลกใจมากที่ได้รับการติดต่อจาก “เจ้าหน้าที่มูลนิธิรางวัลรามอน แมกไซไซ” เมื่อไม่นานมานี้
“งานที่ผมทำอยู่ในระดับรากหญ้า” “คุณหมอ Tadashi Hattori” กล่าว และว่า
สิ่งที่ผมต้องการในตอนนี้ก็คือ หวังว่าผู้คนที่ได้รับรู้ข่าว “รางวัลแมกไซไซ” ในปีนี้ ได้มี “ความมุ่งมั่น” และ “ความเมตตา” มากกว่าที่เป็นอยู่ “คุณหมอ Tadashi Hattori” ทิ้งท้าย











