การดึงดูดการลงทุนใน อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง นับเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่ภาครัฐได้วางไว้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของชาติ นั่นคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งล่าสุด ได้ประกาศ 7 หมุดหมายที่กำหนดไว้ใน แผนส่งเสริมการลงทุนบีโอไอ 2566-2570 เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง การวิจัยวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ฐานการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง และสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้ในที่สุด
อย่างไรก็ดี ระหว่างทางของการผลักดันให้เกิดการดึงดูดการลงทุนไปสู่เป้าหมายตามที่เกริ่นนี้ จำเป็นต้องมีการวางยุทธศาสตร์อย่างรัดกุม เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมที่เป็น New S-curves ซึ่งจัดอยู่ใน อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ให้มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดทาง BOI ได้เปิดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน ผ่านแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ของบีโอไอ ที่จะเริ่มต้นในปี 2566 ไปจนถึง ปี 2570
เปิดเป้าหมาย 5 ด้าน ดันไทยเป็นฮับของการผลิตยุคใหม่ของอาเซียน
โดยถ้าย้อนกลับไปในแผนยุทธศาสตร์การลงทุน ตั้งแต่ปี 2558-2565 จะพบว่า ได้ทำให้เกิดการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ได้หยั่งรากลึกและเติบโตเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทยในอนาคต และเพื่อวางแผนส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลก บีโอไอ ได้ออก แผนส่งเสริมการลงทุนบีโอไอ ฉบับใหม่ ซึ่งมีระยะเวลาในการใช้แผนนี้ระหว่าง ปี 2566-2570 โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นฮับของการผลิตในอาเซียน 5 ด้าน ได้แก่

เทคโนโลยีและนวัตกรรม Tech Hub เป็นศูนย์กลางการผลิตด้านดิจิทัลศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
เศรษฐกิจ บีซีจี (BCG Hub) เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ผู้มีศักยภาพทั่วโลก (Talent Hub) เช่น ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทักษะสูง ผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย สตาร์ทอัพ ไปจนถึงนักลงทุน ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง
โลจิสติกส์ และ ธุรกิจ (Logistics and Business Hub) เชื่อมโยงภูมิภาคตลอดจนเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค หรือ Regional Headquarters ของธุรกิจบริการ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Hub) เช่น การออกแบบแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม และ อีสปอร์ต โดยใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมของไทย และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อผลักดัน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยไปสู่เวทีโลก
เมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน บีโอไอก็ต้องปรับ แผนส่งเสริมการลงทุนบีโอไอ จากการ “ส่งเสริม” สู่การ “เชื่อมโยง” เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของบีโอไอ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปว่า

“บีโอไอ ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ส่งเสริมและมอบสิทธิประโยชน์มาเป็นผู้บูรณาการเครื่องมือสนับสนุนการลงทุนจากทุกหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้บริการ อำนวยความสะดวก และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ”
โดย บีโอไอ จะดำเนินการวางแผนเพื่อให้บรรลุผลในการพัฒนา 3 ด้าน นั่นคือ
Innovative เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค
Competitive เศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับตัวเร็วและเติบโตสูง
Inclusive เศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

สำหรับผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากดำเนินแผนส่งเสริมการลงทุน 5 ปี ฉบับล่าสุดนี้ คือ
รายได้ต่อหัวไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท ต่อปี
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 20
ทำให้ไทยมีอันดับการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและธุรกิจสูงขึ้น
เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม อีวี ดิจิทัล สร้างสรรค์ การแพทย์ ธุรกิจระหว่างประเทศ บุคลากรทักษะสูง
เศรษฐกิจเติบโตทั่วถึงทุกภาค
อย่างไรก็ดี มาถึงตอนนี้ การตั้งเป้าหมายให้ไทยขึ้นเป็นผู้นำในภาคอุตสาหกรรมทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น ดูจะเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย ทว่า ก็มีลู่ทางที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะเป็นการเสริมสร้าง ต่อยอดจากความแข็งแกร่งเดิมที่ประเทศไทยมีมาอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้
วาง 7 หมุดหมาย เพื่อก้าวเดินบนเส้นทางดึงดูดการลงทุนใน อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
นอกจากการวางแนวทางการดึงดูดการลงทุนดังที่กล่าวมา พร้อมวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นแล้ว บีโอไอ ยังได้เผยถึงอีก 7 หมุดหมาย ที่วางไว้ในการดำเนินงานเพื่อยกระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย

หนึ่ง : การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยยกระดับอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีความโดดเด่น ควบคู่ไปกับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยมีศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน มุ่งเน้นใน 5 เทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีนาโน เทคโนโลยีวัสดุ เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงาน โดยอุตสาหกรรมที่จะมุ่งเน้นและร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนั่นคือ BCG EV และ Smart Electronic ที่เน้นในเทคโนโลยีต้นน้ำ อย่างการผลิตชิป
สอง : เร่งเปลี่ยนอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมที่ฉลาดและยั่งยืน ส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ อุตสาหกรรม 4.0 ส่งเสริมกิจการซอฟแวร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสมาร์ทซิตี้
สาม : ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ผลักดันการตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคที่ไทย ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน มีการทำการตลาดในภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมกิจการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมต่อระหว่างประเทศและกิจการสนับสนุนอื่นๆ
สี่ : ส่งเสริม SME และ สตาร์ทอัพ โดยเฉพาะ SME จะผ่อนปรนเงื่อนไขให้สิทธิเพิ่มเติมเป็นแต้มต่อให้ SME ไทย ส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพของ SME และยกระดับให้เป็น Smart SME รวมทั้งส่งเสริมให้ SME ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จัดกิจกรรมเชื่อมโยง SME ไทย กับผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูประดับโลก

ห้า : การส่งเสริมการลงทุนตามศักยภาพพื้นที่ ด้วยกลไกเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยจะนำรูปบบความสำเร็จของ การตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกไปประยุกต์ใช้ เพื่อตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง เหนือ ใต้ อีสาน เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 จังหวัด เขตพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด พื้นที่รายได้ต่อหัวต่ำ 20 จังหวัด เมืองรองด้านการท่องเที่ยว 55 จังหวัด เขตส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ย่านนวัตกรรม เมืองนวัตกรรมอาหาร
หก : ส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งเสริม Social Enterprise หรือโครงการลงทุนเพื่อสังคม ดึงดูดเอกชนร่วมมือกับสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน
เจ็ด : ส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้ได้ไปลงทุนในต่างประเทศ โดยกรมสรรพากรจะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินที่รับจากต่างประเทศ และมีสำนักงานบีโอไออีก 16 แห่งทั่วโลกประสานงาน อำนวยความสะดวกในการไปขยายธุรกิจไปต่างประเทศ
โดยในโอกาสของการเปิดเผยแผนส่งเสริมการลงทุนปี 2566-2570 นี้ คุณนฤตม์ เลขาธิการบีโอไอ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของบีโอไอต่อจากนี้ไปเพิ่มเติมด้วยว่า
“จริงๆแล้ว การแข่งขันในการทำธุรกิจในยุคนี้ ไม่ได้แข่งขันกันที่สิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การมีระบบนิเวศที่พร้อม แต่ที่บีโอไอกำลังจะทำ จะโฟกัสไปปที่การลงทุน สร้าง Investor Journey เป็นเส้นทางเดินของนักลงทุน ตั้งแต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน มาถึงขั้นก้าวเข้ามาในประเทศไทย มาขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ ขั้นตอนการจัดตั้งบริษัท การขออนุญาตต่างๆ ไปจนถึงการเริ่มต้นทำธุรกิจ และการพบเจออุปสรรคปัญหาระหว่างทาง”
“เราจะประมวลเอาตรงนี้มาคลี่เป็นเส้นทางเดินของนักลงทุน เพื่อดูว่าในอุตสาหกรรมเป้าหมายแต่ละด้านยังมีอุปสรรคในช่วงไหนบ้าง เราก็จะจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปลดล็อคเรื่องเหล่านี้ออกไป โดยจะมีการตั้งบอร์ดบีโอไอขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อมาอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ให้นักลงทุน”
ที่มา : รายการ EEC FOCUS “เปิดยุทธศาสตร์บีโอไอ ดัน 7 หมุดหมาย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน” จาก Youtube : TNN Online
ปักหมุดการพัฒนาเศรษฐกิจในหลากหลายด้าน
หาคำตอบ… ไทยจะได้อะไรในฐานะเจ้าภาพการประชุม ‘APEC 2022 Thailand’ ?
ชี้จุดเด่น ลบจุดด้อย เดินเครื่อง เศรษฐกิจไทยปี 66 รับโอกาสหลังวิกฤตผ่านพ้น











