“โลกร้อน” ทำ “กิมจิ” ขาดตลาด “เกาหลี” สะเทือนทั้งชาติ!

ไม่ใช่แค่รสชาติจัดจ้าน แต่ “กิมจิ” คือเบื้องหลังสุขภาพดีของ “ชาวเกาหลี” ไม่แพ้เคล็ดลับอายุยืนจากการทานปลาทะเลของ “พี่ยุ่น” แม้แต่น้อย

เพราะนอกจากจะให้พลังงานต่ำ ไฟเบอร์สูง-วิตามินสูงแล้ว “กิมจิ” ยังมี Probiotic ที่อุดมด้วยจุลินทรีย์ชั้นดีอย่าง Lactobacillus ที่ช่วยในการทำงานระบบทางเดินอาหารของเรา
นวัตกรรม “กิมจิ” คือการถนอมอาหารการกินเอาไว้ทานในฤดูหนาวที่หิมะหนาพืชผักหายาก
“ชาวเกาหลี” จึงคิดค้น นวัตกรรม “กิมจิ” ผ่านกระบวนการหมักดองถนอมอาหารคือพืชผักสวนครัว ให้สามารถเก็บผลผลิตจากฤดูร้อนไว้กินได้ตลอดทั้งปี
กว่าจะเป็น นวัตกรรม “กิมจิ” ผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยเริ่มนับตั้งแต่ “ยุคสามก๊กเกาหลี” หรือ 57 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 668 ช่วงนั้นใช้พืชหัวใต้ดินดองเกลือเป็นหลักในการทำ “กิมจิ”
ต่อมาในสมัยราชวงศ์โครยอ ช่วงหลังปี ค.ศ. 918 ที่ “เกาหลี” เริ่มเปิดประเทศ ได้เริ่มนำผักกาดขาวจากชาวจีนมาทำ “กิมจิ” ที่ต่อมากลายมา “สูตรกิมจิ” ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในบรรดา “กิมจิ” นับร้อยนับพันเมนู
โดยในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 17 “เกาหลี” ได้เครื่องเทศเผ็ดร้อนเพิ่มเข้ามาอีก 1 เคล็ดลับ นั่นคือ “โคชูการู” หรือ “พริกป่นเกาหลี” ทำให้ “กิมจิ” มีสีแดง และเป็นเอกลักษณ์-อัตลักษณ์ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ที่ทุกวันนี้ “ชาวเกาหลี” บริโภค “กิมจิ” อาหารประจำชาติ กันคนละ 24 กิโลกรัมต่อปี หรือเฉลี่ย “ชาวเกาหลี” ฟาด “กิมจิ” กันคนละ 2 กิโลต่อเดือนเลยทีเดียว!

กิมจิ

ทว่า ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี ค.ศ. 2022 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ “กิมจิ” ราคาพุ่งขึ้นมากกว่าปกติ
เหตุผลสำคัญก็คือ เป็นเพราะ “ผักกาด” มีขนาดเล็กมาก!
โดยบรรดา “เกษตรกรเกาหลี” หลายคน กล่าวตรงกันว่า สาเหตุสำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น และมีฝนตกมากกว่าปกติ
ทำให้ผักกาดที่ออกมามีขนาดเล็ก และบางแห่งไม่ผลิดอกออกผล!
ร้อนถึงธุรกิจต่อเนื่องจากผลผลิตผักกาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อุตสาหกรรมกิมจิ” จากปัญหาผลผลิตผักกาดออกสู่ท้องตลาด ที่ทั้งปริมาณน้อย และคุณภาพก็ด้อยกว่าปีก่อนๆ
ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อผักกาดที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของ “ธุรกิจกิมจิ” เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!
โดยราคาผักกาดได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปีเลยทีเดียวเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว!
ในช่วงที่ผ่านมา “ผลิตภัณฑ์กิมจิ” ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทั้งจากการ “ส่งออกวัฒนธรรม” แบบ Soft Power
และที่สำคัญคือ “รสชาติกิมจิ” ที่ติดตราตรึงใจ ทำให้เกิดการแข่งขันกันในเชิงธุรกิจมากขึ้น

การทำกิมจิ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทผู้ผลิตอาหารในประเทศจีน ต่างก็กระตุ้นการปลูกผักกาด เพื่อเอาไปทำ “กิมจิ” และย้อนกลับมา “ขายกิมจิ” ให้กับ “คนเกาหลี” เอง!
ร้อนถึง “รัฐบาลเกาหลีใต้” ที่ต้องเร่งวางแผนสร้าง “โรงเก็บผักกาดขนาดใหญ่” ขนาด “สนามฟุตบอล 3 สนาม” ซึ่งสามารถบรรจุผักกาดได้โรงละมากถึง 10,000 ตัน จำนวน 2 โรงด้วยกัน!
โดยสนนราคาค่าก่อสร้างโรงเก็บผักกาดมีต้นทุกอยู่ที่โรงละประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2025
ซึ่ง “รัฐบาลเกาหลีใต้” คาดว่า โรงเก็บผักกาดขนาดยักษ์ดังกล่าว จะสามารถช่วย “ผู้ผลิตกิมจิรายย่อย” ที่ไม่มีสายป่านยาวเพียงพอสำหรับซื้อผักกาดให้เพียงพอต่อความต้องการได้
โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลผลิตผักกาดจะเริ่มทยอยออกมาในเดือนมิถุนายน ซึ่ง “ผู้ผลิตกิมจิรายย่อย” จะพากันซื้อเก็บไว้เพื่อใช้ทำ “กิมจิ” ออกขายในตอนปลายปี
ทว่าในปีนี้ พวกเราไม่สามารถซื้อผักกาดได้เพียงพอ ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ผลิต “กิมจิ” ได้เพียงวันละ 10 ตันเท่านั้น เมื่อย้อนกลับไปเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ที่ผลิตได้มากถึงวันละ 15 ตัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้ “ราคากิมจิ” ได้พุ่งขึ้นไปมากกว่า 60% หรือกิโลกรัมละ 3.50 ดอลลาร์แล้ว ซึ่งนับว่าแพงมาก!

กิมจิเกาหลี

ทั้งนี้ ราคาที่สูงขึ้นดังกล่าว ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของ “ธุรกิจกิมจิ” สัญชาติ “เกาหลีแท้ๆ” เนื่องจาก “กิมจิจีน” มีต้นทุนที่ถูกกว่ามาก!
โดย “กิมจิ” ที่ “ผลิตในจีน” ขณะนี้ มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึง 40%
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สงครามราคา” ที่ “กิมจิจีน” สามารถตั้งราคาถูกกว่า “กิมจิเกาหลีแท้” ได้มากถึง 30% เลยทีเดียว!
ยิ่ง “รัฐบาลเกาหลีใต้” พบว่า “ผู้ผลิตกิมจิชาวเกาหลีใต้” มากกว่า  1,000 เจ้า ได้เลิกกิจการ และเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นๆ
ก็ยิ่งต้องทำให้ “รัฐบาลเกาหลีใต้” ต้องเร่งมือสร้างโรงเก็บผักกาดยักษ์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อช่วยบรรดานักธุรกิจกิมจิรายเล็กรายน้อยโดยด่วน!
และไม่เพียง “กิมจิ” ในระดับมหภาคเท่านั้นที่กำลังประสบปัญหา “กิมจัง” ของชาวเกาหลีใต้หลายๆ คนที่ทำขึ้นทานเองในครอบครัว และแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ก็เริ่มหายไปจาก “วัฒนธรรมเกาหลี”
เพราะราคาผักกาด และวัตถุดิบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีราคาเพิ่มขึ้นมากนั่นเองครับ!