ปัจจุบันตลาดกาแฟในเมืองไทยมูค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นตลาดบ้าน ออฟฟิศ ประมาณ 3 หมื่นล้าน ร้านกาแฟประมาณ 3 หมื่นล้าน ในตลาดกลุ่มร้านกาแฟมีส่วนแบ่งของกาแฟพร้อมดื่ม ประมาณ 1.6 หมื่นล้าน และกาแฟที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มนี้คือ กาแฟดำ กาแฟพรีเมียม และ โคลด์บรูว์
ซึ่ง “บรูว์ เฟลเวอร์” คือสตาร์ทอัพที่ผลิตกาแฟ Cold Brew Coffee สกัดจากเครื่อง Cold Infusion ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ “แพลตฟอร์มเร่งรัดการเติบโตธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก” (NSTDA Deep Tech Acceleration Platform) ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยของ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลต้องการสนับสนุน ติดอาวุธให้ผู้ประกอบการยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพประเทศ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ ด้วยการการสนับสนุนธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech Startup) อย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันในการสนับสนุนการเติบโตของ Deep Tech Startup เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. ได้ให้ทุนวิจัยไปที่มหาวิทยาลัยและองค์กรรวม 10 แห่ง 11 แพลตฟอร์ม ซึ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหนึ่งในนั้น ได้จัดกิจกรรมนำเสนอผลงานภายใต้โครงการ “แพลตฟอร์มเร่งรัดการเติบโตธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก” (NSTDA Deep Tech Acceleration Platform) โดยเปิดรับสมัครผลงานวิจัยเชิงลึกที่มีการประเมินความพร้อมของงานวิจัยและเทคโนโลยี (Technology Readiness Level: TRL) ไม่น้อยกว่าระดับ 4 และมีศักยภาพทางด้านการตลาดใน 3 กลุ่มเทคโนโลยี ได้แก่ Food Technology, Healthcare Technology และ Internet of Things โดยในปีนี้มีผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการจำนวน 22 ทีม ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม ของ สวทช. ซึ่งเป็น Ecosystem ที่เหมาะสมและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

บริษัท บรูว์ เฟลเวอร์ คือหนึ่งใน 22 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ NSTDA Deep Tech Acceleration Platform ในปีนี้
สุรัมภา หยกโชติสกุล Chief Executive Officer บริษัท บรูว์ เฟลเวอร์ จำกัด กล่าวถึงจุดเด่นของกาแฟ บรูว์ เฟลเวอร์ ว่าเป็น Cold Infusion Coffee ที่สกัดด้วยการ Infusion น้ำเย็นเข้าในผงกาแฟ แล้วดึงรสชาติออกมา เมล็ดกาแฟคุณภาพ Specialty ทำให้มีรสชาติจัดจ้าน เข้มข้น กลายเป็นสตาร์ทอัพรายแรกๆ ของโลกที่สามารถผลิตกาแฟดำพรีเมี่ยม เก็บรสชาติของเบอร์รี่กว่าพันชนิดไว้ได้
“ที่มาของกาแฟบรูว์ เฟลเวอร์ เกิดจาก Pain Point ว่าต้องการดื่มกาแฟดำที่มีความแตกต่าง แต่ในท้องตลาดก็มีแต่กาแฟรสชาติเดียวกันคือขม ดื่มยาก ซึ่งในความเป็นจริง แม้มนุษย์จะดื่มกาแฟมานานถึง 700 ปี แต่เพิ่งรู้ว่ากาแฟคือเบอร์รี่เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเบอร์รี่มีเซลล์สร้างรสชาติมากกว่าพันชนิด แม้มนุษย์จะแข่งขันกันว่าทำอย่างไรจะนำรสชาติพันกว่าชนิดมาสู่ผู้บริโภค แต่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเก็บรสชาติพันกว่าชนิดจากคุณสมบัติของเบอร์รี่ในกาแฟได้สำเร็จ เราจึงพัฒนากาแฟที่มีรสชาติของผลไม้หรือเบอรี่ นำไอเดียดังกล่าวมาสกัดเป็นกาแฟที่มีรสชาติแตกต่าง เพื่อให้ผู้บริโภคดื่มกาแฟดำที่มีรสชาติอร่อย เก็บรสชาติของเบอร์รี่สำเร็จเป็นรายแรกๆ ของโลก บรรจุในขวดคล้ายไวน์ เก็บไว้ได้นานเป็นเดือน” สุรัมภา กล่าว
เมื่อมีโอกาสเข้ามาร่วมในโครงการ “แพลตฟอร์มเร่งรัดการเติบโตธุรกิจที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก” หรือ NSTDA Deep Tech Acceleration Platform ทำให้เห็นมุมมองในการทำธุรกิจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เห็น Business Model ว่าควรเดินไปในทิศทางไหน ต่อยอดจนเกิดโปรดักส์ใหม่คือ กาแฟสปาร์คกลิ้งในกระป๋อง Brew Flavor
“การที่เรามีโอกาสได้เข้ามาร่วมโครงการนี้ นอกจากจะได้รับประสบการณ์ คำแนะนำจากการบ่มเพาะธุรกิจ ยังได้ไอเดียจากผู้เชี่ยวชาญทำให้เราเห็นโอกาสใหม่ๆ ในตลาด ต้องขอบคุณ บพข. และ สวทช. ที่สร้างสรรค์โครงการดีๆ แบบนี้ ซึ่งไม่เพียงทำให้เรามีศักยภาพผลิตสินค้าออกไปแข่งขันกับตลาดโลก แต่ยังสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ โดยเรารับซื้อเมล็ดกาแฟที่มาจากการปลูกร่วมกับป่า เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ผู้จัดการโปรแกรม NSTDA Deep Tech Acceleration Platform และ ที่ปรึกษาอาวุโสเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงจุดประสงค์การเปิดโครงการดังกล่าวว่า เป็นการติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ นักวิจัยในมหาวิทยาลัยและใน สวทช. ให้มีความสามารถในทางธุรกิจและการตลาดมากขึ้น เห็นช่องทางการนำผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทย และเพิ่มขีดความสามาถในการแข่งขันได้เร็วและแข็งแกร่งในระดับนานาชาติ ช่วยยกระดับ เอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพ สร้างความพร้อมที่จะนำผลงานวิจัย Deep technology ออกไปใช้ประโยชน์จริง สร้างผลในเชิงเศรษฐกิจและสังคม



“โครงการ NSTDA Deep Tech Acceleration Platform ได้รับการสนับสนุนจาก บพข. ปีนี้เป็นปีที่ 2 เรามีเป้าหมายสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศโดยการสร้างธุรกิจใหม่ที่มาจากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก ซึ่งก็เป็นความต้องการของ บพข. ที่อยากจะให้มีกลไกที่ช่วยเร่งรัดพัฒนาใน 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่เป็นตัวเทคโนโลยี คือ เราไปคัดเลือกเทคโนโลยีจากฝั่งวิจัย ฝั่งภาคการศึกษาที่มีความพร้อมในระดับต้นแบบ แต่ยังไม่มีความพร้อมในเชิงธุรกิจ จากนั้นนำมาเติมเพื่อให้เทคโนโลยีนั้นมีความสามารถในการไปต่อได้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม เรื่องของมาตรฐานต่างๆ รวมไปถึงความสามารถในการพัฒนาตลาด ซึ่งก็ต้องทำเรื่องของแบรนด์ เรื่องของกยุทธ์การตลาด การขาย เงินทุน การพัฒนาพันธมิตรที่จะให้เงินลงทุนกับธุรกิจต่างๆด้วย ซึ่งมีหลายส่วนที่เราช่วยเร่งรัดพัฒนาธุรกิจ ถ้าสรุปเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 Technology Development คือ การพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความพร้อม ผลิตได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ส่วนที่ 2 Market Development การพัฒนาตลาดทั้งไทยต่างประเทศ และ 3. Investment Development การพัฒนาการลงทุน เพราะว่าสตาร์ทอัพก็ต้องการเงินมาช่วยให้เขาสามารถเอาไปบริหารจัดการ ขยายกำลังการผลิต พัฒนาตลาดได้” ปรเมศ กล่าว

ความโดดเด่นของโครงการนี้คือ เทคโนโลยีส่วนใหญ่เป็นของใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะจากภาคการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยที่ปกติถูกนำขึ้นหิ้งไว้ จึงเป็นการพางานวิจัยที่อยู่บนหิ้งไปอยู่บนห้าง โดยผ่านกระบวนการออกแบบ ตลอดระยะเวลา 6 เดือนในการบ่มเพาะธุรกิจ มีการอบรมอย่างเข้มข้น โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ด้านการเงิน กฎหมาย แบรนด์ การตลาด ฯลฯ มาช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละทีมมีแนวทางวิธีการไปต่อได้อย่างเป็นระบบ เมื่อผ่านการอบรมจนครบกำหนด ก็จัดเวทีให้แต่ละทีมนำเสนอผลิตภัณฑ์กับนักลงทุนที่ต้องการสนับสนุนเงินทุนและร่วมมือกันในเชิงธุรกิจ
“เราอยากขอบคุณ บพข. ที่ช่วยสนับสนุนทุนวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างสตาร์ทอัพจากฐานเทคโนโลยีให้ประสบความสำเร็จ ออกไปแข่งขันกับตลาดโลก นำรายได้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต” ปรเมศ กล่าว
รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. กล่าวถึงวัตถุประสงค์การสนับสนุนโครงการว่า บพข. อยากเห็นการเกิดอุตสาหกรรม sector ใหม่ การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าสูงให้กับผลิตภัณฑ์ การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน นำงานวิจัยมาสร้างสรรค์ ต่อยอด หลุดพ้นจากกับดัก OEM การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า รักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Science and Technology) ให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม สร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงออกสู่เชิงพาณิชย์ เกิดการนำงานวิจัยเชิงลึกออกไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เกิดธุรกิจใหม่ที่เป็นธุรกิจแห่งอนาคต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต

“โครงการนี้ เราให้ทุนวิจัยไปที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย รวม 10 องค์กร 11 แพลตฟอร์ม ซึ่ง สวทช. เป็นหนึ่งในองค์กรที่ บพข. สนับสนุนพร้อมกับ 9 มหาวิทยาลัย แต่ในส่วนของ สวทช. มีความโดดเด่นในเรื่องระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมและรองรับธุรกิจเทคโนโลยี อีกทั้งสามารถเตรียมทีมที่เป็นสตาร์ทอัพ ทั้งส่วนของ สวทช. และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการติดอาวุธให้กับทั้งผู้ประกอบการและนักวิจัยในมหาวิทยาลัยและใน สวทช. ให้มีความสามารถในทางธุรกิจและการตลาดมากขึ้น สามารถเห็นช่องทางการนำผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทยมีความสามารถ และเพิ่มขีดความสามาถในการแข่งขันได้เร็วและแข็งแกร่งในระดับนานาชาติ ซึ่งหากไปถึงจุดนั้นได้ บพข.ก็พร้อมให้การสนับสนุนต่อเนื่อง” รศ.ดร.ชาลีดา กล่าว


















