นายกฯ ปลื้ม! เอเปคยกย่องไทยจัดการประชุมได้ยอดเยี่ยมระดับเวิลด์คลาส
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โพสเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha” ความตอนหนึ่งว่า ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ทำให้การจัดการประชุมเอเปคของไทยในครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความราบรื่นดีอย่างยิ่ง เป็นที่ประทับใจของผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นแขกสำคัญของประเทศชาติทุกคน จนผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการเอเปค ได้แสดงความชื่นชมประเทศไทยว่า จัดการประชุมได้อย่างยอดเยี่ยมในระดับเวิลด์คลาส มีการเตรียมงานที่เป็นเลิศ นอกจากเรื่องเนื้อหาสาระในการประชุมต่างๆ ที่สามารถผลักดันให้เกิดความคืบหน้า ตลอดจนเอาใจใส่ดูแลให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีความปลอดภัย ทั้งจากการเดินทางและจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงนับได้ว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จปีหนึ่งของเอเปค ซึ่งผลดีที่ไทยจะได้จากการประชุมเอเปคนั้นมีอย่างมากมาย หอการค้าไทยคาดว่าจะมีแขกที่เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ ทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน รวมทั้งผู้ติดตามไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ซึ่งจะเกิดเงินหมุนเวียนโดยตรงในระบบทันที ไม่น้อยกว่า 1,000-2,000 ล้านบาท อีกทั้งจะมีการออกข่าวและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ออกสู่สายตาชาวโลก สร้างความเชื่อมั่นประเทศของเรา ทั้งในแง่การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้ทั่วโลกได้เห็น จนคาดการณ์ได้ว่าอาจส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยร่วม 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน
“เอจีซี” ลงทุนในไทยเพิ่ม 1 แสนล้านเยน “เมติ” จับมือกระทรวงอุตสาหกรรม พัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี
นายนิชิมุระ ยาสึโทชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) เปิดเผยว่า METI ได้ตัดสินใจที่จะให้การสนับสนุนการลงทุนในประเทศไทยเพื่อขยายฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่น โดยในปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นรายใหญ่หลายรายต่างมีแผนการขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท โซนี่กรุปคอร์ปอเรชัน ที่ต้องการขยายโรงงานการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ บริษัท เอจีซี ที่มีแผนการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนล้านเยน และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ที่มีการลงนาม MOU กับภาครัฐของไทยในด้านการผลิต EV พร้อมกันนี้ได้หารือกับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พัฒนาอุตสาหกรรม 2 ประเทศ พัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีไทย กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยศักยภาพต่างแดน พร้อมเร่งสร้างบุคลากรเชี่ยวชาญเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ภายใต้กรอบการทำงานร่วมกันตลอดจนพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษา เพื่อรองรับบุคลากรที่ผ่านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้จากโครงการต่าง ๆ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Digitalization เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการสร้าง System Integrator ตลอดจนยกระดับภาคการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตและใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของอาเซียน
กกร. ประกาศความสำเร็จก้าวแรกของ NDTP แพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศของไทย
NDTP (National Digital Trade Platform) แพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศของไทย เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ซึ่งในเฟสแรก บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้พัฒนาและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของไทย รวมทั้ง PromptPay และได้ขยายบริการไปยังโครงสร้างพื้นฐานการค้าและการให้สินเชื่อ ทั้ง PromptBiz และ Trade Document Registry (TDR) สำหรับธนาคาร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงบริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน NDTP เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก และบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด เป็นผู้ดูแลจัดการเกี่ยวกับเอกสารสัญญาที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้การส่งออกนำเข้า ง่าย สะดวก รวดเร็ว ขึ้น ช่วยป้องกันการทำธุรกรรมในเชิงมิชอบหรือการทำธุรกรรมซ้ำซ้อน และช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการทำการค้าแก่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SMEs ในประเทศ
ค้นพบสารสกัดจากสมุนไพรไทย “นวโกฐ” มีฤทธิ์ต้านโรคอัลไซเมอร์ในหลอดทดลอง




















