การเผชิญหน้าระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อค่ำคืนวันที่ 14 พ.ย. 2565 จับมือกันก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ ปธน.ไบเดน เข้ารับตำแหน่งในเดือน ม.ค. 2564 ถูกจับตามองจากทั่วโลก
การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ในวันที่ 15-16 พ.ย. เกิดขึ้นขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน, การทดลองยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ, จุดยืนของจีนต่อการส่งกำลังทหารโจมตียูเครนของรัสเซีย, การละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน รวมทั้งการที่สหรัฐมองว่าจีนมีแนวปฏิบัติด้านเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าของผู้นำทั้งสอง ยืนยันที่จะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศ

“สหรัฐและจีนสามารถแก้ไขความเห็นต่างและยุติการแข่งขันกันได้ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนนำไปสู่ความขัดแย้ง” ปธน.ไบเดน กล่าว
ขณะที่ ปธน.สีกล่าวว่า “จีนและสหรัฐจำเป็นต้องทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในระดับโลก”
หลังจบการการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ปธน.สี จิ้นผิง เดินทางถึงกรุงเทพฯ วันที่ 17 พ.ย. 2565 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปคกับบรรดาผู้นำประเทศสมาชิก ระหว่างวันที่ 18 – 19 พ.ย. ภายใต้หัวข้อ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” (Open, Connect, Balance)
สำนักข่าวซินหัว ระบุคำกล่าวในสุนทรพจน์ฉบับลายลักษณ์อักษรของ สี จิ้นผิง ถึงอนาคตของเอเปคว่า “ความพยายามขัดขวางหรือแบ่งแยกห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่ก่อตัวขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีแต่จะนำพาความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกไปสู่ทางตัน การปิดกั้นล้วนแต่จะทำให้ล้าหลัง ทว่าการเปิดกว้างจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า”

ปธน.สี จิ้นผิง ยังกล่าวอีกว่า “จีนจะเดินหน้าการเปิดกว้างด้านต่างๆ เพิ่มเติมและเชิงลึกยิ่งขึ้น ปฏิบัติตามวิถีทางสร้างความทันสมัยแบบจีน และปรับใช้หลากหลายระบบใหม่เพื่อเศรษฐกิจแบบเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น รวมถึงจะยังคงแบ่งปันโอกาสการพัฒนาแก่โลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นของการปฏิบัติตามจิตวิญญาณของครอบครัวเอเชีย-แปซิฟิก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เปรียบเสมือนผู้โดยสารที่อยู่ในเรือลำเดียวกัน และก้าวไปข้างหน้าสู่การเป็นประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่มีอนาคตร่วมกันอย่างมั่นคง
ประธานาธิบดีจีน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจีนจะพิจารณาจัดการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (Belt and Road Forum for International Cooperation) ครั้งที่ 3 ในปีหน้า เพื่อสร้างแรงกระตุ้นใหม่สู่การพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและทั่วโลก
ขณะที่ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สุนทรพจน์ของปธน.สี ได้รับการเผยแพร่ต่อกลุ่มผู้บริหารธุรกิจไม่นานหลังจากที่ปธน.สีเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค 2022) โดยการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทางการทูตของปธน.สี
“เอเชีย-แปซิฟิกไม่ใช่สนามหลังบ้านของใคร และไม่ควรเป็นเวทีสำหรับการแข่งขันแย่งชิงอำนาจของประเทศใหญ่ ความพยายามที่จะก่อสงครามเย็นครั้งใหม่จะไม่มีทางได้รับการยอมรับจากประชาชนหรือยุคสมัยของเรา” ปธน.สีระบุ

แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศ แต่วาทะดังกล่าวก็เข้าใจได้ว่ามุ่งหมายถึงประเทศใด โดยเมื่อช่วงต้นปีนี้ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน ก็ได้แสดงความเห็นในลักษณะเดียวกัน พร้อมเตือนว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไม่ควรกลายเป็นสถานที่ที่จีนกับสหรัฐใช้เผชิญหน้ากัน
ปธน.สีใช้แถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อนำเสนอความคิดริเริ่มของตนในเรื่องความมั่นคงและการพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และโน้มน้าวให้มีการพัฒนาให้ทันสมัยตามแนวทางของจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนหนุนให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แตกต่างไปจากแนวทางการพัฒนาแบบตะวันตก
“การปฏิรูปจีนให้ทันสมัย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โครงการริเริ่มด้านการพัฒนาระดับโลกของจีน เกิดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการแก้ปัญหาความไม่สมดุลในการพัฒนาทั้งระบบ” ปธน.สี กล่าว

“การปิดกั้นและขัดขวางห่วงโซ่อุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีแต่จะนำพาความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกไปสู่ความล้าหลังและทางตัน แต่การเปิดกว้างจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า” จึงไม่ต่างจากคำเตือนของผู้นำโลก “สี จิ้นผิง” ที่ฝากถึงสมาชิกเอเปคทุกประเทศ










