ในตอนนี้นับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ได้คลี่คลาย และเปิดโอกาสให้ผู้คน ธุรกิจน้อยใหญ่ ได้ขยับขยาย ฟื้นตัว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าเราจะวางใจเรื่องการแพร่เชื้อของไวรัสโควิด-19 ได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้ยังมีการพัฒนาและกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา อย่างข่าวล่าสุดที่ออกมาและได้รับการยืนยันโดยองค์การอนามัยโลกแล้วว่าได้เกิดการแพร่ระบาดของโควิดลูกผสม ‘เดลตาครอน XBC’ ซึ่งผสมระหว่างสายพันธุ์ “เดลตา” และ “โอไมครอน BA.2” โดยข่าวนี้ทำให้ใครหลายคนอดกังวลและตื่นกลัวไม่ได้ว่านี่จะเป็นชนวนทำให้เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่หรือไม่?
แต่ดังที่เราได้ผ่านวิกฤตโควิดมาหลายระลอก บทเรียนหนึ่งที่สอนใครหลายคนนั่นคือการ “ตื่นกลัว” ไม่ช่วยอะไร แต่การ “ตื่นรู้” และ “รู้เท่าทัน” ข้อมูลสำคัญของการกลายพันธุ์ หรือคุณสมบัติของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นั้น จะช่วยให้เราสามารถรอดพ้นจากการติดเชื้อได้มากกว่า
ครั้งนี้ก็เช่นกัน การอัปเดตความรู้ทุกมิติเกี่ยวกับ เดลตาครอน XBC โควิดลูกผสมตัวใหม่ล่าสุด ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสร้างความ “ตื่นรู้” ให้เกิดขึ้นได้ เพราะฟังแค่ชื่อก็ทำให้รู้แล้วว่าอานุภาพการแพร่เชื้อและอาการอาจพัฒนารุนแรงขึ้นกว่า เชื้อไวรัสโอมิครอน ที่ระบาดอยู่ตอนนี้เป็นแน่
กลุ่มเสี่ยง 608 กลุ่มแรกที่ต้องตื่นรู้และระวังการติดเชื้อ เดลตาครอน XBC
สถานการณ์โควิดไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น กรมควบคุมโรค ออกประกาศเตือนกลุ่ม 608 หรือกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัว ให้เร่งรับการฉีดวัคซีนโควิดโดยเร็ว ซึ่งคาดว่า 2-4 สัปดาห์ข้างหน้านี้ มีแนวโน้มที่ผู้ป่วยโควิดจะเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ทั่วโลกยังเฝ้าจับตาโควิดลูกผสม “เดลตาครอน XBC” ซึ่งผสมระหว่างสายพันธุ์ “เดลตา” และ “โอไมครอน BA.2” และในตอนนี้พบกลายพันธุ์ไปมากกว่า XBB และ BQ.1 โดยในช่วงการระบาดของโควิดปลายปีที่ 3 โอไมครอนกำลังอ่อนกำลังลงนั้น ดูเหมือน “เดลตาครอน” หลายสายพันธุ์จะระบาดขึ้นมาแทนที่ เช่น XBC, XAY, XBA และ XAW โดยเฉพาะ เดลตาครอน XBC ที่มีการกลายพันธุ์ต่างไปจากโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่น มากที่สุดถึงกว่า 130 ตำแหน่ง

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ประเทศไทย สัปดาห์ที่ 45 พบว่ามีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 12.8 เปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนผู้ป่วยเสียชีวิตยังมีแนวโน้มคงตัว ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์
กรมควบคุมโรคได้ติดตามข้อมูลเฝ้าระวังโรคจากทั้งผู้ป่วยรับการรักษาในโรงพยาบาล รวมทั้งผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ดูแลอาการตนเองที่บ้าน และดำเนินการเฝ้าระวังสถานที่เสี่ยงใน 8 จังหวัด เริ่มพบผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งจังหวัดส่วนใหญ่รับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น และมีการจัดกิจกรรมที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ป่วยอาการหนักใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตในรอบสัปดาห์ที่ 45 (วันที่ 6-12 พ.ย. 2565) มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่ไม่รับวัคซีนโควิด-19 และไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค หากติดเชื้อโควิดฯมีโอกาสป่วยหนักได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยและผู้ที่มีโรคประจำตัว
ขณะที่ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในตอนนี้จะเน้นมาตรการตรวจรักษากลุ่ม 608 ที่เริ่มมีอาการป่วย ทั้งมีไข้ ไอ และ ATK พบเชื้อให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโรคโดยเร็ว โดยแพทย์อาจพิจารณาให้ LAAB (ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป) โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่อาจจะสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้น้อย
เกาะกระแสการแพร่เชื้อของ เดลตาครอน XBC ทั่วโลก
ด้าน ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แจ้งเตือนว่า ขณะนี้ทั่วโลก กำลังเฝ้าจับตา “เดลตาครอน XBC” ซึ่งจากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเดลตาครอน ประเมินว่าเป็นไวรัสโควิดที่มีศักยภาพในการโจมตีปอดอย่างเดลตา และอาจแพร่ระบาดได้รวดเร็วเหมือนโอไมครอน
เมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา มีรายงานการตรวจพบเดลตาครอนในประเทศฟิลิปปินส์ระยะหนึ่งจากนั้นได้สูญหายไป ไม่เกิดการระบาดรุนแรงขยายวงกว้าง แต่มาในช่วงปลายปี 2565 กลับพบ เดลตาครอน ในประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้งในรูปแบบของโควิดสายพันธุ์ XBC, XBA, XAY และ XAW ระบาดขึ้นมาใหม่
ข้อมูลที่ออกมาในตอนนี้ จึงเป็นการคาดการณ์ว่ากรณีที่เลวร้ายที่สุด ลูกผสมเดลตา-โอมิครอน อาจมีอันตรายพอๆ กับสายพันธุ์เดลตา ซึ่งคร่าชีวิตผู้ที่ติดเชื้อไปประมาณ 3.4% สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตของโอมิครอนเกือบ 2 เท่า แต่การทำนายความรุนแรงของสายพันธุ์ลูกผสมนั้น ถือเป็นเรื่องยากเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่า เหตุใดโอมิครอนจึงดูเหมือนจะก่อโรคโควิดรุนแรงน้อยกว่า เมื่อเทียบกับเดลตา

“ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมโควิดฯจึงเปลี่ยนจากโรคทางเดินหายใจส่วนล่างในช่วง 2 ปีแรก ที่เดลตาและสายพันธุ์ก่อนหน้าระบาด มาเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนบน ที่มีความรุนแรงลดลงในปีที่ 3 คาดอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนอกเหนือไปจากโปรตีนหนาม ซึ่งไวรัสใช้ในการเกาะติดเซลล์ของมนุษย์และหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน”
เพราะฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน และอยู่ใกล้ประเทศไทย ขณะนี้ตรวจพบผู้ติดเชื้อโอมิครอน “XBB” จำนวนถึง 81 ราย พร้อมพบลูกผสม “XBC” ใน 11 จังหวัด ถึง 193 ราย ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และกัมพูชา ก็พบ “XBB” และ “XBC” ด้วยเช่นกัน โดยเหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์อาเซียน ได้ช่วยกันถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโคโรนา 2019 และแชร์ไว้บนฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมโควิดโลก “GISAID” ดังนี้
“พบโควิดลูกผสม “XBB” ในประเทศสิงคโปร์ 1,137 ราย 12.154%, อินโดนีเซีย 90 ราย 0.623%, บรูไน 77 ราย 4.254%, มาเลเซีย 32 ราย 0.358%, ฟิลิปปินส์ 20 ราย 0.490%, กัมพูชา 1 ราย 0.197% ส่วนลูกผสม “XBC” นั้น พบในประเทศฟิลิปปินส์ 35 ราย 0.857%, บรูไน 15 ราย 0.829%, สิงคโปร์ 1 ราย 0.011%, และมาเลเซีย 1 ราย 0.011%”
อย่าประมาท ติดโควิดรอบสองเสี่ยงกว่าที่คิด
ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงผลของการติดเชื้อโควิดฯ ว่า
“โควิดฯเป็นกลไก ที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน และอาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังระยะยาวตามมาได้ เพราะฉะนั้น ไม่ควรปล่อยให้ติดเชื้อซ้ำ ทั้งนี้ งานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการติดเชื้อโรคโควิดฯเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ Groß R และคณะจากเยอรมนี ได้อัปเดตความรู้เกี่ยวกับกลไกที่อาจทำให้เกิดโรคเบาหวานหลังการติดเชื้อโควิดฯ ซึ่งนั่นคือการที่ไวรัสติดเชื้อโดยตรงไปที่เซลล์ในตับอ่อน ทำให้เกิดการทำลายเบต้าเซลล์จนสูญเสียความสามารถในการสร้างอินซูลินและส่งผลต่อการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ รวมถึงระบบควบคุมน้ำตาลในเลือดตามมา”
“นอกจากนั้นการติดเชื้อไปที่เซลล์ไขมัน ส่งผลให้เกิดการลดการหลั่ง Adiponectin และทำให้ดื้อต่ออินซูลิน และการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย รวมถึงเซลล์ตับทำให้เกิดการหลั่ง Glucogenic GP73 มากขึ้น มีการกระตุ้นการผลิตน้ำตาลในร่างกายมากขึ้น”
อัปเดตแนวทางดูแลสุขภาพ ให้ห่างไกลจากโควิด เวอร์ชั่นล่าสุด
แน่นอนว่าแนวทางพื้นฐาน ทั้งการใส่แมส หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่าง ยังมีความจำเป็นต่อโลกยุคนี้ ตราบใดที่ โรคโควิด-19 ยังไม่จากเราไป แต่เราขอแชร์ข้อมูลการดูแลตนเองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนคนรอบข้างให้ห่างไกลจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ลูกผสมอย่าง เดลต้าครอน XBC หรือสายพันธุ์อื่นๆ
หมั่นอัปเดตความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องมีการเฝ้าระวัง ติดตามผลกระทบจากการที่มีการติดเชื้อโควิดฯจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดสึนามิโรคเรื้อรังตามมาในระยะยาว
ผู้ที่ติดเชื้อมาก่อนควรระมัดระวัง ป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อซ้ำและดูแลสุขภาพ หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ รวมถึงไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
ใส่หน้ากากอย่างถูกต้องระหว่างดำรงชีวิตประจำวันนอกบ้าน จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก โดยให้สังเกตจำนวนการเสียชีวิตส่วนเกินเปรียบเทียบในแต่ละปี และอัตราการเสียชีวิตส่วนเกิน ก็จะเห็นได้ถึงผลกระทบของโรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่า มีมากเพียงใด ดังนั้นการป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อย่อมดีที่สุด
ผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับวัคซีนควรออกจากบ้านให้น้อยที่สุด ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนแล้ว รวมทั้งเด็กเล็ก เด็กนักเรียน เข้ารับการฉีดวัคซีน ทั้งเข็มแรก หรือเข็มกระตุ้นหากได้รับเข็มสุดท้ายมานานเกิน 4 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการป่วยหนัก และลดระยะเวลาการรักษาโรค รวมถึงระยะเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือญาติต้องลางานเพื่อดูแลรักษาด้วย
สมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มวัยทำงาน มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสผู้ติดเชื้อนอกบ้าน ควรอยู่ให้ห่างจากกลุ่มผู้สูงอายุ
เปิดรับข่าวสารจากเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์ล่าสุดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เช็คข่าวก่อนแชร์ข่าวที่มาจากสื่อออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ที่ส่วนใหญ่ทำให้ตื่นกลัวเกินกว่าความเป็นจริง
ไม่ตกเทรนด์การดูแลสุขภาพ เพื่อห่างไกลจากโรคต่างๆในยุคนี้
“ลิ่มเลือดอุดตัน” ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม รู้เร็ว ป้องกันได้
ผ่ายุทธศาสตร์พาคนไทยรอดพ้นจาก โรค NCDs 30% ภายในปี 2568 ต้องลดเค็มให้ได้ทั้งแผ่นดิน













